วันศุกร์, กันยายน 23, 2548

ผมไปทำอะไรมาบ้าง

ตั้งใจไว้ตั้งแต่อยู่บางกอกแล้วว่าจะบันทึกสิ่งที่ผมไปทำระหว่างเกือบสามเดือนที่ผ่านมา มิตรรักบล็อกเกอร์จะได้รู้ว่าข้าพเจ้าไม่มาอัพเดทบล็อกบ่อยๆนั้นเป็นเพราะอะไร

งานการกุศล
- สอนวิชากฎหมายสหภาพยุโรป ระดับปริญญาตรี
- บรรยายที่ค่ายนักกฎหมายสำหรับนักศึกษาปี ๑ ที่สระบุรี
- วิจารณ์ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติให้กระทรวงสาธารณสุข
- สอนประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน หลักสูตร ๓ เดือน รวม ๒ ครั้ง
- บรรยายให้นักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ
- กรรมการแข่งขันตอบปัญหากฎหมายระดับอุดมศึกษา วันรพี
- เขียนบทความลงวารสารวันรพี ๒๕๔๘
- อภิปรายให้ประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน หลักสูตร ๑ ปี เรื่อง พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ร่วมกับ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์และ อ.ดร.เอกบุญ วงษ์สวัสดิ์กุล
- ดำเนินอภิปรายเรื่องพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ร่วมกับประมวล รุจนเสรี, ธนา เบญจาทิกุล และรศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์

งานบันเทิง
- รับน้องกลุ่มใต้กะได เพชรบุรี
- รับน้องกลุ่มฮิจุ๋ม นครนายก
- บายเนียร์กลุ่มใต้กะได ทองหล่อ
- บายเนียร์กลุ่มฮิจุ๋ม ศาลาแดง
- บายเนียร์กลุ่มเสือกระดาษ โรงแรมอมารี บูลวาร์ด
- บายเนียร์กลุ่มพรรคมาร ตึกช้าง รัชโยธิน
- นั่งร้านมอลลี่ นับไม่ถ้วน (น่าจะราวๆ ๒๐ ขึ้นไป)
- นั่งร้านบริค บาร์ ๔ ครั้ง
- นั่งสน็อบ รัชดาซอย ๔ ๒ ครั้ง
- นั่งหลังสวน ๓-๔ ครั้ง
- เจอประชาคมบล็อกเกอร์ ณ ร้านเฮมล็อค
- ไปลดอายุที่สลิมอีกสองถึงสามครั้ง
- สอยคิวกับ ratio scripta นับครั้งไม่ถ้วน

งานวิจัยหาเงิน
- ศาลรัฐธรรมนูญโปรตุเกส
- การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางราชการของฝรั่งเศส
- คณะตุลาการรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส

งานวิทยานิพนธ์
- ค้นข้อมูลที่ห้องสมุดสัญญา ธรรมศักดิ์ คณะนิติศาสตร์ มธ.
- ค้นข้อมูลที่ห้องสมุด คณะนิติศาสตร์ จุฬา
- ค้นข้อมูลที่ศาลปกครอง
- เดินสายพบปะอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อขอความรู้

งานครอบครัว
- พาที่บ้านไปกินข้าว
- จัดการปัญหาน้องชายสุดที่รัก
- เยี่ยมพี่สาวและหลานที่เพิ่งคลอด
- จัดการปัญหาเรื่องหนี้สินของที่บ้าน

(พึงสังเกตไว้ด้วยว่างานบันเทิงนำโด่งมาเป็นอันดับ ๑)

สิ่งที่ผมตั้งใจไว้แต่ไม่ได้ทำ
ตรวจสุขภาพ
ขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่
อีดิทต้นฉบับบล็อกตอนเก่าๆ

อีกเรื่อง น่าแปลกที่ผมไม่ได้ทำ คือ การเที่ยวกับเพศตรงข้าม ตลอดเกือบ ๓ เดือน ผมไม่ได้ไปกินข้าว ดูหนัง ช็อปปิ้งกับผู้หญิงคนใดสองต่อสองเลย ส่วนใหญ่ผมไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่ก็มิตรสหายที่เป็นเพศเดียวกัน (กลุ่มผมนี่ชายล้วน รุ่นผมรวม ๑๒ คน รุ่นน้องอีกประมาณ ๑๐ คน)

สิ่งที่ผมทำมากจนเกินไป
เห็นจะหนีไม่พ้น ดื่มเหล้า เพื่อนผมเคยบอกว่า เงินค่าเหล้าทั้งหมดที่เราเคยดื่มตั้งแต่สมัยปี ๑ รวมๆแล้วอาจถอยรถดีๆได้สักคัน

เรื่องที่ผมชอบที่สุดในการกลับเมืองไทยครั้งนี้
ผมมีโอกาสรื้อฟื้นบรรยากาศทางวิชาการที่คณะอีกครั้ง ได้สอน ได้พูด ได้เขียน จนทำให้ละเลยงานวิทยานิพนธ์ของตัวเองไปบ้าง อีกเรื่องที่ผมอิ่มเอมใจ คือ การลงไปช่วยนักศึกษาทำกิจกรรมโดยเฉพาะตอนไปออกค่าย บางทีการพูดของเราก็อาจจุดไฟในตัวเด็กๆแต่ละคนได้อย่างที่เราคาดไม่ถึงเหมือนกัน

ผมเชื่อมั่นมาตลอดว่าเด็กที่เอนท์ติดเข้ามาคณะผมต้องมีสมอง เรียนดี มีความรับผิดชอบ ไม่งั้นคงเอนท์ไม่ติด เพียงแต่โลกเราทุกวันนี้ ไม่มีใครดูแลเค้าเท่าไร ใครจะไปได้สวยหรือไม่อยู่ที่ความรักดีของตัวเอง เหมือนปล่อยเค้าโยนลงน้ำแล้วให้หาทางเอาตัวรอด ถ้าเราเข้าไปเอาใจใส่เค้าสักนิด ชี้ทางสว่างสักหน่อย หรือพอจะเป็นต้นแบบให้เค้าได้บ้าง ชีวิตของพวกเค้าก็น่าจะเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น ผมว่าบางทีเราควรหันมาให้ความสำคัญกับวัยรุ่นในฐานะเพื่อนมนุษย์บ้าง ไม่ใช่ให้ความสำคัญในฐานะวัยรุ่นเป็นผู้บริโภครายใหญ่ดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ชุดคำพูดที่ผมเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่าตอนไปบรรยายที่ค่ายและช่วงบายศรี คือ กระตุ้นให้ทุกคนมีเป้าหมายของชีวิต จากประสบการณ์ของผมเอง ผมเชื่อว่าถ้าชีวิตเรามีเป้าหมายแล้ว ยามใดเราออกนอกลู่นอกทาง ไอ้เป้าหมายนี่แหละจะเป็นผู้เรียกเรากลับมาให้เข้าสู่เส้นทางที่ถูกที่ชอบเพื่อไปสู่เป้าหมาย หากเราไร้ซึ่งเป้าหมายชีวิต ยามใดที่เราเตลิดเปิดเปิงไปก็อาจกู่ไม่กลับได้

เรื่องที่ผมไม่ชอบ
คงเป็นชีวิตเมืองหลวงที่แต่ละวันเราต้องเสียเวลาไปบนท้องถนนมากเกิน ผมยังสังเกตว่าค่าครองชีพที่นี่สูงขึ้นมาก แต่ละวันต้องมีเงินติดกระเป๋า ๕๐๐ บาทขึ้นไป บางครั้งก็เป็นพัน (ไม่รวมค่าเหล้านะ) หนังสือก็แพงขึ้นมาก

อีกเรื่องที่น่าผิดหวัง คือ การอ้างสถาบันกษัตริย์เพื่อกระทบชิ่งไปยังรัฐบาล และบทบาทของ “ใครบางคน” (ผมเอ่ยนามไม่ได้หากยังหวงชีวิตตนเองอยู่) ในเรื่องบางเรื่องซึ่งผมถือว่ากระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุขอย่างร้ายแรง

ข้อคิดที่ได้จากการกลับบ้านครั้งนี้
๑. รายได้ของคนไทยแตกต่างกันมากเกิน จำนวนรายได้ไม่สัมพันธ์กับแรงงานที่ลงไป งานบางประเภทลงแรงมากแต่ได้เงินน้อย ไม่น่าแปลกใจที่ผู้แก่ผู้เฒ่าพูดเสมอว่า เรียนสูงๆจะได้เป็นเจ้าคนนายคน การศึกษาจึงต้องรับบทบาทเป็นบันไดให้คนไต่ไปสู่เงินทองและชื่อเสียง ปรัชญาการศึกษาในระดับอุดมศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐที่ว่า เอาเงินหลวงไปเรียนแล้วต้องทำอะไรตอบแทนบ้างนั้น ไม่อาจใช้ได้ในสังคมไทยทุกวันนี้
๒. สุราและการเที่ยวราตรีทำให้ร่างกายและสมองถดถอยลง
๓. ผู้หญิงไทยสวยขึ้นมากและอาจสวยที่สุดในโลกก็เป็นได้

.................

ขอบคุณสหายและมิตรร่วมรบทุกท่านที่สละเวลาอันมีค่า เงินทองที่ต้องมาช่วยแชร์ค่าเหล้า และสุขภาพ (โดยเฉพาะตับ) เพื่อมาแต่งแต้มความสุขให้กับชีวิตของผมระหว่างปิดครื่องชาร์จแบตที่เมืองไทย พึงตระหนักไว้เสมอว่าหากวิทยานิพนธ์ของผมสำเร็จได้ก็เพราะพวกท่านส่วนหนึ่ง

5 ความคิดเห็น:

Blogger ratioscripta กล่าวว่า...

ซาบซึ้งว่ะ

กูจะบอกมึงว่า

มึงลืมนับ

"ม้าน้ำ"

3:17 หลังเที่ยง  
Blogger Tanusz กล่าวว่า...

ขออนุญาตหัวเราะเป็นภาษาฮิบรู 5555

แต่ เอ ทำไมพี่ราโชรู้ดี หรือว่าไปด้วยกัน????

7:51 หลังเที่ยง  
Anonymous KoPoK กล่าวว่า...

^
^

น่าจะใช่อย่างไม่น่าสงสัยเลยค่ะ เอิ้กๆ

4:56 ก่อนเที่ยง  
Blogger sweetnefertari กล่าวว่า...

ขอบคุณ...สำหรับคอนยัครสละเมียด

เอาอีก ๆๆๆๆๆๆ

2:26 หลังเที่ยง  
Blogger PKT กล่าวว่า...

งานเยอะมากมาย ทั้งงานหลวงงานราษฎร์ แบบนี้จะไปมีเวลาเหลือได้ยังไงละคะ... ^^ ดีแระๆ

3:02 ก่อนเที่ยง  

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก