วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 27, 2548

เสรีภาพในการเลือกดื่มสุราหลากประเภท

มิตรรักบล็อกเกอร์ที่เป็นนักท่องราตรี – ทั้งขาประจำและขาจร - เคยสังเกตหรือไม่ว่า ตามร้านเหล้าหรือสถานบันเทิงยามราตรีในมหานครแห่งความสุขได้กระทำอนันตริยกรรมต่อพลพรรคนักดื่มอยู่เป็นอาจิณ

พลพรรคนักดื่มในที่นี้ หมายความถึง บรรดาผู้นิยมชมชอบการเสพสุราในลักษณะที่เป็นสุรา ชมชอบรสชาติของสุราหลากสีหลากเผ่าพันธุ์ หาใช่ชมชอบเพราะมันเป็นน้ำดื่มก่อความเมาและขาดสติไม่ อีกนัยหนึ่ง เขาเหล่านั้นมองสุราเสมือนเป็นอาหารชนิดหนึ่ง

เรียกได้ว่า การลิ้มรสสุราจำต้องมีศิลปทางอาหาร (Gastronomie) ประกอบด้วย มิใช่สักแต่ ชน... หมด... เมา... อ้วก

อนันตริยกรรมที่ผมกล่าว คือ การปิดกั้นเสรีภาพในการเลือกดื่มสุราที่หลากหลาย

ร้านเหล้าทั้งหลายมักรับเหล้ามาขายแบบผูกขาดไว้เพียงไม่กี่ยี่ห้อ แบ่งสรรไปตามเกรด เหล้าเกรดหนึ่งมีทางเลือกให้ผู้บริโภคไม่เกินสองยี่ห้อ

บ่อยครั้งที่เราพบเห็น ...

ต่ำสุด คือ แสงโสม (บางร้านอาจอัพเกรดตนเองให้หรู ด้วยการไม่สั่งแสงโสมมาขาย หารู้ไม่ว่า เศรษฐีบางคนอาจพิสมัยแสงโสมก็เป็นได้ โดยเฉพาะพวกฝรั่งหัวทองอยากลองเหล้าไทยแท้)

ขยับเกรดมาที่วิสกี้บ่ม ๕ ปี นำโดย นายร้อยเป่าปี่ “๑๐๐ ไพเพอร์” ของเครือชีวาส เมื่อก่อนยังมี บลู อีเกิ้ลส์ หรือ สเปย์ รอแยล มาสู้บ้าง แต่ผมกลับไปสำรวจภาคสนามครั้งก่อน พบว่าน้อยร้านนักที่จะมี บลู อีเกิ้ลส์ หรือ สเปย์ รอแยล ปัจจุบันค่ายแบล็ค เลเบิ้ล ส่งเหล้าบ่ม ๕ ปีตัวใหม่ ไอ้เขากวาง “เบนมอร์” เข้ามาสู้กับ ๑๐๐ ไพเพอร์

เกรดสุดท้ายที่ร้านจะสรรหามาให้ดื่ม คือ ระดับพรีเมียม ได้แก่ ไอ้กาดำ “แบล็ค เลเบิ้ล”และ แม่ชี “ชีวาส”

กล่าวอย่างรวบรัด ในสถานบันเทิง นักดื่มเมืองไทยมีสิทธิดื่มเหล้ายี่ห้อดังต่อไปนี้เท่านั้น
เหล้าบ่ม ๕ ปี ๑๐๐ ไพเพอร์ และ เบนมอร์
ระดับกลาง เร้ด เลเบิ้ล และซันทอรี่ เร้ด อาจมีบัลเลนไทน์มาแทรกบ้าง
พรีเมียม แบล็ค เลเบิ้ล และ ชีวาส (เดี๋ยวนี้ชีวาสก็เหลืออยู่ไม่กี่ร้านแล้ว)

มิพักต้องกล่าวถึง การจำกัดสิทธิให้ท่านได้ดื่มแค่ วิสกี้ เท่านั้น อยากสะเออะกินบรั่นดี ก็เชิญกลับไปกินที่บ้าน

คิดแล้วก็น่าเศร้าใจสำหรับนักดื่มที่ไม่ได้มองสุราเป็นแค่น้ำเมาจริงๆ

วันหนึ่ง เขาอยากรำลึกความหลังครั้งเป็นนักศึกษาเบี้ยน้อยหอยน้อยด้วยการดื่มแสงโสม จะได้หรือไม่?
วันหน้า เขาถูกหวยก้อนใหญ่ อยากล่อบลู เลเบิ้ล กรีน เลบิ้ล โกลด์ เลเบิ้ล จะได้หรือไม่?

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ มีสองประการ

ประการแรก บริษัทเหล้า ทำการตลาดยุคใหม่ ด้วยการซื้อร้านเหล้ายกร้าน แล้วบังคับให้ขายแต่ยี่ห้อของตน ผมเคยไปหลังสวน ร้านเหล้าร้านหนึ่ง มีเหล้าให้ท่านเลือกเพียง ๒ ยี่ห้อ คือ ๑๐๐ ไพเพอร์ และ ชีวาส ซึ่งทั้งสองยี่ห้อนี่เป็นของบริษัทเดียวกัน แบบนี้ ผมถือว่าบริษัทเหล้า ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว และสถานบันเทิง รวมหัวกันปิดกั้นทางเลือกของผู้บริโภคขนานแท้

อีกประการหนึ่ง เห็นจะมาจากรสนิยมการดื่มเหล้าของคนไทย ที่ไม่ใส่ใจเรื่องรสชาติ ขอให้เมาเป็นพอ เมื่อผู้บริโภคอยากโชว์ฐานะ ก็กินแบล็ค เมื่อผู้บริโภครายได้น้อยลง ก็ขอเป็นเร้ด คนจรหมอนหมิ่น ก็ต้อง ๑๐๐ ไพเพอร์ และ เบนมอร์ หรือไม่ก็กินยี่ห้ออะไรก็ได้ตามแต่ความสวยงามของเด็กเชียร์เหล้า เช่นนี้แล้ว เกิดร้านเหล้าสั่งยี่ห้ออื่นมาสงสัยคงเจ๊งเป็นแน่

ไม่น่าแปลกใจที่อาชีพเด็กเชียร์เบียร์-เหล้าจึงเฟื่องฟู ก็ผู้บริโภคไม่ได้สนใจเหล้าที่รสชาติเอาเสียเลย ไม่มีเจตจำนงเสรีในการเลือกดื่ม แต่กลับไปผูกติดกับความจิ้มลิ้มของเด็กเชียร์ (ล่าสุด ผมพบว่ามีเด็กเชียร์เครื่องดื่มแก้แฮงค์แล้วด้วย)

วงการเบียร์ก็เช่นกัน ตามสถานบันเทิง ท่านจะพบเห็นแต่ ไอ้เขียว ดาวแดง ไฮเนเก้น ผมซึ่งเป็นคนพิสมัยรสขมของพี่สิงหา ช่างอึดอัดใจยิ่งนักยามไปตระเวนราตรี แล้วมันเหมือนจะฮั้วกันอย่างไรก็ไม่รู้ ถ้าสถานบันเทิง ต้องไอ้เขียว ถ้าร้านอาหาร ต้องพี่สิงหา ถ้าร้านหมูกะทะ ต้องช้างกระทืบโรง กับน้องใหม่ เสือไทเกอร์

เดชะบุญ มอลลี่ ร้านประจำผม ยังมีพี่สิงหาไปขายอยู่

วัฒนธรรมการดื่มของคนไทยอีกข้อหนึ่งที่ทำเอาผมโดนสถานบันเทิงเคืองหลายหน คือ การกินเหล้าผสมมิกเซอร์

เราสามารถพบเห็นอย่างดาษดื่นกับภาพสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มดื่มเหล้าอย่างบ้าพลังด้วยการผสมกับโค้ก (เหล้าเท่านิ้วครึ่งข้อ ที่เหลือโค้กล้วน) เมื่อสาดลงคอไปแล้ว ก็ไม่ต่างกับการดื่มโค้กดับกระหาย เพียงแต่โค้กนี้มีแอลกอฮอล์อยู่หน่อยเท่านั้นเอง

จะว่าไป น่าจะผลิตโค้กออกขายไปเลย เป็นรุ่นใหม่ ผสมแอลกอฮอลด้วย

ดื่มไปเพื่อให้เมา ผสมโค้กให้หวาน เพราะไม่ชอบรสเหล้า แต่ต้องดื่มเพราะอยากเมา

ผมถือว่าพฤติกรรมดื่มเหล้าเช่นนี้ได้ทำลายคุณค่าของเหล้าลงไปให้เหลือเป็นเพียงเครื่องดื่มสร้างความเมาและขาดสติเท่านั้น

สถานบันเทิงจับจริตของนักเที่ยวเมืองไทยได้ดี จึงลดราคาเหล้าให้ผู้บริโภคพอสู้ไหว แล้วมาโขกเอากะค่ามิกเซอร์ น้ำเปล่า โซดา โค้ก ต้นทุนขวดละไม่น่าเกิน ๕ บาท พี่ท่านเอามาขายในร้านราคาตั้งแต่ ๓๐ ถึง ๖๐ ตามแต่ย่านของสถานบันเทิง

ผมเป็นคนดื่มเหล้าแบบใส่น้ำแข็ง ๒ ก้อน ไม่ผสมอย่างอื่น พฤติกรรมอย่างนี้ จะไม่ให้ร้านเหล้าเคืองได้อย่างไร

ครั้งหนึ่ง ผมมีเหล้าฝากที่มอลลี่ วันนั้นเขียนงานมาก แล้วปวดหัว อยากไปคลายเครียด เลยแว้บไปนั่งดื่มชิล ชิล คนเดียว ผมสั่งน้ำแข็งไป ๒ ถัง น้ำเปล่า ๒ ขวด รวมแล้ว ๑๒๐ บาท ผมไม่หน้าด้านพอ จึงต้องสั่งกับแกล้มมานั่งกินอีกสองอย่าง ทั้งๆที่อิ่มแปล้จนท้องจะแตก

ไม่แน่ ถ้าผมไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ร้านเหล้าอาจกาหัวไม่ให้ผมเข้าร้านเค้าก็เป็นได้

.................

ผมอยากเห็นพัฒนาการของนักดื่มบ้านเราขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น ออกสู่โลกกว้างว่า เหล้ามีให้ท่านเลือกบริโภคหลากหลาย เหล้าใส วิสกี้ บรั่นดี เบียร์ ไวน์ จิน ปาสตีส์ สารพัดประเภท หาได้มีแค่ วิสกี้ เบียร์ RTD และค็อกเทล ดังที่สถานบันเทิง “กึ่ง” บังคับให้ท่านเลือกกินแค่นี้

แต่เอาเข้าจริง ของพรรค์นี้ มันก็ขึ้นกับความชอบและรสนิยมส่วนบุคคลอยู่ดี ผมคงไปบังคับใครไม่ได้

จากการท่องอยู่ในยุทธจักรสุรามาได้ ๘ ปี ผมสรุปได้ว่า

ถ้าคำนวณกันที่ปริมาณ คนไทยบริโภคแอลกอออล์มากติดอันดับต้นๆของโลก แต่ถ้าใช้มาตรวัดจากการกินเหล้าเป็น กินเหล้าอย่างมีศิลปะ กินเหล้าให้หลากหลายนั้น หรือความรู้ด้านเหล้านั้น เห็นทีจะรั้งท้าย

เพลง ปรัชญา หนังสือ ภาพยนตร์ ก็มีแบบแนว “ทางเลือก” กันแล้ว

เมื่อไรหนอจะมีร้านเหล้าทางเลือกบ้าง

9 ความคิดเห็น:

Blogger carré de mim กล่าวว่า...

พูดเรื่องเหล้าทีไร

รู้สึกผิดเสมอเมื่อจำได้ว่า ทำแก้วไวน์ที่ป๊อกเพิ่งซื้อมาใหม่แตกเมื่อตอนหอบหิ้วไอ้เป้ไปเยี่ยมป๊อกที่น๊องท์

จำได้ว่า แก้วไวน์ใบนั้นป๊อกเพิ่งซื้อมาหมาดๆ

มิ้มทำแตก..เพราะ..เมา..เนื่องจากป๊อกจับกรอก côte de rhone ตอนท้องว่าง

ป๊อกเลยมาแซวจนถึงทุกวันนี้ว่า คออ่อน แถมเมาแล้วทำแก้วแตก แล้วหนีไปนอนหลับอีกตะหาก

คอมเมนต์นี้จึงเปรียบเหมือนเทียบเชิญว่า

เจอกันเมื่อไหร่เราไปดวลกันต่อนะป๊อกนะ

ป๊อกจะได้เลิกแซวมิ้มซะที

เปลี่ยนเป็น เมาแล้วอ้วก..อะไรแบบนี้มากกว่า

อิอิ

รับเชิญ??

12:02 ก่อนเที่ยง  
Blogger ratioscripta กล่าวว่า...

เป็นหลักฐานของการ "เอาดีในการดื่ม" อย่างแท้จริง

ข้าน้อยขอคาราวะ หนึ่งโอ่ง

เอื้อกกกกกกก

4:36 ก่อนเที่ยง  
Blogger Tanusz กล่าวว่า...

ดื่มด้วยกรับ

6:39 ก่อนเที่ยง  
Blogger Crazycloud กล่าวว่า...

อย่างกินเหล้าแนวๆ เดี๋ยวพาไปกินบ้านพี่

เอาแบบติดเตาเอง

ต้ม เอง ชงเอง กินเอง

อันโกวเล้ง กล่าวไว้ รสสุราหาได้อร่อยไปกว่าบรรยากาศในวงเหล้าไม่

เหตุฉะนี้ เมื่อท่านน้องกล่าวถึงสุรา พาลพาท่านพี่เปรี้ยวปากอยากดื่มขึ้นมาในบัดดล

จึงขอลาจร ไปดริง บัดเดี๋ยวนี้

1:00 หลังเที่ยง  
Anonymous grappa กล่าวว่า...

พี่ก็เชื่อในความหลากหลาย
เวลาเห็นเมนูเครื่องดื่มร้านไหน
มีเครื่องดื่มให้เลือกมากมายแล้วจะถูกใจเป็นพิเศษ

เคยถูกใจ หนุ่มคนนึงเพราะกรรมวิธีการ
กินข้าวกับเขานั้น เริ่มตั้งแต่เหล้าก่อนอาหาร
อาหารและไวน์ระหว่างมื้อ และสุดท้ายด้วยเหล้าหลังอาหาร (อย่างกรัปป้า )

นอกจากนี้ก็ยังเชื่อในสุนทรียรสของอาหาร เครื่องดื่ม
และการสนทนาบนโต๊ะอาหาร สามสิ่งนี้ถ้าผสมกลมกลืนกลืนกันอย่างถูกสัดส่วน หลายครั้งพี่พบว่าสวรรค์บนดินมีจริงๆ

ส่วนเรื่องร้านเหล้าทางเลือกนั้น
เฮ็มล็อค รอท่านอยู่
ได้ยินเสียงก้อนน้ำแข็งกระทบกับแก้วสีอำพันไหม
พี่ได้ยินแล้วล่ะ

5:22 หลังเที่ยง  
Anonymous grappa กล่าวว่า...

ลืมๆ
จนบัดนี้ก็ยังชอบแสงทิพย์ (ที่ไม่มีแล้ว)
มากกว่าแสงโสม (เพระสากคอกว่า )
และยังชอบเบียร์ภูเก็ต
ซึ่งเคยมีขายที่ร้านท่าพระจันทร์ และตอนนี้ก็ไม่มีขายอีกแล้วเช่นกัน
เราน่าจะรณรงค์ให้รัฐสนใจเรื่อง ความหลากหลายของสุรา ให้เท่ากับที่เอ็นจีโอ รณรงค์เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเนอะ

5:39 หลังเที่ยง  
Blogger Etat de droit กล่าวว่า...

พี่แป๊ด

ถ้าผมจำไม่ผิด ร้านบัดดี้ที่ตรอกข้าวสาร เค้าสั่งเบียร์ภูเก็ตมาขายนะ แต่ไม่แน่ใจว่าจะเหมือนกับที่พี่เคยกินมาก่อนหรือเปล่า

ส่วนแสงทิพย์ ผมทันกินตอนอยู่ ปี ๑ พอขึ้นปี ๒ เสี่ยเจริญก็ส่งแสงโสมออกมาแทน แต่ตอนนั้นยังพอฟลุคๆเจอแสงทิพย์มั่ง เพราะบางร้านยังมีสต๊อคค้างอยู่ แต่ตอนนี้ไม่เหลือแล้ว

สมัยเรียนป.ตรี บางทีผมกะเพื่อนๆทรัพย์จางอย่างแรง ก็ต้องลดไปกินหงส์ทอง ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นมังกรทองไปแล้ว

จำได้ว่าไปเกาะเสม็ด ก็จะแวะร้านเหล้าขายส่งที่ฝั่งระยองก่อน เพื่อซื้อหงส์ไปลังนึง แบกข้ามน้ำข้ามทะเลไปกินกันที่เกาะ

ตอนนั้นญี่ปุ่น ๓ คนมาแจม เลยให้เค้าลอง ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นอุจจาระแตกอุจจาระแตนไปหนึ่งนาย

สมัยไม่มีตังค์นี่ ใครทิ้งสุราเรียราด กินทิ้งกินขว้าง นี่จะโดนประณามหยามเหยียด หรืออาจถูกบัพพาชนียกรรมได้

ไปกินเหล้าที่หาด ก็ขนสุราไปกองๆไว้ ปรากฏว่าทรายมันก็กลบๆ สุราไว้ขวดนึง พอมารู้ตัว หาไม่เจอ ก็เสียอกเสียใจกันใหญ่ นึกแล้วก็ขำดี

ครั้งนึงไปรับน้องกันที่เพชรบุรี กินมาราธอนกันยันสว่าง สุราเกิดหมด ผมและเพื่อนอีกคนในฐานะน้องเล็ก ต้องออกไปหาซื้อเหล้า ตอนนั้นราวๆ 7-8 โมงเช้า

ไม่น่าเชื่อเลยครับ เราหาเหล้ายี่ห้ออื่นไม่ได้เลย มีแต่แม่โขงกะเหล้าขาว

นึกในใจว่าคนเมืองเพชรนี่คงกินเหล้าดุ ล่อแต่แม่โขงอย่างเดียว

สุดท้ายเลยจำใจซื้อแม่โขงกลับไป

เจ็บใจกว่าคือ พี่ๆร่วมวงหนีไปนอนกันหมด กลายเป็นผมกะเพื่อนกินกันสองคน แต่ต่อได้อีกนิดเดียวก้ไม่ไหวละ

เหล้าอะไรก็พอสู้ได้หมดแหละครับ แต่ผมยอมแพ้แม่โขงจริงๆ

5:59 หลังเที่ยง  
Blogger carré de mim กล่าวว่า...

เฮ้ ป๊อก
บล๊อกป๊อกมันแปลกๆนะ
บางวันมันก็มี ลิงก์ ข้างๆ ขึ้นมา แบบที่จะเดินไปตามรอบป๊อกน่ะ (เหอๆ)
บางวันก็ไม่มี
แถมบางวันก็ยังอ่านงานเก่าๆไม่ได้ เพราะไม่รู้จะไปคลิ๊กที่ไหน
พิลึกดี
เลยแวะมาบอกก่อนจะไปนอน
ไปละ วันนี้เที่ยวมาก ปวดเฮด

11:41 หลังเที่ยง  
Anonymous dugdig กล่าวว่า...

ขอคาราวะครับท่าน เยี่ยมจริงๆ

5:01 หลังเที่ยง  

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก