วันศุกร์, พฤศจิกายน 04, 2548

จังหวัดไหนมอบความไว้วางใจให้ เราต้องดูแลเป็นพิเศษ

“ผมตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม จังหวัดไหนมอบความไว้วางใจให้เราต้อง ดูแลเป็นพิเศษ แต่เราต้องดูแลคนทั้งประเทศด้วย แต่เวลาจำกัด ต้องเอาเวลาไปจังหวัดที่เราได้รับความไว้วางใจมากเป็นพิเศษ จังหวัดที่ไว้วางใจเราน้อยต้องเอาไว้ทีหลัง ไม่ใช่ไม่ไป คิวต้องเรียงอย่างนี้ ผมเป็นคนพูดตรงไปตรงมา เปิดเผย สื่อมวลชนอยู่ต้องเปิดเผย ไม่มีความลับสำหรับผม วันนี้คิดกับประชาชนอย่างไร ก็อยากเห็นคนทั้งประเทศไม่ว่าอยู่ที่ไหน เลือกหรือไม่เลือกผม ก็อยากให้ทุกคนหายจน แต่เนื่องจากเวลาจำกัดก็ต้องไล่ลำดับกันไป แต่เจ้าหน้าที่ก็ทำเหมือนกันหมดทั่วประเทศ”

................

มุมมองทางกฎหมาย

ประเด็นแรก สังคมไทยยังแยกการเมืองระดับชาติกับระดับท้องถิ่นไม่ออก

โดยหลัก เราเลือก ส.ส. เพื่อไปทำหน้าที่ออกกฎหมายและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ในขณะที่นายกฯและคณะรัฐมนตรี ก็ทำหน้าที่บริหารประเทศในเรื่องระดับชาติ เช่น นโยบายเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ ความมั่นคงปลอดภัย สาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่ท้องถิ่นทำไม่ได้ ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จัดการเรื่องบริการสาธารณะระดับท้องถิ่น เช่น รักษาความสะอาด สุขอนามัย ถนน บ่อน้ำ

ในเมื่อปัจจุบัน เรากระจายอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีตั้งแต่ระดับ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และยังมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เช่น กรุงเทพมหานคร หรือ เมืองพัทยา ก็ควรแบ่งแยกภารกิจกันให้ชัดว่าเรื่องใดเป็นงานของ ส.ส. เรื่องใดเป็นของท้องถิ่น

คำที่เราใช้เรียก ส.ส. ว่า “ผู้แทนฯ” นั้น ก็คือ “ผู้แทนราษฎร” ของคนทั้งประเทศ หาใช่ “ผู้แทนราษฎร” ของจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งหรือเขตเลือกตั้งใดเลือกตั้งหนึ่ง เราไม่อาจบอกว่า นายแม้ว เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเฉพาะเขตสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ได้ เช่นกัน นายเติ้ง ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเฉพาะจังหวัดสุพรรณบุรี

เหตุที่ต้องแบ่งออกเป็น ส.ส เขตนั้น ส.ส. เขตนี้ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการจัดการเลือกตั้งเท่านั้น สภาผู้แทนราษฎรต้องการสมาชิกที่หลากหลาย กระจายไปทั่วทั้งประเทศ ไม่ให้กระจุกอยู่ที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง และเพื่อความเสมอภาคของพลเมืองทุกคนที่จะมีสิทธิเลือกตั้งในเขตของตน จึงจำเป็นต้องแบ่งเขตเลือกตั้งออกไปทั้งประเทศ

เมื่อผู้สมัครรายใดได้รับเลือกเป็น ส.ส. แล้ว เขาย่อมไม่ผูกพันกับเขตเลือกตั้ง ทว่าเป็นตัวแทนใช้อำนาจอธิปไตยของคนไทยทั้งหมด เช่น บ้านผมอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ ๓๓ กรุงเทพฯ ส.ส.ในเขตนี้ก็ไม่ได้เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยเฉพาะในเขตจอมทอง บางขุนเทียนเท่านั้น งานในพื้นที่ประเภททำถนน ฉีดวัคซีน กำจัดยุงลาย เป็นหน้าที่ของ ส.ก. ส่วน ส.ส. เขตบ้านผมก็ทำหน้าที่พิจารณาออกกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎร

แต่ในความเป็นจริง สังคมไทยยังแยกบทบาทระหว่างส.ส.กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ออก ผู้รับสมัครเลือกตั้งเป็น ส.ส. ทั้งหลายจึงต้องยึดติดกับพื้นที่ หมั่นลงพื้นที่ จัดสรรงบประมาณไปลงในพื้นที่ ต้องสร้างถนน หาน้ำ หาไฟ หาบ่อ กำจัดยุงลาย ตัดผม ส่งพวงหรีด ร่วมงานบวช ทำหมันสุนัข ตัดแว่น ทำฟัน หากไม่ทำ คะแนนเสียงก็ตก ชาวบ้านไม่เลือก เพราะไม่ได้ทำอะไรที่เป็นรูปธรรมให้ชาวบ้านเห็น

เช่นนี้แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่เรามี ส.ส.ใช้สโลแกนว่า “คิดอะไรไม่ออกบอกจองชัย” หรือ “ส.ส.100 ศพ”

ผมเห็นว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งควรเข้ามามีบทบาทประชาสัมพันธ์ในประเด็นนี้ ให้ชาวบ้านรู้ถึงบทบาทของ ส.ส. ว่าแตกต่างกับท้องถิ่นอย่างไร ไม่ใช่มุ่งแต่สวมบทเป็นมือปราบปืนโหด จ้องชักแต่ใบเหลือง ใบแดง

หากเราแยกบทบาทได้ชัดเจนแล้ว ต่อไป ส.ส.ก็ไม่ต้องพะวงกับพื้นที่ตนเองมากนัก หากเอาเวลาที่เหลือไปศึกษาวิจารณ์ร่างกฎหมาย (ไม่ใช่สำนักงานสภาพิมพ์แจกไปทีไรไปกองทิ้งไห้ปลวกกิน) หรือไปตรวจสอบฝ่ายบริหาร ทางด้านท้องถิ่น ก็ทำหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านดังที่ตนถนัดและคุ้นเคยเพราะอยู่ใกล้ชิด ส่วนชาวบ้านเอง ก็เรียกร้องได้ถูกคน จะเอาบ่อน้ำ จะเอาถนน ก็ให้ไปบอกท้องถิ่น ส่วนการพิจารณาเลือก ส.ส. ก็มีสองมิติ คือ เลือกเพราะอยากได้รัฐบาลจากพรรคนี้ หรือ เลือกไปทำหน้าที่ร่างกฎหมายและตรวจสอบรัฐบาล

โอษฐภัยที่นครสวรรค์เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็เพราะทั้งชาวบ้านและนักการเมืองยังคงมีค่านิยมแบบเดิมอยู่ คุณทักษิณก็จำเป็นต้องพูดทำนองนี้เพื่อเรียกคะแนนนิยม ทางด้านชาวบ้านก็ดีใจที่เห็นผลพลอยได้จากการเลือกส.ส.พรรคไทยรักไทย

ส่วนตัวคุณทักษิณเอง ควรระลึกไว้เสมอว่าตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี หาใช่นายกเทศมนตรีไม่ บทบาทที่คุณทักษิณที่ลงไปล้วงไปเดินเองอยู่ทุกวันนี้ ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับนายกเทศมนตรีเลย

เอาเข้าจริง ก็ควรให้ความเป็นธรรมกับคุณทักษิณ จะเอาอะไรมากมายกับคนที่ไม่สมาทานกับการกระจายอำนาจ หากพิสมัยบูรณาการอำนาจเข้าหาตนเองมากกว่า ถ้าคิดได้ดังนี้ การเรียกร้องข้างต้นของผม ก็คงจะมากเกินไป

ประเด็นที่สอง หากนายกฯทำดังที่พูดจริงก็หมิ่นเหม่ที่จะขัดกับหลักความเสมอภาค

นิติรัฐเรียกร้องว่าฝ่ายปกครองจะกระทำการใดที่ไปกระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจำต้องมีกฎหมายให้อำนาจ และเมื่อกระทำไปแล้วก็ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายที่มีอยู่ (ผมเคยกล่าวไว้แล้วที่ http://etatdedroit.blogspot.com/2005/05/blog-post_02.html) อย่างไรก็ตาม ในประเทศที่ยึดหลักนิติรัฐอย่างเข้มข้น ก็จะเรียกร้องต่อไปอีกว่าหากฝ่ายปกครองจะกระทำการใดที่เป็นการให้ประโยชน์แก่ประชาชนก็ต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้ด้วย เช่น ออสเตรีย ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘ บัญญัติว่า “องค์กรเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะกระทำการใดๆได้ก็แต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย”

กล่าวสำหรับประเทศไทย ยังไม่ไปไกลขนาดออสเตรีย เราถือแค่ว่า “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ” และ “เมื่อมีอำนาจ ก็ห้ามขัดต่อกฎหมาย” กรณีให้ประโยชน์แก่ประชาชน ฝ่ายปกครองย่อมกระทำได้ แต่เมื่อกระทำแล้วก็ห้ามกระทำการขัดต่อกฎหมาย

“หลักความเสมอภาค” ถือเป็นกฎหมายอันหนึ่ง ดังที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐ รับรองหลักความเสมอภาคไว้ว่า
“บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้
มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม”

ดังนั้น เมื่อฝ่ายปกครองจะกระทำการที่เป็นการให้ประโยชน์แก่ประชาชน ก็ต้องคำนึงถึงหลักความเสมอภาคด้วย การให้ประโยชน์ด้วยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา เพศ หรืออายุก็ดี การให้ประโยชน์ด้วยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคมก็ดี การให้ประโยชน์ด้วยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองก็ดี ย่อมไม่ชอบด้วยหลักความเสมอภาค

ย้อนกลับไปดูที่คำพูดของคุณทักษิณที่ผมคัดมาไว้ด้านบน แล้วเชิญวิญญูชนพิจารณาดูเอาเองเถิดว่าขัดหลักความเสมอภาคหรือไม่

..................

มุมมองทางการเมือง


ผมสำรวจบรรดากองเชียร์ ณ กระดานข่าวราชดำเนิน บางคนกลับยกย่องว่า นายกฯเป็นคนจริง ใจนักเลง ไม่สร้างภาพ เข้าใจสังคมวิทยาการเมืองเป็นอย่างดี

สอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของสุรนันท์ เวชชาชีวะที่ว่า “อย่างไรก็ตาม วันนี้คงไม่ต้องไปดัดจริตแบบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่ต่อปากต่อคำ ไม่จำเป็น (หาช่องกระทบไปถึงอภิสิทธิ์ได้ด้วย แหม ทำไปได้ – ผมเอง) เพราะวันนี้สังคมมนุษย์เป็นสังคมการเมือง หากจังหวัดใดมี ส.ส.ที่มาจากพรรคเดียวกัน เวลาหารือกันก็ง่ายขึ้น ไม่ต้องแยกพรรคแยกพวก แยกประเด็นการเมือง เวลารัฐบาลจะตัดสินใจอะไรก็หันมาถาม ส.ส. ซึ่งส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกัน ทำให้มีเอกภาพมาก”

คำพูดหรือทัศนคติทำนองนี้ใช้ได้ดีในระบอบพ่อขุนสฤษดิ์ที่ยกย่องว่าผู้นำต้องเป็นกล้าได้กล้าเสีย ใจนักเลง คำไหนคำนั้น ตอบแทนบุญคุณ

แต่ พ.ศ.นี้หาใช่ยุคสฤษดิ์ไม่

ผู้นำที่โผงผาง รวบอำนาจสั่งการ (โดยอ้างที่ความรวดเร็ว ความเด็ดขาด ความเป็นนักเลง) ผู้นำที่นิยมการบริภาษคนไปทั่ว บางครั้งก็ด้วยคำหยาบคาย (โดยอ้างความจริงใจ ความเป็นชาวบ้าน) ผู้นำที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ผู้อื่นเห็นต่าง (โดยอ้างว่าตนรู้ดีที่สุด คนอื่นไม่รู้เรื่อง) ผู้นำที่หลุดคำพูดแต่ละครั้งชวนให้เกิดความแตกแยกแก่สังคม (โดยอ้างความจริงใจ ความแปลกใหม่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน) ไม่น่าจะเป็นผู้นำที่ดีในโลกยุคปัจจุบัน

คำกล่าวที่ว่าการเมืองคือการบริหารจัดการความเชื่อ ยังคงเป็นจริงเสมอ สิ่งสำคัญที่สุดในทางการเมืองอยู่ที่ความเชื่อถือ ความศรัทธา วจีกรรมใดที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือย่อมไม่พึงกระทำ

ยิ่งช่วงนี้ คุณทักษิณอยู่ในช่วงขาลง มีคนจ้องจับประเด็น จับคำพูด เพื่อทำลายความน่าเชื่อถืออยู่แล้ว ยิ่งต้องพึงระวังมากขึ้น

คุณทักษิณต้องพึงสังวรณ์ไว้เสมอว่าตนสวมหมวกสองใบ หัวหน้าพรรค ใบหนึ่ง และนายกรัฐมนตรี อีกใบหนึ่ง การพูดที่นครสวรรค์ คุณทักษิณต้องไม่ลืมว่าอยู่ในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี เอาเข้าจริง ผมไม่เห็นว่าคุณทักษิณจะต้องพูดแบบนี้ เพราะอย่างไรเสีย คนนครสวรรค์ก็เห็นเองอยู่ดี

สังเกตได้เสมอๆว่าโอษฐภัยของนายกฯมักมาจากพูดบลัฟ พูดเรียกเสียงเฮจากชาวบ้าน พูดยกตนว่าข้าแน่ ข้าเก่ง ข้าเจ๋ง เอาง่ายๆ คือ นายกฯกะเอาเท่ แต่ไม่พึงระวังว่าความเท่เช่นนี้บางทีก็ไม่เป็นผลดีแก่ตนเอง ผมเดาว่า คราวนี้ก็เช่นกัน อาจเป็นไปได้ว่า คุณทักษิณคิดว่าสิ่งที่ตนพูดนั้นแสดงถึง “ความเท่” เฉพาะตัวกระมัง เป็นความเท่ที่เกิดจากการกล้าพูดความจริง ไม่เสแสร้งแกล้งทำ

บางคนบอกว่าปากพาไป ผมเห็นว่าปากพาไปจริง แต่ปากที่ว่ามีสมองและจิตใต้สำนึกของนายกฯนำพาไปก่อน หาใช่หลุดออกมาโดยไม่คิดไม่ สังเกตจากนายกฯกล่าวซ้ำบ่อยครั้ง วนไปวนมา ย้ำไปย้ำมา และเน้นย้ำเสมอว่าตนพูดจริง เป็นคนจริงใจ

เรียกได้ว่าจิตใต้สำนึกและนิสัยของนายกฯคนนี้เป็นแบบนี้นั่นเอง มันก็เหมือนกับนิสัยฯของนายกฯแต่ละคน อย่างชวน เราก็จะเห็นแต่ “ยังไม่ได้รับรายงาน” “ต้องขอเวลาพิจารณา” “ผมสั่งการไปแล้ว” หรืออย่างชวลิตที่พูดวกวน ฟังไม่รู้เรื่อง

ในฐานะที่คุณหญิงอ้อและหนูอุ๊งอิ๊งเป็นบุคคลเพียงไม่กี่คนในโลกที่คุณทักษิณยังพอฟังและเชื่ออยู่บ้าง ผมเห็นว่าคุณหญิงอ้อและหนูอุ๊งอิ๊งน่าจะให้คุณทักษิณบันทึกโอษฐภัยของตนเองแล้วนำมาเตือนสติก่อนนอนทุกครั้งว่าต่อไปนี้จะไม่พูดอีก มิฉะนั้นจะถูกตี ตั้งแต่

“บกพร่องโดยสุจริต” (ซุกหุ้น)
“ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ” (บริภาษยูเอ็นที่วิจารณ์นโยบายปราบยาเสพติด)
“ทหารโอเวอร์รีแอ็ค” (ทหารชายแดนไทย-พม่ายิงกับพม่า)
“โจรกระจอก” (ปัญหาภาคใต้)
“ผมรู้ตัวหมดแล้วใครทำ เรามาถูกทางแล้ว” (ปัญหาภาคใต้)
“ไอ้พวกนี้ไม่เก็บไว้ทำพันธุ์” (ปัญหาภาคใต้)
“เดี๋ยวผมจะลองลงไปนอนเล่นสักสองคืน” (ปัญหาภาคใต้)
“ใครเงินไม่พอมาเอาที่ผม” (ทั่วไป)
“เขาคงทะเลาะกับเมีย” (กรณีทนายสมชายถูกอุ้ม)
“ไอ้พวกนี้ ขาประจำ” (ตอบโต้นักวิชาการ)
“ไอ้พวกนี้ ไม่เลือกเบอร์ ๙” (ตอบโต้คนที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล)
“เสียงฝ่ายค้านไม่พอ ผมให้ยืม” (ตอบสรยุทธ กรณี ทรท ต้องการเสียงเกิน ๓๐๐ เพื่อปิดทางฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ)
“รมต ของผม ใครโกง ไม่ต้องมีใบเสร็จ ผมจัดการแน่” (นโยบายปราบทุจริต)

จนมาถึง ล่าสุด “ผมตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม จังหวัดไหนมอบความไว้วางใจให้เรา ต้องดูแลเป็นพิเศษ”

เตือนมาด้วยความรัก (ไม่ใช่รักแบบลุงธิด้วย)
เพราะผมไม่อยากเห็นนายกฯที่ใครก็ล้มได้ยาก แต่กลับตายด้วยปากตนเอง

10 ความคิดเห็น:

Blogger Etat de droit กล่าวว่า...

ทดสอบ

12:49 ก่อนเที่ยง  
Blogger carré de mim กล่าวว่า...

ปกติชอบรบกะป๊อก
เพราะถือว่า รบวันละนิดจิตแจ่มใส
แถมยังไม่ค่อยจะเห็นอะไรตรงกับป๊อกนักเรื่องการเมืองชอบเถียงกะป๊อกเป็นงานอดิเรก
แต่หนนี้ จะขอบอกว่า
เห็นด้วยหมื่นแสนล้านประเด็น
เนอะ..ทำไมเค้าจะต้องทำให้ตัวเองตายเพราะปากด้วยเนอะ

2:05 ก่อนเที่ยง  
Blogger ratioscripta กล่าวว่า...

แค่ปากอย่างเดียวทำให้ตายไม่ได้หรอก

ของหนักของใหญ่มันอยู่ที่ขนาดใจและขนาดสมอง

วจีที่เอื้อนผ่านทางรูทวารบน มันก็แค่ผลผลิตจากจิตสำนึก ที่ผ่านการกลั่นกรองจากสมองแล้ว (ไม่ว่าจะโดยฉับพลันแบบสัณชาติญาณ หรือพินิจพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่หรือไม่)

ถ้าบอกว่าจะตาย "เร็ว" ขึ้นเพราะ "ปาก" น่าจะตรงกว่า

3:13 ก่อนเที่ยง  
Blogger Tanusz กล่าวว่า...

แหม!! เข้ากับมติชนสุดสัปดาห์พอดีเลยนะกรับ

"อ..ทักษิณ..าจิ๊กโก๋มีกรรม" 5555

7:17 ก่อนเที่ยง  
Anonymous โอตากะซัง กล่าวว่า...

หุหุ ทวารบน

10:45 หลังเที่ยง  
Blogger Crazycloud กล่าวว่า...

เป็นคำพูด ที่ห่วยแตก Shit แตก ที่สุดของนายก เท่าที่เคยได้ยิน

เบาปัญญาที่สุด

ทุเรศที่สุด

กุ้ยที่สุด

10:22 ก่อนเที่ยง  
Blogger Mr.GELGLOOG กล่าวว่า...

อืม.....

เป็นคำพูดที่แสดงถึงความตื้นเขินของผู้น้ำประเทศอย่างแท้จริง ผมเองก็ตะหงิดตั้งกะได้ฟังทางสื่อแล้วครับ ไม่น่าเชื่อว่าประโยคแบบนี้จะหลุดออกมาจากปากผู้ทีได้ชื่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ แต่ถ้าพิจารณาตามบริบททางประวัติศาสตร์ของพี่แกแล้ว คำพูดลักษณะนี้คงไม่ใช่ครั้งแรกแฮะ และเชื่อเหอะว่าครั้งต่อๆไปมีอีกแหงม

ต้องขอขอบคุณ คุณนิติรัฐที่เขียนวิพากษ์อย่างเป็นระบบมาให้อ่านครับ ประเทืองปัญญาจริงๆ ซึ่งส่วนตัวผมเองการพูดที่มีลักษณะมิ่นเหม่(จริงๆน่าจะบอกว่าโคตรเอนเอียง)ไปในทางเลือกปฏิบัติ(discrimenate)แบบนี้ มันไม่ใช่หนทางที่ถูกและควรแน่นอน แม้ว่าตัวพี่แกเองอาจจะคิดว่าพูดแบบนี้หรือทำแบบนี้มันโชว์สัญญญะแห่งความเป็น "คนจริง" หรืออะไรก็ตามแต่ ผมบอกได้คำเดียวว่ามันบัดซบมากจอร์จ แสดงถึงมาตรฐานทางจริยธรรมที่ต้ำต้อยจริงๆ

อีกอย่างชอบที่คุณ crazy cloud คอมเม้นต์ไว้จริงๆ สะใจขะรับท่าน

เขียนมาบ่อยๆนะครับ ชอบ

12:22 หลังเที่ยง  
Blogger The Corgiman กล่าวว่า...

เพิ่มอีกสองอันที่นึกออกนะ

ตอนที่เครื่องบินระเบิด
เหลี่ยมพูดไว้ทำนองว่า มีคนกะวางระเบิดจัดการตัวเค้า ตอนหลังสอบไปสอบมา เป็นความผิดพลาดทางเทคนิค

จำได้ป่าวเรื่อง แท้กซี่ชวนคุยแล้วแอบอัดเทป เหลี่ยมแกเอามาปูดในรายการวิทยุส่วนตัว

5:01 หลังเที่ยง  
Anonymous pat กล่าวว่า...

รบกวนนิดนึงได้ไหมคะ ถ้าไม่รบกวนจนเกินไป อยากบทได้สรุบเรื่อง หลักความเสมอภาค ของกฏหมายรัฐธรรมนูญ,การตีความตามตัวบทอย่างเคร่งครัดของกฏหมายอาญา ,หลักสุจริตของกฏหมายเอกชน และสรุปหลักกฏหมายทั่วไป เพราะว่ากำลังจะใช้ในการสอบทุนปริญญาโท เสาร์นี้ ค่ะ

3:39 หลังเที่ยง  
Anonymous pat กล่าวว่า...

pum_bebe@hotmail.com

3:40 หลังเที่ยง  

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก