วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 05, 2548

หนังสือพิมพ์ในฝรั่งเศส

บังเอิญเหลือเกินครับ วันนี้ที่เมืองไทยเป็นวันฉัตรมงคล ที่ฝรั่งเศสก็เป็นวัน Ascension ซึ่งเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์เหมือนกัน วัน Ascension เป็นวันสำคัญทางศาสนาคริสต์ ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นวันขึ้นสวรรค์หรือวันกลับมาเกิดใหม่ของพระเยซูนี่แหละ

ห้องสมุด ซูเปอร์มาร์เกต ปิดเช่นเคย ผมก็เลยมีเวลามานั่งอัพเดทบล็อกซะหน่อย

ไหนๆก็ทำสถิติอัพเดทมา ๖ วันรวด วันนี้ก็ขออีกวันจะได้ครบหนึ่งสัปดาห์พอดี นับเป็นการเริ่มต้นที่ร้อนแรงมาก หวังว่าผมจะยืนระยะอยู่จนถึงท้ายฤดูกาลนะ

ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ขยันมากครับ แต่ไม่ใช่ขยันทำงานนะ ขยันหยุด...

ตลอดหนึ่งปีจะมีช่วงหยุดยาว ๔ ครั้ง คือ สัปดาห์ที่สามและสี่ของเดือนกุมภาพันธ์ อันนี้หยุดรับหน้าหนาว (คงหนาวมั้งครับทำงานกันไม่ไหว แต่ไปเล่นสกีกันไหว) อีกสองเดือนต่อมาหยุดอีกแล้ว สัปดาห์ที่สามและสี่ของเดือนเมษายน เป็นสปริงเบรก (อากาศดีมากดังนั้นไม่ควรทำงาน แต่ไปเที่ยวกันดีกว่า) ต่อมาก็หยุดครั้งมโหฬารตลอดเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นหน้าร้อน (ก็อากาศมันร้อนนี่ จะไปทำงานได้ไง ไปอาบแดดดีกว่า แหม นานๆมีแดดเยอะๆอ่ะนะ) บางคนอาจหยุดก่อนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เช่น นักเรียน นักศึกษา ปิดท้ายประจำปีด้วยการหยุดอีกในสัปดาห์ที่สามและสี่ของเดือนธันวาคม อันนี้เป็นการหยุดคริสต์มาสและปีใหม่ (คริสต์มาส ปีใหม่ ต้องหยุดสิ ใครเค้าทำงานกันล่ะ)

ยังไม่นับหยุดเล็กๆน้อยๆตามวันสำคัญต่างๆอีก เช่น ๑ พ.ย. วัน Toussaint เป็นการไปไหว้บรรพบุรุษประมาณเช็งเม้งบ้านเรา ต่อด้วย ๑๑ พ.ย. วันสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (บางคนลักไก่ หยุดรวดมันเป็นอาทิตย์ต่อๆกันเลย)

หรือช่วงต้นเดือน พ.ค. ที่เริ่มจาก ๑ พ.ค. วันแรงงาน ต่อด้วยวัน Ascension ตามมาด้วยวันที่ ๘ พ.ค. ซึ่งเป็นวันสงครามโลกครั้งที่สอง และปิดท้ายด้วยวัน Pentecôte บางคนที่บริหารเวลาวันหยุดดีๆก็อาจหยุดรวดต่อไปจากสปริงเบรกช่วงเดือนเมษายนมาต่อต้น พ.ค. อีก รวมๆประมาณสามสัปดาห์ได้เลยทีเดียว

ไม่แปลกใจเลยที่ผมได้ยินประโยคว่าคนฝรั่งเศสขี้เกียจมาตั้งแต่เด็ก

ในทางกลับกัน คนฝรั่งเศสเองมองว่าคนเอเชียบ้าเกินไป ชีวิตจะทำแต่งานไม่มีเวลาพักผ่อน

ปีที่แล้วช่วงสปริงเบรก โปรเฟสเซอร์ของผมบอกว่า ช่วงนี้อากาศดี มีวันหยุดหลายวัน ต้องพักผ่อนนะ ผมบอก ครับ ครับ แต่นึกในใจว่า ขืนผมไปเที่ยวแล้วสอบไม่ผ่านละครับ แหม ถ้าให้ผมเรียนเป็นภาษาไทยสิ ผมจะกล้าไปพักหน่อย

เพื่อนฝรั่งเศสคนหนึ่ง เธองงมากที่นักเรียนไทยข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนเป็นปีๆได้อย่างไร แถมบางคนปิดเทอมแล้วยังไม่ยอมกลับบ้านอีก ผมเห็นด้วยกับเธอครับ ช่วงแรกๆผมขยันกลับบ้านประมาณปีละสองหน ปรากฏว่าบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่อยู่เมืองไทยกลับถามผมว่า กลับมาทำไม เรียนยังไม่จบแล้วกลับมาทำไม

นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างว่าคนบ้านเค้ากะบ้านเราคิดต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ผมนั่งสงสัยประจำว่า ประเทศนี้มันเจริญได้อย่างไร มันรวยได้ยังไง ทั้งๆที่มันไม่ได้ทำอะไรเลย สินค้าส่งออกก็มีไม่มาก จะบอกว่าขายไวน์จนรวยก็ไม่น่าใช่ เพราะหลังๆอิตาลีกับออสเตรเลียเริ่มแซงขึ้นมา จะบอกว่าขายน้ำหอมจนรวย ผมก็สงสัยอีกว่าแค่ขายน้ำหอมนี่นะจะรวยได้ไง จะบอกว่าขายรถยนต์ ผมก็งงว่ารถเรย์โนลส์ ซีตรองนี่นะ มีแต่คนฝรั่งเศสนั่นแหละที่ใช้กัน จะไปสู้รถญี่ปุ่น รถเยอรมันได้ไง

คนก็ไม่ได้ขยันเหมือนชาวเอเชีย ชอบที่จะพักผ่อน เสพศิลปะ วัฒนธรรม ถกเถียงปัญหาต่างๆ มากกว่าลงมือทำงานอย่างขยันขันแข็ง

คิดไปคิดมา ผมว่าสงสัยเค้าสร้าง (และปล้น) มาจนอยู่ตัวแล้วมั้งครับ

เหมือนเรามีธุรกิจที่มันอยู่ตัวแล้ว ยังไงก็คงไม่จน เก็บเงินกินดอกไปเรื่อย กินเงินจากหุ้นไปเรื่อย

อันนี้คิดแบบซื่อๆเลยนะครับ ไม่ได้เอาหลักวิชาที่ไหนมาวิเคราะห์

..........

วันหยุดแบบนี้ ผมเล่าเรื่องเบาๆดีกว่า เอาเรื่องหนังสือพิมพ์ละกัน

ผมขอแบ่งหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทเสียเงิน กับ ประเภทแจกฟรี ประเภทเสียเงิน อาจแยกออกเป็นหนังสือพิมพ์ในระดับชาติเหมือนมติชน ไทยรัฐ กับหนังสือพิมพ์ระดับท้องถิ่น ผมขอละที่จะไม่กล่าวในส่วนที่เป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นนะครับ เพราะมันเยอะเหลือเกิน แต่จากการสำรวจพบว่าประชากรในท้องถิ่นนิยมอ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นมากกว่า แต่ละบ้านมักจะซื้ออหรือบอกรับนสพ. ท้องถิ่นมากกว่า ส่วน นสพ ระดับชาติ มักเปน นักธุรกิจ นักศึกษา คนเมือง อาจารย์

หนังสือพิมพ์ระดับชาติหลักๆก็มี Le monde, Libération, Le Figaro, L’Humanité, Le Canard, La Croix

http://www.lemonde.fr/
http://www.liberation.fr/
http://www.humanite.fr/
http://www.lefigaro.fr/
http://www.metropoint.com/
http://www.20minutes.fr/

Le monde เป็น นสพ. ที่แพร่หลายมากที่สุดในหมู่บรรดาชนชั้นกลาง นิยมในหมู่ปัญญาชน คงประมาณมติชน ผู้จัดการ ขนาดไม่ใหญ่มากนัก เล็กกว่า นสพ. บ้านเรา แต่ก็ไม่เล็กถึงขนาดแท็บลอยด์ จะมีคนดังๆในวงการต่างๆเขียนบทความมาลงเรื่อยๆ ทั้งอาจารย์ นักการเมือง ข่าวพาดหัวมักจะเป็นเรื่องระหว่างประเทศ หน้าปกไม่มีภาพประกอบเลย เป็นแต่ตัวหนังสือหมดและมีภาพการ์ตูนล้อเลียนหนึ่งภาพเท่านั้น สนนราคา ๑.๒๐ ยูโร น่าจะประมาณ ๖๐ บาทได้

บรรดาอาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษากฎหมาย รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์นิยมอ่านมาก ในคณะรัฐศาสตร์จะมี Le monde ไปแจกฟรี และนักศึกษาถ้าบอกรับเปนสมาชิกจะได้ส่วนลดมากกว่า ๕๐ เปอเซนต์ กล่าวกันว่า Le monde เป็น นสพ. ค่อนข้างเอียงซ้าย ส่วนตัวผมชอบอ่าน Le monde มากที่สุด เพราะมีข่าวการเมืองกับกฎหมายเยอะดี ตำราทางวิชาการบางเล่มยังอ้างถึง Le monde ผมสังเกตว่าคดีสำคัญในศาลที่เกี่ยวกับการวางหลักมักปรากฏในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้เสมอ พูดง่ายๆ ถือเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีอันหนึ่งในการขีดๆเขียนๆโม้ๆของผมนั่นเอง

ฉบับวันเสาร์ก็จะขายแพงขึ้นเป็น ๒.๕๐ ยูโร แต่มีนิตยสารหนาประมาณเกือบ ๑๐๐ หน้า สีทั้งเล่ม ชื่อ Le Monde 2 แถมมาด้วย ส่วนฉบับวันจันทร์จะไม่มีจำหน่ายเนื่องจากวันอาทิตย์หยุดกัน นสพ ฉบับวันอาทิตย์ในฝรั่งเศสจึงควบเป็นอาทิตยกับจันทร์

เมื่อเปรียบเทียบกับฉบับอื่นๆแล้วอาจกล่าวได้ว่า Le monde เป็น นสพ.ในแนววิชาการมากที่สุด Le monde พึ่งฉลองครบรอบ ๖๐ ปีไปเมื่อปีที่แล้ว

Libération เป็น นสพ. เอียงซ้ายที่ประกาศตัวชัดเจนว่าสนับสนุนพรรคสังคมนิยม ก่อตั้งโดย Jean-Paul Sartre นักปรัชญาเจ้าของสำนัก l’Existentialisme (เป็นที่น่าสังเกตว่าที่นี่หนังสือพิมพ์จะแสดงจุดยืนค่อนข้างชัดเจนว่าซ้ายหรือขวา หรือสนับสนุนพรรคไหน)

Libération มีขนาดเล็กไซส์แท็บลอยด์ พึ่งเปลี่ยนรูปโฉมให้เล็กลงเมื่อไม่กี่ปีมานี้เองเพื่อความสะดวกในการพกพาและถืออ่านระหว่างนั่งรถไฟใต้ดินหรือรถไฟ หน้าปกมักยิงข่าวเดียวโดดๆ แล้วเป็นรูปทั้งหน้าโดยมีตัวอักษรพาดหัวข้างๆ Libération เป็น นสพ. น้องใหม่ไม่นานพึ่งอายุครบ ๓๐ ปีไปเมื่อปี ๒๐๐๓ นี่เอง สนนราคา ๑.๒๐ ยูโร พาดหัวข่าวของ Libération จะหวือหวา คมคาย เมื่อก่อนผมซื้ออ่านด้วยสาเหตุไร้เดียงสาประการเดียวของผม คือ เห็นเค้าว่ากันว่า นสพ. นี้สนับสนุนพรรคสังคมนิยม แต่เดี๋ยวนี้ผมอ่านจากอินเตอร์เนทเอา เพราะขืนซื้อทุกฉบับจนตายแถมไม่มีปัญญาอ่านจบด้วย วันนี้เป็นวันแรกที่ Libération ในเว็บปรับให้เป็นภาษาอังกฤษเฉพาะฉบับวันพฤหัสและศุกร์

ล่าสุดผลประกอบการของ Libération ขาดทุนอย่างต่อเนื่องจนต้องเพิ่มทุนโดยกลุ่มทุนของมหาเศรษฐีตระกูล เดอ ร็อธสไชลด์

Le Figaro เป็น นสพ. แนวอนุรักษ์นิยม เอียงขวา พวกไฮโซไฮซ้อ บรรดาแม่บ้านแม่เรือนชอบอ่าน ขนาดใหญ่เท่า นสพ บ้านเรา ราคา ๑ ยูโร Le Figaro ชูจุดขายของตัวเรื่องราคาที่ถูกกว่าฉบับอื่นและจำนวนหน้ากระดาษที่มากกว่าด้วย มีคนกล่าวว่า Le Figaro มักพิมพ์ผิด เสนอข่าวผิด ผมก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า

ฉบับวันอาทิตย์จะแถมนิตยสาร Madame Figaro มาให้ด้วย (อากู๋แกรมมี่ซื้อหัวมาทำเปนภาษาไทยแล้ว) Le Figaro เป็น นสพ. ฉบับเดียวที่ทำสกู๊ปนายกฯทักษิณตอนเดินทางมาเยือนฝรั่งเศสเมื่อกลางปี ๒๐๐๓ โดยไปสัมภาษณ์นายกที่เมืองไทยเลย ผมยังเก็บฉบับนี้ไว้อยู่

L’Humanité นสพ. เจ้าของสโลแกนสุดเก๋ว่า "Dans le monde idéal, l'Humanité n'existerait plus"

สโลแกนนี้แปลได้สองนัย
หนึ่ง แปลตรงตัวว่าในโลกอุดมคติจะไม่ปรากฏมนุษยธรรม
สอง แปลอีกอย่างได้ว่า ในโลกอุดมคติจะไม่มีหนังสือพิมพ์ L’Humanité

ตอนแรกผมก็งงมันจะมีสโลแกนด่าชื่อ นสพ. ตัวเองทำไม ผมคิดไปว่าถ้าเป็นแบบนี้ก็หมายความว่าโลกที่ดีต้องไร้มนุษยธรรมอย่างนั้นหรือ แต่มานั่งนึกๆดู ถึงคิดได้ว่าเค้าต้องการสื่อว่า ถ้าโลกเราเป็นอุดมคติแบบยูโทเปียแบบยุคพระศรีอาริย์ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีมนุษยธรรมเพราะทุกอย่างสมบูรณ์ไปหมดแล้วและหนังสือพิมพ์ เพื่อมนุษยธรรมอย่าง L’Humanité ก็ไม่มีความจำเป็น

L’Humanité เป็น นสพ. เก่าแก่ อายุครบ ๑๐๐ ปี เมื่อปีที่แล้ว ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้พรรคคอมมิวนิสต์โดย Jean Jaurès นักการเมืองฝ่ายซ้ายคนสำคัญแต่น่าเสียดายที่โดนลอบยิงตายตั้งแต่อายุ ๔๐กว่าๆ

ขนาดของ L’Humanité เป็นแทบลอยด์ มีหน้าปกแนวเดียวกับ Libération ปัจจุบัน L’Humanité ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก คนไม่ค่อยซื้ออ่าน มีแต่แฟนประจำบางกลุ่มเท่านั้น นักอ่านคาดการณ์กันว่าอีกไม่นานอาจต้องปิดตัวเองไป อย่างไรก็ตามปีที่แล้วงานวันฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปี ประธานนสพ. แถลงยืนยันว่าจะสู้ต่อไป

Le Canard เป็นนสพ.แนวการเมือง นิยมการเสียดสี แต่ละหน้าจะมีแต่ตัวหนังสือและรูปการ์ตูน ล่าสุดจับโกหก Hervet Gaymard รมต.คลัง เรื่องการนำบ้านที่เป็นสวัสดิการของรัฐมนตรีออกให้คนอื่นเช่า Le Canard ตามขุดคุ้ยอย่างหนัก ในที่สุด Gaymard ต้องลาออกจากตำแหน่งหลังจากรับตำแหน่งได้เพียงเดือนเศษเท่านั้น (เห็นแล้วสะท้อนถึง รมต. สุริยะ ซึ่งจะกลายเป็น จึง "ไม่" รุ่งเรืองกิจต่อรัฐบาลนี้ไปเสียแล้ว)

ประเภทที่สอง นสพ. แจกฟรี ประเทศแถบยุโรปกระตุ้นให้คนรักการอ่านด้วยการแจก นสพ. ฟรี ทุกๆเช้าตามรถไฟใต้ดิน รถเมล์ เราจะเห็นคนถือ นสพ. แจกฟรีพวกนี้อ่านกันทั้งนั้น จุดที่แจกจะมีหลักๆอยู่ ๓ ที่ หนึ่ง สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน สอง ร้านกาแฟ และ McDonald สาม หน้ามหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม นสพ แจกฟรีเล่านี้ไม่ได้มีทุกมืองแต่จะมีเฉพาะเมืองใหญ่ๆเท่านั้น เช่น ปารีส ลียง มาร์กเซย์ น็องตส์

นสพ. แจกฟรีในฝรั่งเศสที่สำคัญๆก็มี Métro และ 20 Minutes นอกจากนั้นอาจมีนสพ.แจกฟรีในระดับท้องถิ่นอีกด้วย

ลักษณะของ นสพ. พวกนี้ จะเป็นไซส์แทบลอยด์หมด บางๆ ข่าวสั้นๆ ไม่มีคอลัมนิสต์หรือนักวิชาการมาเขียน ไม่มีสกู๊ปพิเศษเจาะลึกเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พูดง่ายๆคือเป็น นสพ. ที่สรุปข่าวให้เราอ่านสั้นๆทุกเช้าตรู่ว่าเมื่อวานนี้มีเหตุการณ์สำคัญอะไรบ้างที่เราควรทราบและเอาไปโม้หรือสนทนากะคนอื่นๆต่อ

ผมเห็นแล้วก็อยากให้บ้านเรามีบ้าง โดยหลักคนมักจะไม่ชอบอ่าน นสพ. หรือ อ่านไม่กี่หน้า จะซื้อก็เลยเสียดายตังค์ ทำให้กลายเปนคนตกข่าว ไม่สนใจข่าวไปด้วย ถ้าหากเราแจกฟรีแล้ว ผมเชื่อว่าเวลาเราเดินทางยามเช้า เราต้องหยิบทั้งนั้นแหละครับ แหม ของมันฟรีนี่ รถติดๆไม่มีไรทำก็ต้องอ่าน หรือมานั่งในคอมมอนรูมหยิบจับมาอ่านซะหน่อย แล้วจะค่อยๆปลูกฝังนิสัยรักการอ่านไปในตัว ใครสนใจจะเจาะเรื่องไหนต่อไปก็ไปตามอ่านจาก นสพ. ที่เสียตังค์ต่อไป

อาจสงสัยกันว่าแจกฟรีอย่างนี้เอาทุนที่ไหนมาทำ หนีไม่พ้นโฆษณาครับ นสพ. พวกนี้จะมีโฆษณาเยอะมากๆ และจะมีสปอนเซอรหลัก อย่าง นสพ. เมโทร นี่มี McDonald หนุนอยู่ เมโทรก็จะไปวางไว้ที่ McDonald ใครไปกินก็เหมือนเป็นพฤติกรรมเคยชินไปเลยต้องหยิบเมโทรไปอ่านด้วย

ล่าสุดผมไปเห็นที่มาดริด สเปนมาครับ นสพ. เมโทรขึ้นหน้าหนึ่งเป็นโฆษณาทั้งหน้า ผมว่าก็ไม่น่าแปลกเพราะเค้าแจกฟรี และวัตถุประสงค์ของ นสพ. แจกฟรีมีประการเดียว คือ เล่าข่าวให้ฟังว่ามีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการวิพากษ์แสดงความเห็นอะไรทั้งนั้น ผมเลยว่ามีโฆษณาหนุนเยอะๆขนาดนี้ก็ไม่น่าเปนปัญหาอะไรนะ

นอกจากเทคโนโลยีจากอินเตอร์เนทที่ทำให้คนนิยมอ่านหนังสือทางคอมพิวเตอร์แล้ว เห็นจะเป็นหนังสือพิมพ์แจกฟรีนี่แหละครับ ที่ทำให้หนังสือพิมพ์ในฝรั่งเศสประสบปัญหาขาดทุนมาตลอดในระยะหลัง

คนทั่วไปเห็นว่าราคาหนังสือพิมพ์ในฝรั่งเศสราคาแพง (ซึ่งก็แพงจริงๆครับเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเยอรมันหรือสเปน) เมื่อมีของฟรีที่ลงข่าวได้ครบถ้วน เรื่องอะไรจะไปเสียสตางค์ซื้อ

แล้วถ้าบ้านเรามีหนังสือพิมพ์แจกฟรีบ้าง น่าคิดนะครับว่าจะกระตุ้นให้คนรักการอ่าน เป็นคนทันโลกทันเหตุการณ์ หรือ จะกลายเป็นเพิ่มงานให้คนกวาดถนนและอาเจ๊กรับซื้อขายกระดาษเก่ากันแน่

7 ความคิดเห็น:

Anonymous บุญชิตฯ กล่าวว่า...

ตายฮ่า ถ้าคุณไม่บอกผมคงไม่หยุดปล่อยไก่...

นี่ผมบอกน้องๆ (โอดอส) ไปทั่ว ว่าที่โรงเรียนเขาหยุดนี่หยุดวันฉัตรมงคลนะเนี่ย...

ยังงว่า ปกติ CAVILAM ที่ไม่ค่อยจะหยุดกะใครเขา (น่าจะเป็นโรงเรียนขยันอันดับหนึ่งของฝรั่งเศสแล้วมั้ง) ไหงมาหยุดวันฉัตรมงคลเนี่ย...

เลิกปล่อยมุข ว่ากันเป็นน้ำเป็นเนื้อบ้าง

หนังสือพิมพ์เมืองไทย จะสามารถประกาศจุดยืนทางการเมืองของตนได้ ต้องมีเหตุสองประการที่จะเป็นไปได้ คือ

๑. ระบบการเมือง พรรคการเมือง เราต้องชัด พรรคการเมืองมีจุดยืนแบบเห็นๆ ว่าเป็นพรรคแนวไหน ไม่ใช่ออกแนวมั่วๆ สังคม(ประชา)นิยมผสมทุนใหญ่ หรือเอียงขวาข้าราชการเหมือนปัจจุบัน

๒. การเมืองเราต้องไม่ใจร้ายกับหนังสือพิมพ์เกินไป ไม่งั้นถ้าเกิดหนังสือพิมพ์เลือกข้าง แล้วรัฐบาลเป็นฝ่ายตรงข้ามกับตัว จะเดือดร้อนแทบทำธุรกิจต่อไปไม่ได้ อันนี้ลองไปถามผู้ก่อตั้ง "หนังสือพิมพ์ธุรกิจรายหนึ่งที่ลืมตาอ้าปากได้ นับตั้งแต่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อสี่ปีก่อน" (ตามคำเรียกของคุณ Corgiman)ดูละกัน...

ซึ่งผมว่าทั้งสองข้อยากจะเกิด...

ตอนนี้ หนังสือพิมพ์ทั่วโลกกำลังอยู่ในขาลงครับ...
ตอนนี้หนังสือพิมพ์ธุรกิจที่ผมว่าไปนั้น กำลังมีปัญหาใหญ่ ที่ยังหาทางแก้กันอยู่
คือ จำนวนผู้บอกรับสมาชิกหาย ผู้ซื้อตามแผงลด ยอดขายตกวูบ
สวนทางกับยอดการเข้าชมทางอินเทอร์เน็ท ซึ่งต้องยอมรับว่า เวบของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น เป็นเวบข่าวอันดับหนึ่ง ที่มีทั้งข่าวและบทความ มากกว่าที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์อีก (และมีซ้อเจ็ด...) แถมที่เพิ่มเข้ามาในปัจจุบัน คือระบบมัลติมีเดีย (ที่ทำให้ผมได้ฟังเสียงพ่อผมอ่านบทความออกอากาศทุกสัปดาห์)

แน่นอนว่าหนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับนั้น คงไม่ลดพลังของเวบตัวเองลงไปแน่ๆ... ส่วนยอดขายก็ต้องหากลเม็ดมาแก้ปัญหา ซึ่งต้องรอดูความสามารถของผู้บริหารรุ่นที่สองครับ (เขาเก่งนะ สามารถสร้างสำนักพิมพ์การ์ตูนขึ้นมาเป็นหนึ่งในห้าของสำนักพิมพ์การ์ตูนชั้นนำของไทย อายุรุ่นเราๆนี่เอง)

ก็ต้องรอดูกันไป...

ขอบคุณสำหรับลิงค์หนังสือพิมพ์ครับ ขออนุญาตเอาไปเพิ่มเติมในเวบ ส่วน "เรียนภาษาฝรั่งเศสผ่านเวบ"

10:16 หลังเที่ยง  
Anonymous บุญชิต กล่าวว่า...

อีกนิด ตะกี้ลืม

ผมว่าหนังสือพิมพ์ไทยฉบับเดียวที่กล้าพูดได้ว่าเป็นสื่ออิสระ

คือไทยรัฐครับ

เพราะอำนาจทุนเขาแข็งจนการเมืองทำอะไรไม่ได้

หนังสือพิมพ์แจกฟรี เมืองไทย มีมั้งครับ เคยเห็น รู้สึกจะชื่อ "พิมพ์เหลือง" แต่เป็นลักษณะของหนังสือรวมแจ้งความเหมือน Paru vendu

พ่อผมเคยบอกว่า สมัยก่อนก็มีคนคิดทำ หนังสือพิมพ์ที่เลี้ยงชีพด้วยโฆษณา และอยู่ได้ในระดับหนึ่งนะ

10:39 หลังเที่ยง  
Anonymous p'Ath กล่าวว่า...

นสพ.ไทย ไม่มีซ้ายมีขวา มีอย่างเดียวคืออันไหนได้ตังค์ ก็ทำข่าวนั้น... วัน ๆ เลยมีแต่ข่าวฆ่า ข่มขืน ชิงรักหักสวาท ซุบซิบดารา

ปลาย ๆ เดือนมีแถมข่าวเรื่องมหัศจรรย์ไว้ให้ชาวบ้านตีหวยได้อีกต่างหาก :)


นสพ. ฝรั่งเศส ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งได้ว่า ไม่ต้องมีข่าวฉาว ๆ ขึ้นหน้า 1 นสพ. ก็ยังทำธุรกิจได้


ปล. Link ของ bloc พี่ ที่เว็บป๊อกมัน error นะ ให้ใช้ว่า http://cafeine.bloggang.com สำหรับ เว็บ Mr. Cafeine
กับ http://www.geocities.com/cafe_lunar สำหรับ Cafe Lunar นะ
:)

1:01 ก่อนเที่ยง  
Anonymous บุญชิตฯ กล่าวว่า...

ตอบ คุณ P'art

ผมไม่คิดว่า หนังสือพิมพ์ไทยทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน

แต่อาชีพนักหนังสือพิมพ์ เป็นอาชีพที่ทำยาก เพราะนิสัยของคนไทย ที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือ นอกจากเรื่องอย่างว่า ที่คุณยกมานั่นแหละ

รายได้ของหนังสือพิมพ์จริงๆไม่ได้มาจากรายได้การขายตัวเล่มหนังสือพิมพ์ เพราะราคาค่าหนังสือพิมพ์นั้นเขาขายในราคาเกือบๆพอดีทุนค่ากระดาษและหมึก หรือหนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ ขายราคาขาดทุนด้วยซ้ำ

รายได้จึงมาจากค่าโฆษณา ซึ่งอัตราค่าโฆษณาและการไหลเข้าของโฆษณา ก็เกี่ยวพันกับยอดพิมพ์ ยอดจำหน่ายอีกนั่นแหละ

หนังสือพิมพ์ที่อยากอยู่รอด จึงต้องขายข่าวที่คนส่วนใหญ่ชอบอ่าน

เพราะไม่งั้นก็ไม่รอด ดังนั้น หนังสือพิมพ์อย่างไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด ถึงรอด และสามารถยืนอย่างทรนงได้โดยไม่ต้องเลือกข้างทางการเมือง เพราะความอยู่ตัวของยอดคนอ่าน และการโฆษณา

ในขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์แนวธุรกิจและการเมือง (หรือ "ธุรกิจการเมือง") ก็หายใจลำบากหน่อย เพราะคนอ่านน้อย และยังได้รับผลพิลึกๆ จากอำนาจรัฐและการเมืองด้วย ... อย่าลืมว่า รัฐบาลไทย เป็นเจ้าของธุรกิจจำนวนมาก และใหญ่ที่สุด ที่เรียกว่า "รัฐวิสาหกิจ" นอกจากนี้ ด้วยสายสัมพันธ์ของนักการเมืองกับนักธุรกิจ การชี้เป็นชี้ตายในเรื่องเส้นทางการเข้าของโฆษณาจึงเป็นเรื่องควบคุมได้ไม่ยาก

ไม่นับอำนจรัฐแบบแปลกๆ เช่นให้ตำรวจมา"เชิญ" บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการคนหนึ่งไปเที่ยวต่างจังหวัดแบบไม่เป็นทางการ ดีว่าทางฝ่ายหนังสือพิมพ์ให้คนขับรถตามไป ไม่งั้นก็ไม่รู้ว่าน้าเขาจะได้ไปเที่ยวที่เดียวกับทนายสมชายหรือเปล่า

หรือการฟ้องล้มละลายคุณสนธิในรัฐบาลที่แล้ว

ซึ่งของแบบนี้คงจะไม่มีในประเทศฝรั่งเศส
และประเทศฝรั่งเศส ที่คนชอบอ่านหนังสือ และสร้างอนุสาวรีย์ให้นักเขียน เอาชื่อนักเขียนไปตั้งเป็นชื่อสนามบิน

เทียบกับเมืองไทย ที่คนยังชอบอ่านข่าวใบ้หวย ดาราให้แฟนซักกางเกงใน รูปศพตายสยองสมองไหล

ถึงขนาดมีนิตยสาร "รวมรูปศพ" ขาย เดือนละสามหัว

ทีนี้พอเข้าใจหรือยังครับ ว่าทำไม "นสพ. ฝรั่งเศส ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งได้ว่า ไม่ต้องมีข่าวฉาว ๆ ขึ้นหน้า 1 นสพ. ก็ยังทำธุรกิจได้"

ผมไม่ได้อยากโทษ ว่าหนังสือพิมพ์ทราม เพราะสังคมห่วย แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เหมือนกับคำพูดที่ว่า "you are what you read."

ถ้าจะมีหนังสือพิมพ์ ถ้าลงแต่เรื่องดีๆ สร้างสรรค์สังคม ยกระดับจิตใจคนอื่นอ่านหนังสือพิมพ์ ให้การศึกษาต่อสังคม ทำได้หรือไม่

ทำได้ครับ...

ถ้าไม่เจ๊งไปก่อน...

11:46 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

You've made some really good points there. I checked on the net for more info about the issue and found most individuals will go along with your views on this website.

My web site how do you get your ex back

11:52 หลังเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

I'm really enjoying the theme/design of your weblog. Do you ever run into any internet browser compatibility problems? A handful of my blog visitors have complained about my blog not operating correctly in Explorer but looks great in Firefox. Do you have any solutions to help fix this issue?

Here is my homepage - airbnb coupons

2:26 หลังเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

Generally I do not read article on blogs, but I wish to say that this write-up very forced me to
try and do it! Your writing style has been surprised me.

Thank you, quite nice article.

my web-site: san francisco apt

4:18 ก่อนเที่ยง  

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก