วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 18, 2549

ตุลาการธิปไตย?

หลังพระราชดำรัส ๒๕ เมษา ศาลเริ่มแสดงบทบาททางการเมืองมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ต่อคดีเลือกตั้ง ๒ เมษา ความเห็นของผมเป็นเช่นไร เข้าไปอ่านได้ที่
http://www.onopen.com/2006/01/552

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ให้การเลือกตั้งเสียไปทั้งหมดด้วยข้อหาที่เราแซวกันตลกๆว่า กกต.ไปจัดคูหาเลือกตั้งแบบ “หันตูดให้แดด” ก็คิดว่าเรื่องคงจะเริ่มคลี่คลาย และศาลคงยุติการแสดงบทบาทของตน ปล่อยให้ฝ่ายอื่นๆดำเนินการตามขอบเขตอำนาจของตนต่อไป

ตรงกันข้าม ศาลสามศาลยังคงผลักดันอย่างต่อเนื่องให้ กกต. ลาออก และขออาสาเข้ามาคุมเลือกตั้งเสียเอง

ในส่วนของศาลปกครอง เดิมผมคิดว่าคงจะจำหน่ายคดีเลือกตั้ง ๒ เมษาที่อยู่ในศาลตนออกไป โดยอ้างเหตุผลที่ว่า ไม่มีวัตถุแห่งคดีแล้วเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้ว ปรากฏว่า ศาลปกครองร่วมด้วยช่วยกัน ตัดสินให้การเลือกตั้ง ๒ เมษา เสียไปทั้งหมดอีก

ล่าสุด ศาลฎีกาบอกว่า ไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับ กกต. ชุดนี้ หากมีคำขอให้ไปช่วยงาน แถมยังผลักดันให้ กกต. ลาออกอีกด้วย

ที่น่าทึ่ง มีผู้พิพากษาคนหนึ่ง กล่าวว่า เหตุที่ทำให้ กกต. พ้นจากตำแหน่งมีหลายข้อ เช่น ลาออก ตาย ตนหวังว่าเหตุที่ทำให้พ้นจากตำแหน่งควรเป็นที่ลาออก อย่าให้ลามไปถึงโดนพิพากษาจำคุกเลย ปิดท้ายด้วยการย้ำว่า ต้องไม่ลืม กกต. โดนฟ้องคดีอาญาอยู่นะ

แหม... เตือนด้วยความหวังดีจริงๆครับพี่น้อง

ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ให้เอาไปคิดต่อ

ข้อแรก โดยลักษณะขององค์กรตุลาการซึ่งต้องสงวนท่าทีและใช้อำนาจในเชิงรับ รอให้คนมาฟ้องคดีเสียก่อนจึงใช้อำนาจของตนได้ แล้วกรณีแสดงบทบาทออกนอกหน้าเต็มที่ในการผลักดันให้ กกต. ออกไป และอาสาเข้ามาคุมเลือกตั้งแทน เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร?

เคยมีหรือไม่ ที่ศาลทั้งสามมานั่งประชุมหารือกันแล้วมีมติว่าจะตัดสินคดีไปในทิศทางเดียวกัน

ข้อสอง กรณี “หมิ่นศาล” ผมรู้สึกว่าสังคมไทยกำลังเข้าใจผิดหรือเปล่า ที่เกรงกลัว ไม่กล้าเห็นแย้งกะศาล ไม่กล้าวิจารณ์ศาลเลย ด้วยกลัวข้อหาเช่นว่า หนำซ้ำผู้พิพากษาหรือตุลาการบางคนยังผสมโรงด้วยการเอาข้อหานี้มาพูดบ่อยๆอีก

หวังแต่ว่าคงไม่มีการแปลงสภาพ “หมิ่นศาล” ให้เป็น “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” อีก

เดิมองค์กรตุลาการก็ได้รับการยกย่องจากสังคมไทยมากพอดูอยู่แล้ว (ยกย่องในที่นี้หมายความว่า ให้เกียรติ ยอมรับในศักดิ์ศรี เคารพ ไม่กล้าแตะ) ประกอบกับเนื้อความในพระราชดำรัส ๒๕ เมษา ผสมด้วยการเทคแอคชั่นอย่างเต็มที่ในครั้งนี้ โดยไม่มีใครกล้าออกมา “สวน” เท่าไรอีก

เกรงว่าต่อไป จะยิ่งเกิดสภาวะ “แตะไม่ได้” กับองค์กรตุลาการ

ต้องไม่ลืมว่าองค์กรตุลาการเป็นองค์กรในระบบปิด ที่มาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เมื่อวินิจฉัยข้อพิพาทใด็เป็นเด็ดขาด การตรวจสอบก็มีไม่มากนัก หากเราไม่ยอมให้คนวิจารณ์แล้ว จะยิ่งไม่ทำให้องค์กรตุลาการหลุดจากการตรวจสอบไปอีกหรือ

ข้อสาม กรณีคำวินิจฉัยที่ว่าการจัดคูหาเลือกตั้งแบบหันออกด้านนอกไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น พบว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อปีที่แล้ว ทุกเขตเลือกตั้งก็จัดคูหาแบบนี้ทั้งนั้น เกิดมีผู้สมัครที่แพ้จากการเลืกตั้งท้องถิ่นบ้าจี้มาฟ้องศาล ถามว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศหลายพันเขต จะเสียไปทั้งหมดหรือไม่? หรือว่าบรรทัดฐานนี้จะใช้เฉพาะกรณี ๒ เมษาเท่านั้น?

ข้อสี่ คดีอาญาที่ กกต. โดนฟ้องต่อศาลยุติธรรมตอนนี้ กกต. จะร้องคัดค้านผู้พิพากษาไม่ให้มาตัดสินคดีตนได้หรือไม่ เพราะผู้พิพากษามีสภาวะความไม่เป็นกลางอยู่ ก็ในเมื่อศาลยุติธรรม (ออกมาทั้งในนามองค์กรบ้าง ส่วนตัวบ้าง) ออกมาอัด กกต. รายวัน เรียกร้องให้ลาออก ล่าสุดมีผู้พิพากษาคนหนึ่งออกมาย้ำด้วยความหวังดีอีกว่า กกต. โดนฟ้องอาญาอยู่นะจ๊ะ

หากศาลหรือสังคมสงสัยในความไม่เป็นกลางของ กกต. จึงเรียกร้องให้ กกต ลาออก แล้ว กกต จะสงสัยในความไม่เป็นกลางของศาล จึงร้องคัดค้านผู้พิพากษาได้หรือไม่ อย่างไร

น่าติดตามต่อไปว่าการแสดงบทบาทขององค์กรตุลาการในขณะนี้ จะจบลงเช่นไร และจะส่งผลให้เกิดเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคตหรือไม่

บอลโลกจะเริ่มแล้ว โรนัลดินโญ่, อองรี, เจอราร์ด, ริเควลเม่, ต๊อตตี้ จะได้ปะทะฝีเท้ากัน

คงไม่มีใครอยากเห็น เซ็ปป์ แบล็ตเตอร์ ประธานฟีฟ่า หรือ เลนนาร์ท โยฮันสัน ประธานยูฟ่า ลงมาร่วมเตะด้วยเป็นแน่

10 ความคิดเห็น:

Blogger Tanusz กล่าวว่า...

บทความนี้สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งต่อกระแสสังคม ซึ่งผมดีใจมากที่มีคนเขียนถึงไม่ปล่อยให้กลายเป็นเสียงเงียบจากนักกฎหมายมหาชนอีกกรณีนึง

แต่เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนอย่างมาก องค์กรสุดท้ายในอำนาจอธิปไตยที่ยังไม่เคยมี (และไม่ควรจะมี)วิกฤตศรัทธาคือองค์กรตุลาการ การวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ผมว่าจึงควรใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูง

หากมองในแง่ดี องค์การตุลาการเสียสละอย่างมากที่เดินลงมาแก้วิกฤตทางการเมืองครั้งนี้ แต่ก็ต้องถือว่าการกระทำที่เกินกว่าอำนาจหน้าที่ครั้งนี้หมิ่นเหม่จริงๆ และใช้เดิมพันที่สูงเกินไป ซึ่งความเห็นผมคิดว่าองค์กรตุลาการควรยุติการประชุม "รายวัน" และการให้สัมภาษณ์ "รายชั่วโมง"

แต่ก็อีกนั่นแหละถ้าเป็นอย่างที่ผมว่าแล้วปัญหาจะจบลงยังไง ผมก็นึกภาพไม่ออก พี่เห็นว่าไงบ้างล่ะครับ

6:52 ก่อนเที่ยง  
Blogger ไอ้หนวดยีน กล่าวว่า...

เห็นด้วยครับ และน่าหวาดหวั่นใจว่าต่อไปสถานภาพของศาลจะเป็นที่น่าสงสัยมากขึ้น

รอคอยด้วยใจระทึกในพลัน

7:38 ก่อนเที่ยง  
Anonymous อิทธิฤทธิ์ กล่าวว่า...

ความเห็นต่อไปนี้ของผม จะเป็นการให้ความเห็นในส่วนที่มองข้ามพฤติกรรมภายหลังของศาลหลังจากที่ได้มีการออกคำวินิจฉัยที่ 9/2549 มาแล้วนะครับ ผมมองเฉพาะประเด็นปัญหาที่พี่ได้หยิบยกเรื่อง "การหันตูดให้แดด" ว่ามันเป็นเหตุ แห่งผล ซึ่งก็คือ ทำให้การเลือกตั้งเสียไปทั้งหมด

โดยความเห็นส่วนตัวจากการได้อ่านคำวินิจฉัยคร่าวๆ ผมเห็นว่า "การหันตูดให้แดด"(การจัดคูหาการเลือกตั้งที่ได้ดำเนินการโดยใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับหรือไม่นั้น)ซึ่งเป็นเหตุแห่งคำร้องข้อสองนั้น ศาลเองได้พิจารณาไปตามข้อหาที่ผู้ตรวจการฯได้รับหนังสือร้องเรียนมา แล้วศาลก็วินิจฉัยเป็นกรณีๆไปครับแล้วผมก็ว่ามันก็ไม่ได้ดูขัดหูขัดตาเท่าไหร่นัก หากจะบอกว่ามันไม่ชอบ

ทั้งนี้ผมมองว่าการวินิจฉัยเหตุแห่งคำร้องข้อสองไปใช่สิ่งสำคัญ แต่ผมกลับยอมรับและประทับใจในคำวินิจฉัยของเหตุแห่งคำร้องข้อหนึ่งมากกว่า ซึ่งจุดนี้น่าจะเป็นสาระสำคัญที่ส่งผลให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษา เสียไป จนต้องให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ครับ

เพราะการหยิบยก มาตรา 2 และ มาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญมาก็ดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้อยคำที่ว่า "หลักการปกครองในระบออบประชาธิปไตย เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน" (คุ้นๆว่าเป็บสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีเมืองมะกันนี่หว่า)กอปรกับรายละเอียดของผลการเลือกตั้ง(รายละเอียดปรากฏตามคำวินิจฉัย)จุดนี้เองที่ผมว่าสมเหตุสมผลและยอมรับได้ แม้จะมีความคิดในใจว่า "คิดได้ไงเนี่ย หาเหตุผลจนได้" แต่โดนใจครับ มันโดนใจ

ขอถามกลับนิดนึงนะครับ เผื่อจะได้ความรู้และความเห็นดีๆจากพี่นะครับ พี่ว่าคิวิจฉัยตามเหตุแห่งคำร้องข้อหนึ่งเป็นอย่างไรบ้างครับ

9:40 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

คุณสมัครเค้าออกมาตวาดศาลแล้วล่ะจ๊ะ

10:15 ก่อนเที่ยง  
Blogger Crazycloud กล่าวว่า...

ยังยืนหยัดมั่นคงในหลักการเช่นเดิม

ขอให้ยืนหยัดต่อไป จนตราบชั่วนิรัน

ผมเชื่อว่า องค์กรตุลาการ ไม่ได้รู้กฎหมายน้อยไปกว่าเราท่านหรอกครับ

ผมเชื่อว่า องค์กรตุลาการ ในฐานะปัจเจก คือมนุษย์ในชาติก็มีความหวงแหนแผ่นดินเกิดเหมือนกันทุกท่าน

สิ่งนึงที่ผมอยากถามท่านเจ้าของบทความ แบบหลวมจะตอบหรือไม่ก็ได้

คือ ท่านมองสถานการณ์บ้านเมืองโดยรวม แบบอดีต ปัจจุบัน อนาคตอย่างไร

กฎหมายคืออะไรในสายความคิดท่าน

การให้เหตุผลของท่าน สมบูรณ์ในแง่ตรรกะ แต่สมบูรณ์ในการแก้ปัญหาหรือไม่

วิธีการ กับเป้าหมายต้องสอดคล้องกันใช่หรือไม่ ผมไม่เคยเห็นการเสนอวิธีการจากท่านแม้แต่ครั้ง นอกจากการวิจารณ์

นอกจากหลัก หลัก หลัก ที่กรอบเป็นข้าวเกรียบจาก นายทักษิณ และเหล่าเนติบริกรแล้ว ผมไม่เคยเห็นถึงวิธีการแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง ในมุมมองที่กว้างกว่า กฎหมายของท่านเลย

การให้ความเห็นแต่ละเรื่อง ดูจะเป็นเพียง การเขียนบทความทางวิชาการแบบอ่านง่าย ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจเท่านั้น

แก่น อยู่ที่ไหน อย่าบอกว่าอยู่ที่ นิติรัฐ นะ เพราะมันเน่ามานานแล้ว

อย่าลืมล่ะ ว่ามีชาวนา ชาวไร่ เดือดร้อนอยู่มากมายในพื้นดิน

บางครั้ง การเรียนกฎหมาย อาจหมายถึง เอากะลาหนักๆ ในนามปริญญามาครอบหัวกระมัง

ด้วยความรัก

11:10 ก่อนเที่ยง  
Anonymous โทสามย่าน กล่าวว่า...

เมฆบ้าครับ

ทักษิณจะกลับมาทำงานแล้ว เตรียมตัวไปไล่เร้วววว

ก๊ากกกกกกกก

อ้อ...ผมเพิ่งกลับจากทำนา ร้อนจริงๆว่ะ

3:26 หลังเที่ยง  
Blogger บุญชิตฯ กล่าวว่า...

เอาว่า งานนี้มันมีเงื่อนงำเกินกว่าที่คิด

มีเรื่องผิดธรรมชาติมากมายเกิดขึ้น

ปกติศาลยุติธรรมจะระมัดระวังตัวมาก เพราะครองตัวมาเป็นสถาบันที่ไม่เคย Take side เลย มาเกือบร้อยปี ทำไมถึงออกมาเทแทงหมดหน้าตักแบบไม่กลัวเสียรังวัด

ทำไมศาลยุติธรรม ที่แม้แต่ให้ปรับวิธีพิจารณาเป็นระบบไต่สวนแทนกล่าวหา ยังิดออด ด้วยข้ออ้างว่าศาลไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายฝ่ายใด

ถึงออกแอคชั่นเอง อย่างรวดเร็วและรุนแรง

ทำไมศาลทั้งสามถึงดูสามัคคีกันดี ทั้งๆที่ในวงการเป็นที่รู้กันว่า ศาลทั้งสามแอบกินเกลียวกันในใจ เกี่ยวกับเขตอำนาจ และความเป็น "ศาลสูงสุด" กันเสมอ

และทำไมมาประชุมกันที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ถ้าตัดนิทานหลอกเด็ก เรื่องวรกรรมทำ "เพื่อชาติ" (ซึ่งเป็นคาถามหาระรวยที่ใครๆก็อ้าง - ทักษิณก็อยู่เพื่อชาติ - สุจินดาก็เสียสัตย์เพื่อชาติ - ทหารก็ปฏิวัติเพือชาติ - รักชาติจนน้ำตาไหล)

เรื่องนี้มีเบื้องหลังแน่นอน

และก็คงเป็นอย่างที่คิดกันนั่นแหละ

สวัสดี

5:47 หลังเที่ยง  
Anonymous Susansaraly เด็กน้อยวัยกระเตาะ กล่าวว่า...

จริงอย่างที่อ.ว่าครับว่าศาลเล่นบทรุกมากเกินไปแล้ว

แต่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าศาลไม่เล่นบทตุลาการธิปไตยตลอดไปหรอกครับ

absolute power,corrupt absolotly

เขียนอย่างนี้หรือปล่าวไม่แน่ใจ แต่เป็นสัจจธรรมที่เป็นจริง หวังว่าศาลไม่ลืมประโยคทองวรรคนี้แล้วซ้ำรอยทักษิณ ชินวัตร

ศาลคือที่พึ่งสุดท้ายจริงๆ และถ้าไม่มาแหย่เท้าหาเสี้ยนคราวนี้ ไม่รู้วิกฤติการเมืองจะเดินไปทางไหน ศาลกล้ามาก เพียงแต่แอ็คชั่นเกินไป


ปล.ผมเข้าใจว่าการเดินเกมของอำนาจตุลาการครั้งนี้ ไม่เข้าหลักนิติรัฐเท่าไหร่ แต่อ.คิดว่าหนทางไหนที่เป็นหนทางที่สะอาด บริสุทธิ์ สำหรับการจัดการคนอย่างทักษิณครับ

ปล.คุณพี่คุณน้า ความจริงไม่น่าระทึกใจมากมายนัก เพียงจับตามองอย่างใกล้ชิดเป็นพอ เพราะหากศาลเละเทะแบบรัฐบาล ภาคการเมือง คงไม่อยู่คุ้มบารมี ทำงานรักษาความยุติธรรมมาได้นับร้อยๆปีเป็นแน่ (แต่อาจมีบ้างบางส่วนที่เปื้อนโคลน แต่เป็นส่วนน้อย)

ปล.ถึงพี่บุญชิตฯ
ในสายตาผมที่ศาลเทหมดหน้าตัก สงสัยเพราะถูกคนอย่างทักษิณตบหน้าฉาดใหญ่จากการบิดเบือนหลักนิติรัฐกระมังครับ สงสัยว่าถ้าศาลเป็นดังพระพุทธเจ้า ไม่ถือโทสะ โมหะ ราคะจริต ศาลท่านจะแก้ปัญหานี้อย่างไรให้จี้กระแทกคนอย่างทักษิณ จนหน้าเบี้ยว หน้าเขียว เสียโง่ เสียเงินฟรีอย่างนี้

และผมมีความเข้าใจอย่างหนึ่งว่าความเป็นกลาง กับวางเฉยนี้แตกต่างกัน แต่อยากถามอย่างหนึ่งว่าศาลที่ดีควรเป็นกลาง หรือวางเฉยครับ

6:23 หลังเที่ยง  
Anonymous หมีpooh! กล่าวว่า...

หากศาล "เทหมดหน้าตัก" ในคราวนี้จริง

ผมไม่แน่ใจว่า
เมื่อ "หมดหน้าตัก" แล้ว ยังจัดการตามเป้าหมายที่ถูกตั้ง ธงนำ จากสื่อมวลชน และ ...... (รู้กัน)เอาไว้ไม่ได้

คราวนี้ จะมีอะไรต่อไปกับสังคมไทยครับ...

โบราณเขาว่า...
เมื่อไล่หมาให้จนตรอก
มันก็ย่อมกลับมาแว้งกัดได้

และยิ่งหากคนที่ไปไล่
ไม่มีประสบการณ์ในการไล่มาก่อน
เพราะในปรกติ ได้แต่ นั่งอยู่กับที่ แล้วก็จะมีคนจับหมามาให้เอง

เมื่อได้ลองลงสนามไปไล่หมาเอง
ระวัง นอกจากจะจับหมาไม่ได้

ลางที อาจโดนพรรคพวกของหมาเหล่านั้น มารุมกัดจนแขน ขา ขาดหวิ่นได้นะครับ

แลกกันเยี่ยงนี้
ผมว่า ไม่น่าคุ้มกระมัง..

3:31 หลังเที่ยง  
Anonymous ศรัทธา กล่าวว่า...

ผมคิดว่าเต็มๆ น่าจะเป็นแบบนี้นะครับ

All powers tend to corrupt.
Absolute power corrupts absolutely.

12:07 หลังเที่ยง  

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก