วันอาทิตย์, พฤษภาคม 01, 2548

เรื่องเบาๆในวันแรงงาน

วันนี้ ๑ พ.ค. วันแรงงาน เป็นวันหยุดของแรงงานทั่วโลก ผมก็ว่าจะหยุดเหมือนกัน กะว่าวันนี้จะไม่ทำอะไรเลยนอกจากนอนกับกิน แต่เมื่อเหลือบไปเห็นสภาพห้องของผมแล้วมันช่างน่าสมเพชเหลือเกินครับ

รังหนูดีๆนี่เอง

ก้าวย่างไปที่ไหนมีแต่ฝุ่น มือปาดไปที่ไหนมีแต่ฝุ่น

สมเป็นห้องชายโสดจริงๆ

ผมสงสัยว่าไอ้ฝุ่นพวกนี้มันลอยมาจากไหนครับ หน้าต่าง ประตูเราก็ปิด

เค้าบอกกันว่านอนคลุกฝุ่นละอองแบบนี้จะมีผลเสียต่อสุขภาพ ประกอบกับตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิซึ่งมีละอองจากเกสรดอกไม้เป็นจำนวนมากอีกด้วย ฤดูนี้อากาศดีมากครับ เสียอย่างเดียวจะเป็นโรคภูมิแพ้กัน คัดจมูก คัน แล้วเป็นกันทั้งนั้นครับ รวย จน เป็นหมด ไม่มีเลือกชั้นวรรณะ ตอนนี้ทางการฝรั่งเศสก็ออกคู่มือการป้องกันและรักษาไอ้โรคที่ว่านี่แล้ว

ภารกิจผมยังไม่เสร็จสิ้นครับ ยังไงก็ต้องรักษาสุขภาพไว้ก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะล้มหมอนนอนเสื่อกันไปก่อน

ผมเลยใช้แรงงานในวันแรงงานด้วยการลุกขึ้นมาเก็บกวาดทำความสะอาดห้อง

กวาด ถู ดูด เช็ด ล้าง ขัด

เหนื่อยครับ

แต่ก็เป็นการออกกำลังกายที่ดีไปอีกแบบ

ผลที่ได้จากงานนี้มี ๒ ข้อ

หนึ่ง ต่อไปผมจะไม่ทำดินพอกหางหมูอีกแล้ว จะไม่ปล่อยให้มันรกขนาดนี้ ทำรกนิดนึง เก็บทันที การเก็บบ้านแบบครั้งมโหฬารนี่ไม่สนุกเลย

สอง ผมเริ่มรู้สึกว่าชักจะแก่ขึ้น เหนื่อยง่ายขึ้น พอทำความสะอาดห้องเสร็จแล้วปวดเมื่อยมาก เหมือนคนไม่ฟิต อาจเป็นเพราะวันๆไม่ค่อยได้ออกกำลัง นั่งที่โต๊ะ ลุกไปกิน เดินไปคณะ เดินเล่นในเมือง ทำอยู่แค่นี้ ผนวกกับผมเป็นคนชอบดื่มเครื่องดื่มละมุนๆประเภท น้ำองุ่น น้ำดอกคำฝอย น้ำเก๊กฮวย (๕๕๕) พวกนี้คนอื่นเค้าดื่มกันแล้วเกิดผลดีต่อสุขภาพ ได้วิตามิน เกลือแร่ สดชื่นแจ่มใส ลดคลอเรสเตอรอล แต่ไอ้ที่ผมดื่มนี่มีแต่เสียสุขภาพเพราะเป็นประเภทที่มีแอลกอออลหมด

ผมชอบละเลียดไวน์ เบียร์ วิสกี้ เรียกได้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นี่กินได้หมด

ก็รู้ตัวครับว่าไม่ดี แต่มันหลงรักจนยากที่จะถอนตัวไปแล้ว

ผมทำความสะอาดบ้านด้วยอารมณ์สุนทรีย์มาก เปิดเพลงฟังไปด้วย แรกๆเริ่มที่เรย์ ชาร์ลส์ ผมไปดูหนังเรื่องเรย์มา เห็นเพลงมันเพราะดีเลยไปซื้อ OST ฟังแล้วคึกดีเหมือนกัน จากนั้นพอเริ่มเหนื่อยก็หาเพลงบรรเลงละเลียดๆฟัง เป็น OST ของภาพยนตร์ Tha last emperror งานดนตรีของริวจิ ซากาโมโต้ เพลินดี

เริ่มเข้าบรรยากาศจีนแล้ว ผมเลยใส่แผ่น เติ้ง ลี่ จวิน เข้าไปต่อ

คุ้นหูแต่เด็กครับ ที่บ้านผมคุณพ่อคุณแม่เปิดทุกวัน

ผมชอบเพลง " Yue Liang Dai Biao Wo De Xin " เพลงนี้อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง “เถียนมีมี่ ๓,๖๕๐ วันรักเธอคนเดียว” ด้วย ฟังแล้วมันเศร้าดี

เกิดอารมณ์อิน จำได้ว่าเคยผ่านหูผ่านตาว่ามีใครเขียนเกี่ยวกับเพลงนี้ในบล็อก เลยลองไปค้นดู

เจอครับ เค้าเอาเวอร์ชั่นที่เลสลี่ จาง ร้องในคอนเสิร์ตมาลงไว้ มีคำร้อง คำแปลด้วย http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tempting-heart&group=14
และ
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=onion&month=04-2005&date=01&group=1&blog=1

เสร็จผมสิครับงานนี้ ผมเลยนั่งร้องเพลงอู้งานเลย
ลองค้นๆไปต่อที่เค้าลิงค์ไว้ไปเจอเวอร์ชั่นที่เจอร์รี่ F4 ร้องในคอนเสิร์ตด้วย http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=onion&group=4&month=01-2005&date=24&blog=2

ผมฟังแล้วชอบของเลสลี่ จาง มากกว่า เสียงแกเศร้าดี

พูดถึงเลสลี่ จาง น่าเสียดายที่เค้าฆ่าตัวตายไปก่อน นี่ก็ครบ ๒ ปีแล้ว ผมชอบดูหนังที่เค้าเล่นนะ เรื่องที่ชอบที่สุดคือบทบาทนางงิ้วใน Farewell my concubine ของเฉิน ไค่ เก๋อ หนังของหว่อง การ์ ไวที่เค้าเล่นก็ดีครับ Happy Together เรื่องนี้เล่นเป็นคู่รักกับเหลียง เฉา เหว่ย กับ Days of being wild ว่ากันว่าคาแร็กเตอร์ของตัวละครที่เลสลี่จางเล่นในเรื่องนี้โอนไปใส่ในคาแร็กเตอร์ของตัวละครที่เหลียง เฉา เหว่ยเล่นในเรื่อง ๒๐๔๖

ผมเคยอ่านเจอที่ไหนจำไม่ได้ เค้าเขียนว่า เรื่อง ๒๐๔๖ ที่เอาป้าเบิร์ดไปเล่นในฉาก ๕ วินาทีที่พูดว่า “ไปเจอกันที่บาร์ ๒๐๔๖” อาจโยงได้กับเลสลี่ จาง เพราะ ในเรื่อง Days of being wild ที่มีตัวละครหลายตัวโยงต่อมาถึงเรื่อง ๒๐๔๖ นี้เลสลี่ จางพูดว่าตัวเองเป็นดังนกไร้ขา นกก็คือเบิร์ด แล้วตัวเลสลี่ จางเองก็เป็นรักร่วมเพศเหมือนกันด้วย บางทีหว่อง การ์ ไว อาจให้ป้าเบิร์ดเป็นตัวแทนของเลสลี่ จางหรือเปล่า ผมอ่านดูก็น่าคิดอยู่ ขึ้นชื่อว่าหนังของหว่องแล้วมีรายละเอียด มีความเป็นมา มีสัญลักษณ์ซ่อนทุกประเด็นแหละครับ

เมื่อวานตอนเย็นผมออกไปซื้อเสบียงมากักตุน เพราะรู้ว่าวันนี้ วันแรงงาน ไม่มีที่ไหนทำงาน ทุกอย่างปิดหมด ขนส่งมวชนก็ไม่มี ผมเลยไปขนเครื่องดื่มไว้สำหรับเมื่อวานตอนเย็นและเย็นวันนี้ด้วย

วันแรงงานที่ฝรั่งเศสจะมีประเพณีในการให้ดอกไม้ที่เรียกว่า ดอก Muguet ว่ากันว่าจะนำโชคดีมาให้

พูดถึงเรื่องแรงงานในฝรั่งเศส สหภาพแรงงานมีบทบาทสำคัญมาก สหภาพแรงงานหลักๆก็มี Confédération générale du travail (CGT), Confédération française démocratique du travail (CFDT), Force ouvrière (FO) และ Confédération générale des cadres (CGC) ทั้งสี่สหภาพนี้ได้ร่วมมือกันผลักดันให้ออกกฎหมายลดระยะเวลาการทำงานจากเดิมไม่เกินสัปดาห์ละ ๓๙ ชั่วโมงมาเป็น ๓๕ ชั่วโมงจนเป็นผลสำเร็จในสมัยรัฐบาลฝ่ายซ้ายที่มีนายลีโอแนล จอสแป็งเป็นนายกรัฐมนตรี

วันแรงงานปีนี้ข้อเรียกร้องหลักของบรรดาสหภาพแรงงานมีสองประเด็นใหญ่

หนึ่ง ให้รัฐบาลทบทวนแก้ไขกฎหมายระยะเวลาการทำงาน
สอง ความเสมอภาคระหว่างชายและหญิงในการทำงาน

ในประเด็นแรก ปัจจุบันฝรั่งเศสมีรัฐบาลมาจากฝ่ายขวาซึ่งเล็งเห็นว่าระยะเวลาการทำงานไม่เกินสัปดาห์ละ ๓๕ ชั่วโมงส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ เลยออกกฎหมายใหม่กำหนดว่าใครสมัครใจทำงานเกินเวลา ๓๕ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็ได้ โดยอาจได้ผลตอบแทนในรูปค่าจ้างเพิ่มขึ้นหรือเก็บสะสมระยะเวลาเพื่อนำไปลาพักร้อนได้นานขึ้น ภายใต้สโลแกนที่ว่า “ทำงานมาก ได้มาก (travailler plus pour gagner plus)”

บรรดาสหภาพไม่เห็นด้วยเลยออกมาประท้วงกันยกใหญ่ ตลอด ๖ เดือนแรกของปีนี้มีการชุมนุมประท้วง และการนัดหยุดงานหลายครั้ง ที่น่าขันที่สุด คือ สหภาพนัดหยุดงานกันทั่วประเทศในวันเดียวกับที่คณะกรรมการโอลิมปิกระหว่างประเทศ (IOC) จะเดินทางมาเยือนกรุงปารีสเพื่อตรวจสภาพความพร้อมในการขอเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกปี ๒๐๑๒ ทางกรุงปารีสเลยวุ่นวายกันยกใหญ่ จะห้ามการชุมนุมประท้วงและนัดหยุดงานก็ไม่ได้เพราะไปขัดกับสิทธิขั้นพื้นฐานเข้า ครั้นจะปล่อยให้ชุมนุมเต็มที่ก็เกรงว่าจะขายหน้าผู้แทนจาก IOC อันอาจทำให้ตำแหน่งเจ้าภาพหลุดมือไป นายกเทศมนตรีกรุงปารีส นายแบรทร็องด์ เดอลาโน ออกมาบอกว่าคงไม่ห้ามการชุมนุมและทาง IOC ก็คงเข้าใจว่านี่เป็นเอกลักษณ์ของฝรั่งเศสเลยอนุญาตให้ชุมนุมได้แต่จัดพื้นที่เลี่ยงไม่ให้เจอกัน วันนั้นผมดูข่าว เค้าเอาแผนที่ขึ้นให้ดูว่าทางคณะผู้แทน IOC จะเดินทางไปเส้นไหนบ้าง ส่วนผู้ชุมนุมก็ชุมนุมกันในจุดอื่น เป็นการแก้ปัญหาที่เก่ไปอีกแบบ

ในประเด็นที่สอง เป็นที่น่าแปลกใจว่าฝรั่งเศสที่ยกย่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคมากกลับมาตกม้าตายกับเรื่องความเสมอภาคในการทำงานระหว่างชายและหญิง ปัญหาไม่ใช่เรื่องการเข้าสู่งานที่ว่างานนี้ทำได้แต่ผู้ชายเท่านั้น แต่เป็นปัญหาเรื่องเงินเดือนของผู้ชายได้มากกว่าผู้หญิงครับ

ตอนมาใหม่ๆ ผมรู้เรื่องนี้เข้า ผมยังคิดเลยว่าบ้านเค้าก็มีเรื่องที่ไม่ดีกว่าเราอยู่เยอะเหมือนกัน อย่างเลือกตั้งบ้านเราก็ให้สิทธิผู้หญิงมาแต่แรก ส่วนฝรั่งเศสพึ่งให้สิทธิเลือกตั้งแก่ผู้หญิงเมื่อ ๒๑ ตุลาคม ๑๙๔๕ นี่เอง

เค้าบอกว่า ผู้หญิงได้เงินเดือนน้อยกว่าผู้ชายเพราะผู้ชายทำงานได้มากกว่าเนื่องจากสภาพร่างกายแข็งแรงกว่า ไม่ต้องตั้งครรภ์ ไม่ต้องลาคลอด ผมว่าเป็นเหตุผลที่ไม่โลจิกเท่าไร

รัฐบาลฝรั่งเศสเองก็ทราบปัญหานี้มาตลอดจึงรณรงค์ให้ผู้ประกอบการทั้งหลายช่วยกันแก้ไขและกำลังผลักดันกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้หญิงในการทำงานมากขึ้น

จากฝรั่งเศสลองมองย้อนมาดูไทยบ้าง

ผมคาใจประเด็นที่ว่า ทำไมเราไม่จัดว่าข้าราชการเป็นแรงงานประเภทหนึ่ง ทำไมเราไม่อนุญาตให้ข้าราชการจัดตั้งสหภาพแรงงานได้

ตั้งแต่เด็กๆ ผมสงสัยว่า ทำไมวันแรงงานข้าราชการไม่ได้หยุดกะเค้าบ้าง

ที่นี่ข้าราชการถือเป็นแรงงานประเภทหนึ่งครับ มีสิทธิในการเข้าเป็นสมาชิกในสหภาพแรงงานได้ แล้วกลับกันกับบ้านเรามากคือ พวกข้าราชการเค้านี่ตัวดีเลย เรียกร้องเก่งมาก

ว่ากันว่าของเราติดที่วินัยในระบบราชการ ผมว่าไม่น่าจะเกี่ยว วินัยข้าราชการมันน่าจะแยกออกจากสิทธิในการรวมตัวเพื่อเรียกร้องอะไรบางอย่างบางประการ อีกอย่างอาจเป็นมรดกตกทอดมาจากระบอบเก่าด้วยกระมัง

ปัจจุบันเหลืออยู่ไม่กี่ประเทศที่บอกว่าข้าราชการไม่ใช่แรงงาน ไม่มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงาน ที่สำคัญเราเข้าเป็นภาคีสมาชิกในองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ด้วยซึ่งมีข้อตกลงว่าข้าราชการมีสิทธิในการร่วมหรือจัดตั้งสหภาพแรงงานได้

ผมแปลกใจเหมือนกันว่าทำไมบ้านเราไม่ยอม และแปลกใจขึ้นไปอีกที่ข้าราชการเราไม่ได้เรียกร้องประเด็นนี้เลย

ผมลองสำรวจรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันพบว่ารัฐธรรมนูญไปรับรองสิทธิในการรวมตัวกันไว้ในมาตรา ๔๕ ว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน หรือหมู่คณะอื่น

จึงเกรงกันว่าข้าราชการจะยกมาตรานี้ขึ้นอ้างได้เลยไปเขียนล็อคไว้อีกในมาตรา ๖๔ บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ พนักงานส่วนท้องถิ่น และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์การของรัฐ ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดในกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจรรยาบรรณ

สหายทางวิชาการบอกกับผมว่า ถ้าหากมีสหภาพแรงงานของข้าราชการสงสัยซานต้าแม้วคงไม่มีโอกาสหาคะแนนจากข้าราชการด้วยการลด แลก แจก แถมขนาดนี้เพราะข้าราชการจะเป็นฝ่ายรุกเสียเองโดยไม่ต้องรอให้ฝ่ายการเมืองจัดให้

บล็อกของผมวันนี้ไปเรื่อยเลย จากเพลง หนัง จบด้วยแรงงาน นึกว่าวันนี้จะไม่มีประเด็นเครียดๆแล้ว แต่อดไม่ได้จริงๆครับ

ขอตัวไปฟังเพลง " Yue Liang Dai Biao Wo De Xin " ต่อดีกว่า

ฟังแล้วคิดถึงแม่จัง

สุขสันต์วันแรงงานครับ

4 ความคิดเห็น:

Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อ่านงานบล็อกเกอร์น้องใหม่คนนี้มาได้สองชิ้นแล้ว

ตามด้วยชิ้นล่าสุดวันนี้

เริ่มต้นเหมือนกินน้ำแข็งไสไหลเย็น

แต่ไหงมาลงท้ายด้วยข้าวแกงเผ็ดร้อน (เหมือนยัดพริกขี้หนูสวน 500 เม็ดทางทวารหนัก สำนวน บอบู๋)

เป็นได้เหมือนที่เจ้าของท่านว่าไว้ (ชื่อฝรั่งเศสมันจำยากว่ะ) ความเป็นข้าราชการแห่งราชอาณาจักรไทย มันมีพิธีกรรม และมีรังสีอะไรบางอย่างห่อหุ้มตัวไว้ ไม่ว่าจะเป็นจรรยาบรรณ วินัยของข้าราชการ (อันนี้ของหนัก) และการทำงานในฐานะ "ข้าของแผ่นดิน"

ข้าราชการถูกสั่งสอนให้ทำงานเพื่อแผ่นดิน งานบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร การเรียกร้อง และการรวมตัวกันเพื่อประโยชน์แห่งกลุ่มก้อนจึงอาจดูเป็นของแปลก แตกต่างจากภาคเอกชน

แต่ ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าหากบ้านเรามีสหภาพข้าราชการ เช่นเดียวสหภาพแรงงานในภาคเอกชน โดยดำเนินบทบาทเดียวกัน ภาพจะออกมาหน้าตาอย่างไร

ไอ้เรื่องรวมตัวนัดหยุดงานนี่ลืมไปเลย

นอกจากงานราชการซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานบริการสาธารณะที่หยุดไม่ได้ ตายไม่ลง จะสะดุด ก่อให้เกิดผลร้ายแก่ปวงชนแล้ว

กลุ่มก้อนข้าราชการที่นัดกันหยุดอาจจะนอนซังเต ด้วยข้อหาละทิ้งงานราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 166 (ไม่อยากจะอ้างเลย มันดูเป็นกฎหมายยังไงไม่รู้ แต่เผื่อใครจะครึ้มตามไปอ่าน)โทษหอมปากหอมคอ จำคุกไม่เกินห้าปี ปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณีการรวมตัวกันหยุดงานตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อให้งานหยุดชะงักหรือเสียหาย เห็นได้ชัดว่ากฎหมายบทนี้ เค้าเกิดมารองรับภารกิจพื้นฐานแห่งรัฐนี่แหล่ะ

หรือหากจะมีการแก้ไขกฎหมายให้มันนัดกันหยุดได้เหมือนภาคเอกชนเค้าทำ คงต้องมีเงื่อนไขมากมาย จนมันรำคาญที่จะหยุดกันเองนั่นแหล่ะ

แล้วผมไม่แน่ใจว่า การสร้างองค์กรแบบนี้ขึ้นมาจะทำให้ข้าราชการที่เป็นแกนนำเรียกร้องถูกจับตามองเป็นพิเศษ อันอาจก่อให้เกิดผลร้ายต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการอะไรหรือเปล่า เหมือนที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจโดนคราวเรื่องแปรรูป

โดยเฉพาะการอยู่ในระบบที่สายการบังคับบัญชามันแข็งโป๊กอย่างทุกวันนี้ และเรื่องเจ้าขุนมูลนายมันยังแทรกเป็นยาดำในสายเลือดข้าราชการไทยตั้งแต่ยุคบรรพกาล

จรรยาบรรณ วินัย และสายการบังคับบัญชาที่เข้มงวดและวัฒนธรรมองค์กรของส่วนราชการไทย น่าจะเป็นกำแพงสูงเสียดฟ้าที่ทำให้ข้าราชการตาดำๆ ตัวดำๆ กระเป๋าแห้งๆ ต้องแหงนหน้ามองฟ้าต่อไป

เผื่อน้าแม้วจะเอื้ออาทรอะไรให้อีก

5:59 หลังเที่ยง  
Anonymous Players กล่าวว่า...

หรือหากจะมีการแก้ไขกฎหมายให้มันนัดกันหยุดได้เหมือนภาคเอกชนเค้าทำ คงต้องมีเงื่อนไขมากมาย จนมันรำคาญที่จะหยุดกันเองนั่นแหล่ะ
..........

เห็นด้วยอย่างแรง...
เจองี้เป็นไง...

"มาตรา ๕๐๐" การนักหยุดงาน จะกระทำได้ ในกรณีที่ไม่เป็นการขัดต่อคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และได้รับอนุญาตจาก อ.กพ. กรมแล้วเท่านั้น...

เอ้า อยากหยุด อยากแกรฟ เชิญ

ปล. แต่เสรีเกินไปอย่างฝรั่งเศสนี่ก็ไม่ดีขะร้าบบบ
เมื่อวานต้องยืนตากแดดบนรถไฟ จากวิชชี่ไปเคลมองต์
ก็เพราะไอ้เสรีภาพในการหยุดงานของ SNCF นี่แหละ
(รถห้าเที่ยวเหลือเที่ยวเดียว แน่นเป็นปลากระป๋องตรานมหกเต้า)

1:23 ก่อนเที่ยง  
Blogger Etat de droit กล่าวว่า...

สวัสดีพี่เพลเยอร์ (จริงๆอยากเรียกนามปากกาอีกอันมากกว่า มันจั๊กกะจี้ดี ไม่ก็อยากเรียกชื่อจริงไปเลยแต่ไม่รู้ว่าพี่จะปิดชื่อจริงเปล่า)

ดีใจจริงๆที่พี่แวะมาเยี่ยม

ผมแวะไปชมเว็บพี่แล้ว สวยมาก เห็นแล้วอิจฉาอยากทำเป็นมั่ง

ว่าจะหาโอกาสไปเยี่ยมวิชี่ถิ่นเก่าอยู่เหมือนกัน

ผมขออนุญาตเอาเว็บพี่ไปทำลิ้งค์กะบล็อกผมนะ

ผมมีเรื่องอยากสนทนากับพี่หลายเรื่องเลย (หนึ่งในนั้นคือเรื่อง...)แต่น่าจะคุยกันตอนเจอตัวพร้อมกับไวน์ที่ผมชอบกับวิสกี้ที่พี่ชอบ คงดีกว่า

ห้องพี่แม่งน่าอยู่ว่ะ ทำไมตอนผมอยู่ปีแรกไม่ดูดีแบบนี้มั่งวะ

ส่วนประเด็นนิติศาสตร์กับรัฐศาสตร์นี้ ผมสนทนากับสหายทางวิชาการของผมเรียบร้อยแล้ว และมอบให้เป็นหน้าที่มันในการละเลงในบล็อกของมันเอง

ไว้มันขึ้นบล็อกเมื่อไร เชิญพี่ไปแลกเปลี่ยนกันนะ

3:38 ก่อนเที่ยง  
Blogger MinnieBlossom กล่าวว่า...

Actually I'm not into Chainese music but honestly this song is beautyful.

I do like here(the us) more and more.I mean If i was there I wouldn't give a shit.Should I care somebody gave a birth.Aren't they my family..?I don't think so.Who care..

7:40 หลังเที่ยง  

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก