วันอาทิตย์, พฤษภาคม 01, 2548

บทสนทนาข้ามโลกรับอรุณวันนี้ของผม

เมื่อเช้าตรู่ของวันนี้ ผมมีโอกาสสนทนากับสหายทางวิชาการของผมกับรุ่นน้องคนหนึ่ง รวมสามคน เราออนไลน์ทางเอ็มเอสเอ็นคุยกันถึงประเด็นล่อแหลมในสายตาของ “พสกนิกร” ชาวไทย คงรู้ใช่มั้ยครับว่าเราสนทนากันเรื่องอะไร

เรื่องมีอยู่ว่า เช้านี้ (คงประมาณเที่ยงๆของเมืองไทย) รุ่นน้องของผมเกิดโมโหโกรธาเป็นอย่างมาก เนื่องจากเธอเดินทางไปไปรษณีย์แถวบ้านซึ่งปกติใช้เวลาไม่เกิน ๑๕ นาที แต่วันนี้การเดินทางของเธอกินเวลาไปเกือบ ๒ ชั่วโมง บ้านเธออยู่ละแวกโรงพยาบาลศิริราช

ทราบใช่ไหมครับว่าเมื่อวานช่วงตะวันตกดินที่กรุงเทพฯ ณ โรงพยาบาลศิริราช มีเหตุการณ์อะไร

เหตุการณ์นั้นส่งผลมาถึงวันนี้ และคาดว่าจะวันต่อๆไปจนอาจครบสัปดาห์ หรือหลายๆสัปดาห์

ถนนในละแวกนั้นถูกปิดครับ รถราแล่นไม่ได้ตามปกติ พ่อค้าแม่ค้าริมทางเท้าได้รับการอัญเชิญให้ออกจากสถานที่อันเป็นที่ทำงานของพวกเขา ถนน ทางเท้า และสะพานลอยได้รับการขัดสีฉวีวรรณ

บังเอิญเหลือเกินที่เธอเลือกเอาวันนี้ออกจากบ้านไปที่ทำการไปรษณีย์พอดี ไม่แปลกใจเลยครับว่าจาก ๑๕ นาทีกลายเป็น ๒ ชั่วโมงได้อย่างไร

เธอบ่นแบบโกรธ ฉุนเฉียว บริพาษต่างๆนานา อันไม่ควรนำมากล่าวไว้ เธอบอกผมว่าแม่ค้าในละแวกนั้นบ่นกันว่า ขายของไม่ได้ ต้องย้ายทำเลเข้ามาอยู่ในตรอกแคบๆ แม่ค้ายังบ่นต่อไปอีกว่า ถ้ารู้ล่วงหน้าคงไม่สั่งของมาขายเยอะแยะให้ขาดทุนขนาดนี้

ผมฟังเธอบ่นเสร็จ ผมก็แสดงความเห็นของผมต่อ (หลังจากสหายทางวิชาการของผมว่าไปก่อนแล้ว)

ผมแจกแจงมุมมองของผมให้เธอฟังพอสรุปได้ ๔ ประเด็น

หนึ่ง เรื่องแม่ค้า ผมบอกเธอว่า แม่ค้าบ่นในลักษณะอย่างไร จริงอยู่ว่าแม่ค้าบ่นว่าขาดทุน ทำมาหากินไม่ได้ แต่แม่ค้ายินยอมพร้อมใจจะขาดทุนเพื่อการนี้หรือเปล่า แม่ค้ายอมรับโดยดีหรือไม่ว่านี่เป็นบริบทแบบ “ไทยๆ” ที่พวกเราเห็นและยอมรับโดยไม่ปริปากมาเป็นเวลากว่า ๕๐ ปี น่าเสียดายที่เธอไม่ได้ถามแม่ค้าคนนั้นเหมือนอย่างที่ผมอยากถามว่า “ป้า บ่นเรื่องนี้เพราะตำรวจที่มาไล่ป้า หรือบ่นเพราะเหตุการณ์ที่โรงพยาบาล” และ “แล้วเรื่องนี้เอาเข้าจริงป้าเต็มใจหรือเปล่า”

สอง เรื่องระบอบคอมมิวนิสต์ เธอโกรธเป็นฟืนเป็นไฟพาลว่าไปถึงเมืองไทยน่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ไปเลย จะได้ไม่ต้องมีชนชั้น ผมนึกในใจว่า ความเห็นของเธอคงมาจากอารมณ์โกรธมากกว่าที่เธออยากให้เป็นจริงอย่างที่เธอคิด แต่ถ้าหากเธอคิดจริงล่ะก็ ผมเห็นว่าความคิดเธอไร้เดียงสาเกินไปหน่อย (คำว่า “ไร้เดียงสา” นี่ผมไม่ได้หมายความไปในทางไม่ฉลาดนะครับ แต่หมายถึงคิดยังไม่รอบด้านเท่านั้น)

ผมรุกกลับไปด้วยคำถามว่า แน่ใจได้อย่างไรว่าถ้าเป็นคอมมิวนิสต์จะไม่มีเรื่องชนชั้น จะไม่มีเรื่องปิดถนน จะไม่มีพิธีกรรมต่างๆนานาที่เรามองว่าฟุ่มเฟือย ไม่เป็นประโยชน์

ตัวผมเองตอบได้เต็มปากครับว่า ไม่แน่ใจ

ประวัติศาสตร์สอนให้เราเห็นแล้วว่าประเทศที่อ้างว่าปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ ไม่มีชนชั้น ทุกคนจะเท่าเทียมกัน ไม่มีศักดินา ไม่มีเจ้าที่ดิน ไม่มีสถาบันกษัตริย์ ไม่มีนายทุนน้อย นายทุนใหญ่ เอาเข้าจริงขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่แต่เหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา

กล่าวให้ถึงที่สุด พวกแกนนำพรรคทั้งหลาย พวกผู้ปกครอง ก็อิ่มหนำสำราญกันเองในบั้นปลาย ไม่ต่างอะไรกับการมีสถาบันกษัตริย์หรอกครับ ทั้งพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งสถาบันกษัตริย์ มันก็ไอ้พิมพ์นิยมเดียวกัน แต่แปลงร่างมาคนละแบบ จากเจ้ามาเป็นไม่เจ้า เท่านั้นเอง

อันนี้ผมพูดในสิ่งที่ประวัติศาสตร์สอนเราเป็นบทเรียนนะครับ อาจเถียงกันได้ว่าประเทศเหล่านั้นไม่ใช่คอมมิวนิสต์บริสุทธิ์แบบที่มาร์กซ์หรือเลนินว่าไว้ ถ้าวันหนึ่งมันไปได้ถึงที่มาร์กซ์ว่าไว้ ผมก็จะอนุโมทนาด้วย แต่ที่ผ่านมาเราก็เห็นอยู่ว่าเป็นอย่างไร

ก็ไอ้ระบอบการปกครองที่มนุษย์คิดค้นกันขึ้นเพื่อใช้กับมนุษย์ด้วยกันมันหนีไม่พ้นคนใช้ที่ชื่อ มนุษย์ ระบอบคอมมิวนิสต์ ทุกคนก็ว่าดี ว่าถูก แต่ใช้ไปๆ มันก็ต้องไปพันกับมนุษย์ซึ่งมีกิเลส มีรัก โลภ โกรธ หลง ขี้เหม็น ตดเหม็นกันทุกคน แล้วมนุษย์เราก็เล่นแร่แปรธาตุจนระบอบที่คิดไว้มันบิดเบี้ยวไป เช่นเดียวกันกับประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประชาธิปไตยแบบมีกษัตริย์ หรือ ระบอบอะไรก็ตามแต่

ทุกระบอบการปกครองมันก็มีดีมีชั่ว แต่สุดโต่งไปทางไหนนี่ไม่มีดีหรอกครับ เพราะ ซ้ายสุดก็คือขวาสุด ขวาสุดก็คือซ้ายสุด นั่นเอง ขึ้นชื่อว่าผู้ปกครอง ขึ้นชื่อว่าสัตว์การเมืองแสวงหาอำนาจแล้ว จะพันธุ์ไหนก็ไม่ต่างกัน ถวิลหาอำนาจ เถลิงอำนาจ ใช้อำนาจ และรักษาอำนาจ สรรหา Propaganda มาชุดหนึ่งเพื่อสร้างความชอบธรรม สร้างความไว้ใจในการเข้าสู่อำนาจ แต่สุดท้ายก็ลงเอยไปในทำนองเดียวกันทั้งนั้น สำคัญที่เราเองต่างหากครับที่ต้องรู้ทันกระบวนการเหล่านี้

ผมบอกเธอว่า ผมไม่เชื่อหรอกครับว่า ท่านประธานเหมาจะไปไหนแล้วไม่มีพิธีรีตรอง

ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพอีก ฝรั่งเศส ประธานาธิบดีมีที่พักชั้นดี ที่ทำงานชั้นหรู ราวกับพระราชวังมิปาน มีรถประจำแพงๆหลายคัน มีทหาร ตำรวจติดตาม มีคนรับใช้ ลูกน้อง เต็มทำเนียบ รายการโทรทัศน์ฝรั่งเศสได้ไปสำรวจมาแล้วพบว่างบประมาณที่ใช้ไปในเรื่องเหล่านี้มากมายมหาศาลจนอาจสูสีกับพระราชวังของอังกฤษ

อีกเช่นกัน อาจพอเปรียบเทียบกันได้บ้าง ปีที่แล้วตอนประธานาธิบดีจีนมาเยือนฝรั่งเศส ทางการฝรั่งเศสสั่งปิดถนนในกรุงปารีสหลายเส้นทาง คนใช้รถใช้ถนนโวยวายกันใหญ่โต นอกจากนี้ตำรวจยังไล่ผู้ชุมนุมกลุ่มฝ่าหลุนกง กลุ่มสนับสนุนทิเบตและดะไลลามะ กลุ่มสนับสนุนสิทธิมนุษยชนให้ไปชุมนุมที่อื่นที่ไม่ใช่เส้นทางที่ประธานาธิบดีจีนจะผ่าน

สาม ผมถามเธอว่า เธอจะบ่นแบบเดิมหรือไม่ หากเปลี่ยนตัวละครในเหตุการณ์นี้จากคนนี้เป็นอีกคนหนึ่งที่มีความนิยมในหมู่มวล “พสกนิกร” อย่างสูง

น่าคิดนะครับว่า ความจงรักภักดี ความศรัทธา ความรักและเคารพที่เห็นกันในทุกวันนี้เป็นเฉพาะตัวบุคคล หรือเป็นที่ตัวสถาบัน กล่าวให้ถึงที่สุด มันขึ้นกับ “บารมี” ส่วนบุคคลหรือเปล่า

พูดแล้วก็พาไปคิดถึงบทความที่อาจารย์นิธิ เขียนลงในมติชนรายวันเมื่อประมาณสักสองจันทร์ที่แล้ว แกว่าถึงเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และพระชายา ลองไปหาอ่านกันนะครับ ผมล่ะคารวะแกจริงๆ เขียนได้ “ชัดแต่เตะไม่ถึง” จริงๆ

ที่เหลือผมก็รุกไล่เธอด้วยประเด็นของพิธีการต่างๆนานา ผมบอกเธอว่า พิธีการเป็นสมมติ ไอ้สมมติตัวนี้มีความจำเป็น ผมคิดว่า บางครั้งมนุษย์ก็จำเป็นต้องอยู่กับสมมติ เอาสมมติเป็นยาชูกำลัง เพราะมนุษย์บางครั้งก็อ่อนแอเกินกว่าที่จะอยู่ลำพังโดยปราศจากสมมติ เพียงแต่ว่าเราต้องใช้ให้เป็นและอย่าไปยึดติดกับมันมากจนเกินไป

สี่ ผมถามเธอว่า เหตุการณ์ ๑๕ นาทีกลายเป็น ๒ ชั่วโมงครั้งนี้ เธอมีอาการมากเพราะเธอประสบด้วยตนเอง เธอได้เห็นกับตาตนเองว่ามีคนอื่นเดือดร้อนร่วมกับเธอ ใช่หรือไม่ เธอตอบผมว่าใช่ ผมถามต่อว่า แล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา สถาบันนี้ทำคุณมาก็เยอะ แต่ขูดรีดมาก็มาก มีกระบวนการชิงอำนาจ รักษาอำนาจก็หลายครั้ง แล้วทำไมเธอไม่ลุกมาโวยวายในเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควรบ้าง เธอยอมรับว่าเพราะครั้งนี้เธอได้ผลกระทบโดยตรง

ผมบอกต่อไปว่า ถ้าผมเป็นผู้ปกครองตามตำรา ของแม็คเคียวิลี่ ผมปรารถนาให้ราษฎรของผมเป็นแบบเธอให้หมด เพราะมันง่ายต่อการปกครองให้อยู่มือเหลือเกิน เราสร้าง Propaganda ให้คนนิยมชมชอบนับถือมาชุดเดียวแต่ได้เก็บกินจนตาย

ผมเห็นว่าระหว่างคนที่เอาของเราไปซึ่งหน้า เราด่าว่าสาปแช่งได้ถนัด กับ คนที่เราสรรเสริญเยินยอแต่หารู้ไม่ว่าเอาเงินในกระเป๋าเราไปไม่รู้ตัว ผมว่าอย่างหลังดูจะน่ากลัวกว่า

จริงๆมีประเด็นอื่นๆอีกแหละครับที่สหายทางวิชาการผมแสดงความเห็นที่คมๆไว้ แต่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมันดีกว่าในการเอามาเขียนบล็อก จะได้หาทางบังคับให้มันมาเขียนด้วย ๕๕๕

ทั้งหมดที่ผมเล่ามาไม่มีอะไรหรอกครับนอกจากจะบอกว่า ส่วนตัวผมเองไม่รู้สึกอิหนังขังขอบกับเรื่องนี้ ผมไม่สนับสนุนและไม่ต่อต้าน ผมมองว่าสถาบันนี้เป็นเหมือนปรากฏการณ์ทางสังคมปรากฏการณ์หนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นอย่างมีที่มาที่ไป มีสาเหตุ ผ่านการสะสมมา ไม่ใช่โผล่ขึ้นมาจากดินหรือลอยมาจากท้องฟ้า เมื่อเกิดขึ้น เมื่อดำรงอยู่ ก็ต้องมีวันดับไป แล้วก็จะเกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆตามมาทดแทน

ผมสนทนากับเธอวันนี้แล้วก็นึกถึงตัวเอง เมื่อก่อนผมก็พอๆกับเธอนี่แหละ ขึ้นประเด็นนี้มาเมื่อไร ผมต้องถามว่า ทำไม ทำไม ทำไม ทุกครั้ง เรียกได้ว่าแรงพอดูทีเดียว ผมยังคิดเลยว่ายิ่งมาเรียนที่ฝรั่งเศส สงสัยผมจะแรงกว่าเก่า ก็ประเทศนี้นอกจากจะส่งออกไวน์ชั้นดี น้ำหอมชั้นยอด แล้วยังส่งออกนักปฏิวัติชั้นนำไปทั่วโลกเลยนี่ครับ แต่กาลกลับตาลปัตร ผมกลายเป็นคนใจเย็นและคิดอะไรรอบคอบมากขึ้น หาเหตุผลที่มาที่ไปของแต่ละเรื่องมากขึ้น ไม่ใช่ข้าว่าอย่างนี้มันต้องอย่างนี้ เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ไม่ใช่เห็นสีเทาแล้วบอกว่าสีเทาทันที แต่มานั่งคิดแล้วบอกว่ามันเป็นสีขาวผสมกับสีดำ

ผมเชื่อจริงๆครับว่าการศึกษาที่สูงขึ้นและอายุที่วิ่งขึ้นไปแต่ละปีนั้นมันช่วยขัดเกลาตัวเราได้อย่างดี

1 ความคิดเห็น:

Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

It is so true that every system is not as perfect as in the theory or the book. There are all have the good and the bad sides, it depends how we look at it. Look and consider if the system is suitable with our society and the need of citizen. I have to say that the royal system is so important with our country and our history in spite of the bad criticism on it. Well, it is better to understand it and try to correct the system not to change all of it cause i dont think it is going to suit our need anyway. Well that is from my point of view.
WW

6:29 หลังเที่ยง  

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก