วันพฤหัสบดี, กันยายน 20, 2550

ความมั่งคั่งของกษัตริย์

นิตยสารฟอร์บส์สำรวจความร่ำรวยของบรรดากษัตริย์ทั้งหลาย ผลปรากฏ ดังนี้

1. Sultan Haji Hassanal Bolkiah. Sultan/Brunei ($22 billion)

2. Sheikh Khalifa Bin Zayed Al Nahyan. President/United Arab Emirates ($21 billion)

3. King Abdullah Bin Abdulaziz. King/Saudi Arabia ($19 billion)

4. Sheikh Mohammed Bin Rashid Al Maktoum. Ruler/Dubai ($16 billion)

5. King Bhumibol Adulyadej. King/Thailand ($5 billion)

6. Prince Hans-Adam II von und zu Liechtenstein. Prince/Liechtenstein ($4.5 billion)

7. King Mohammed IV. King/Morocco ($2 billion)

8. Prince Albert II. Prince/Monaco ($1.2 billion)

9. Sheikh Hamad Bin Khalifa Al Thani. Emir/Qatar ($1 billion)

10. Prince Karim Al Husseini. Aga Khan ($1 billion)

11. Queen Elizabeth II. Queen/U.K. ($600 million)

12. Sheikh Sabah Al Sabah. Emir/Kuwait ($500 million)

13. Sultan Qaboos Bin Said. Sultan/Oman ($500 million)

14. Queen Beatrix Wilhelmina Armgard. Queen/Netherlands ($300 million)

15. King Mswati II. King/Swaziland ($200 million)

.........

มีข้อสังเกตเพิ่มเติม ดังนี้

๑. สี่อันดับแรก เป็นกษัตริย์ในประเทศแหล่งน้ำมัน และใช้การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิ์
๒. หากนับเฉพาะประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย กษัตริย์ไทยมาอันดับ ๑
๓. ทั้ง ๑๕ อันดับ มีจากยุโรป ๔ ประเทศ คือ ลิคเตนสไตน์ โมนาโก สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์ โดยสองประเทศแรก ไม่อาจนับได้ว่าเป็นประชาธิปไตยโดยแท้ เพราะกษัตริย์ยังมีอำนาจทางการเมืองในบางกรณี
๔. กษัตริย์ที่ติดอันดับส่วนใหญ่มาจากดินแดนเศรษฐีน้ำมัน ได้แก่ บรูไน สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ซาอุดิอาระเบีย นครดูไบ กาตาร์ คูเวต โอมาน
.........

อ่านรายละเอียดรายงานของฟอร์บส์ได้ที่

http://www.forbes.com/2007/08/30/worlds-richest-royals-biz-royals07-cx_lk_0830royalintro.html

ในส่วนของกษัตริย์ไทย

http://www.forbes.com/2007/08/30/worlds-richest-royals-biz-royals07-cx_lk_0830royalintro_slide_6.html?thisSpeed=15000

26 ความคิดเห็น:

Anonymous หมีpooh! กล่าวว่า...

ที่น่า "ขำปนสงสาร" เกี่ยวกับ "สื่อมวลชน" ผู้เก่งกาจ ของบ้านเราก็คือ

ในคอลัมน์หน้าต่างประเทศของ มติชน สุดสัปดาห์ เมื่อสองฉบับก่อน

ได้นำเนื้อหาดังกล่าวของฟอร์บส์ เกี่ยวกับ ความมั่งคั่งของกษัตริย์ในรายชื่อข้างต้น มากล่าวถึงอย่างละเอียด
และใส่ความเห็นส่วนตัวไปด้วย

ไล่ตั้งแต่ เบอร์หนึ่ง อย่างบรูไน
ผ่านซาอุ

ไล่เรียงไปเรื่อยๆ จนถึง อังกฤษ และ ยุโรปอื่นๆ


ที่น่ายกย่อง (ปนแปลกใจ) ก็คือ
คนเขียนนะเก่งมาก ที่เขียนได้ตั้งเกือบเต็มหน้าของหนังสือพิมพ์ มติชน สุดสัปดาหื

แต่กลับไม่ได้เอ่ย หรือ กล่าวถึง หรือ แม้แต่จะเฉียดไปถึง กษัตริย์ที่มั่งคั่งอันดับที่ 5 เลย แม้แต่นิดเดียว...

ไม่รู้ว่า เพราะ"ไม่กล้า" หรือ "ตั้งใจให้คนอ่าน สงสัย และไปหาตามข้อมูลต่อเอง" หรืออย่างไร ???

ทีเรื่อง ทรัพย์สิน ของหลาน ลิเดีย ของป๋าแฟรงค์ นี่
ไม่เห็นจะมีอะไรมากมายแท้ๆๆ

มติชน สุด กลับเอามาขึ้นปกในฉบับต่อมา..

เฮ้อ... นสพ.ไทย

8:14 หลังเที่ยง  
Anonymous an observer กล่าวว่า...

เอ่อ ...

กำลังจะไปค้นมติชนเพื่อ double check เหมือนกันเลย

แต่ คุณหมีpooh! ก็พูดถึงเรื่องนี้เสียก่อนแล้วแฮะ

สารภาพตามตรงว่าตอนอ่านคอลัมน์นั้นในมติชิน ก็ยังสงสัยอยู่เลยว่าทำไม k ของเราไม่ติดอันดับ

เพราะเอาแค่เบาะๆอย่าง "ที่ดิน" ทั่วกรุงเทพฯ ปูนใหญ่ และ SCB ก็น่าจะไม่น้อยหน้าชาติไหนเหมือนกัน

มารู้ความจริงก็ด้วย post นี้ของท่านเจ้าของบล็อก ...

.
.
.

่จะว่าไปก็แปลกดี ... สำหรับสื่อเมืองไทย ?!

10:49 ก่อนเที่ยง  
Anonymous an observer กล่าวว่า...

ไหนๆก็ไหนๆ อยากชวนลองคิดเล่นๆกันดูหน่อยครับ

"ทำไม" ในสังคมไทยจึงดู sensitive มากกับการบอกว่าตัวเอง "รวย"

เพราะเรามักมองคนรวย (กว่าเรา) แบบอิจฉา ?

เพราะเรามักมองคนรวย (กว่าเรา) ว่าต้องไม่สุจริต ไม่เป็นธรรมแน่ๆ

หรือเพราะ "ความรวย" มันจะไปขัดแย้งกับ "ภาพลักษณ์" ที่ดีหลายประการ ที่สังคมไทยให้การยอมรับ

โดยส่วนตัว ผมไม่เห็นว่าการมีทรัพย์สินมาก จะไปขัดแย้งอะไรกับภาพลักษณ์ด้านอื่นๆตรงไหน

คนดีมีคุณธรรม จะรวยไม่ได้หรือ ?

คนนิยมความสันโดษ เรียบง่าย สมถะ จะรวยบ้างไม่ได้หรือ ? (ลองนึกถึง วอเรนต์ บัฟเฟ่ ดูนั่นปะไร)

คิดแล้วก็แปลกดี อาจเป็น paradox อีกอย่างหนึ่งในสังคมไทย

เหมือนการอยากให้บอกทุกคนว่า "ยืดอก พกถุง" กันเถิด

แต่บอกเบาๆหน่อยนะ เดี๋ยวเด็กๆมันจะได้ยินเอา

10:56 ก่อนเที่ยง  
Anonymous บุญชิตฯ กล่าวว่า...

ยอมรับว่า ผมไม่เคยคิดประเด็นนี้นะ
ประเด็นที่ Observer สังเกตมา

คือทำไม เราถึงไม่กล้ายอมรับตรงๆ ว่าราชวงศ์ของเรา "รวย"

(ผมเพิ่งกลับจากตระเวณ โก๊ต ดาซูร์มา ไปโมนาโกมาด้วย ไม่แปลกใจ ว่าทำไมเจ้าฟ้าโมนาโค ถึงไม่ติดฝุ่นพระราชาของเรา

ขนาด ปาเลส์ แปรงซิเยร์ ของเขา ผมว่า ใหญ่แค่เท่าพระที่นั่งเล็กๆ แห่งที่หนึ่งเท่านั้นเอง

ความรวย เริ่มเป็นบาปในสังคมไทย ไปตั้งแต่เมื่อไร ?

หรือเพราะพยายามสร้างมายาคติว่าคนรวยคือคนเลว คนโกง คนกอบโกย

คนดีไม่ควรรวย

สร้างกันจนลืมไปว่าคนรวยที่สุดในประเทศไทยจริงๆเป็นใคร

ว่ากันเพลิน จนกระทบคราดเข้าแบบไม่รู้ตัวซะงั้น

รู้สึกว่าการพูดเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องแอบๆพูด

12:23 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ิbull shit กล่าวว่า...

คุณนี่ไม่เคยฉลาดเลยหวะ้ชิต

ถ้าคุณจะบอกว่าสังคมไทยไม่ยกย่องคนรวย ถือว่าความรวยเป็นบาปละ่ก็คุณคงคิดผิดแล้ว สังคมไทยนี่แหละเป็นสังคมที่ยกย่องคนรวยอย่างน่ากลัว ชีวิตขอทานคนนึงยังเทียบไม่ได้กับรถบีเอ็มคันนึงเลยมั้ง

แล้วทางตัวคิงเองเค้าก็ไม่เคยปิดบังว่าเค้ารวยอย่างที่คุณคิดนี่
เพียงแต่เรื่องแบบนี้มันไม่จำเป็นต้องพูดออกมาดังๆ คนเค้าก็รู้เองอยู่แล้วนี่ มีทั้งวัง ทั้งโรลสรอยซ์ ่ทั้งเครื่องบินส่วนตัว จะเอาเงินจากไหนมาซื้อก็ตามแต่

มันก็เหมือนกันกับคำพูดที่เราเคยได้ยินอยู่จนชาชินแล้วว่า คนเราถ้ารวยจริงแล้วไม่ค่อยอวด ไอ้พวกที่ชอบอวดมักจะเป็นพวกที่รวยไม่จริง

เข้าทำนองเดียวกันกับคนที่ชอบอวดฉลาดอย่างคุณนั่นแหละ
เพราะคนฉลาดจริงมักจะไม่ค่อยชอบอวด คนก็จะรู้ได้เอง แต่ไอ้พวกที่ไม่ค่อยฉลาดนี่สิ ที่ต้องพยายามสร้างภาพ

7:15 ก่อนเที่ยง  
Anonymous บุญชิตฯ กล่าวว่า...

หุหุหุ สงสัยงวดนี้จะได้แฟนใหม่มาแระ
(แต่หวังว่าจะไม่ใช้เจ้าเก่านะ)

อันนี้เห็นด้วยครับ ว่า แต่ก่อนเรายกย่องความรวย คนรวย

แต่อยู่ดีๆ กระแสก็ตีกลับ ความรวยกลายเป็นบาปไปซะงั้น

ผมจึงตั้งคำถามไว้ว่า "ความรวย เริ่มเป็นบาปในสังคมไทย ไปตั้งแต่เมื่อไร ?" (ย่อหน้าที่ 5 ความคิดเห็นที่ 4)

ซึ่งผมก็ไม่ได้นึกถึงเลย จนเท่าที่คุณ Observer ทักมา ผมก็ เออ จริงว่ะ

ปล. ผมไม่เคยพยายามสร้างภาพเลยนะ ถ้าเคยอ่านงานหรือการตอบบลีอกตอบกระทู้ผม ผมก็ตอบแนวๆนี้มาตลอด

แต่ถ้าคุณอ่านแล้รู้สึกไปเองว่าผมแสดงตนว่าฉลาด แปลว่ามันคงมีอะไรที่กระแทกใจคุณบ้าง
ก็แปลว่ามันไม่น่าจะธรรมดานัก (อย่างน้อยการหมั่นไส้ ก็เป็นการแสดงความนับถือของคนขี้อิจฉา - ใครไม่รู้เคยบอกผมไว้อย่างนี้)

ผมก็ขอขอบพระคุณที่นับถือนะ 555

10:30 ก่อนเที่ยง  
Anonymous Bullshit กล่าวว่า...

แต่อยู่ดีๆ กระแสก็ตีกลับ ความรวยกลายเป็นบาปไปซะงั้น -----> เหรอครับ ไอ้ข้อสรุปตรงนี้นี่คุณได้มาจากไหนเหรอ? หรือว่าคิดเอาเองกับพวกในบล็อกนี้ไม่กี่คน? เพราะตอนนี้ผมอยู่เมืองไทยครับ และชาวบ้านร้านตลาดก็ไม่เห็นจะมีใครคิดว่าความรวยเป็นบาปเลยซักคน

ผมจึงตั้งคำถามไว้ว่า "ความรวย เริ่มเป็นบาปในสังคมไทย ไปตั้งแต่เมื่อไร ?" (ย่อหน้าที่ 5 ความคิดเห็นที่ 4)-----> ก็เพราะมันไม่คยเป็นนะสิครับ ภูมิปัญญาของคุณก็เลยไปไม่ถึง กำหนดไม่ได้ นึกไม่ออกว่ามันเริ่มตอนไหน

อ้อ แล้วก็คงจะมีแต่คนที่ดัดจริตเท่านั้นแหละครับ ที่จะออกมาบอกปาวๆ ว่าความรวยเป็นบาป เพราะลึกๆแล้วทุกคนก็ต้องการมีทรัพย์สินในระดับที่เพียงพอจะสร้างความอุ่นใจ
ในอนาคตกันทั้งนั้น

แต่ถ้าคุณอ่านแล้วรู้สึกไปเองว่าผมแสดงตนว่าฉลาด แปลว่ามันคงมีอะไรที่กระแทกใจคุณบ้าง
ก็แปลว่ามันไม่น่าจะธรรมดานัก -----> กระแทกใจในลักษณะสมเพชมากกว่าครับ ตั้งแต่สมัยที่ชอบเขียนมุขฝืดๆ ที่เคยลงในผู้จัดการแล้ว แต่ก็โอเคเพราะคนที่มีรสนิยมเดียวกับคุณก็คงชื่นชมกันเองได้


แต่ถ้าคุณอ่านแล้รู้สึกไปเองว่าผมแสดงตนว่าฉลาด แปลว่ามันคงมีอะไรที่กระแทกใจคุณบ้าง
ก็แปลว่ามันไม่น่าจะธรรมดานัก (อย่างน้อยการหมั่นไส้ ก็เป็นการแสดงความนับถือของคนขี้อิจฉา - ใครไม่รู้เคยบอกผมไว้อย่างนี้)-----> อยากจะขำครับ กลับไปบอกไอ้คนที่บอกคุณด้วยนะ ว่า ไอ้คนที่คิดว่าการหมั่นไส้คือการนับถือน่ะ ก็เป็นแค่พวกที่หลงตัวเองขนาดหนัก (อาจจะรวมคุณชิตกับคนคนนั้นเข้าไปด้วย) ขนาดคนเค้าชี้จุดบกพร่องให้แล้ว ยังไปคิดว่าเค้าอิจฉาคุณอีก

แล้วที่สำคัญผมก็ไม่เคยคิดจะไปอิจฉาหรือไปหมั่นไส้อะไรคุณด้วย
เพราะในชีวิตนี้ผมก็ไม่เคยคิดอิจฉาอะไรใครอยู่แล้ว
หรือถ้าจะมีผมก็ไม่คิดอิจฉาคนที่ไม่ใช่ของจริงอย่างคุณหรอกครับ

แต่การที่ผมจะบอกว่าคุณอวดฉลาดนั้น ถ้าคุณไม่คิดงั้นจริง ก็อย่ามาใส่ใจ

คุณอาจจะเคยชินกับการที่มีแต่คนมายกลูกกะแป๋งว่า "โหเห็นด้วยครับพี่" หรือ "เป็นความคิดที่สุดยอดมากครับ" หรือ "เก่งจังเลยค่ะพี่" ก็ว่ากันไป อยากหลงไหลได้ปลื้มกับคำสรรเสริญเยินยออย่างเดียวก็ตามสบาย
แต่ก็คงใช้ได้กับคนพวกนี้เท่านั้นแหละครับ

8:12 ก่อนเที่ยง  
Anonymous บุญชิตฯ กล่าวว่า...

ผมพอจะรู้แล้วครับว่าคุณเป็นใคร
พอดีจำสำนวน วิธีพูด การให้เหตุผล
และรูปแบบการ "โจมตี" ได้

รวมทั้งวิธีการเชิงเทคนิคอื่นๆ ที่ผมของสงวนไว้
แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าคุณเป็นใคร

แต่เอาเป็นว่า มันจะรบกวนเจ้าของบล๊อกเกินไป
และผมไม่อยากก่อกรรมกับคุณต่อ
(เพราะตอนแรกนึกว่าแฟนใหม่ 555)

ที่ผมเคยทำอะไรให้คุณขัดเคืองไป ก็ขออโหสินะครับ
ไว้คราวหน้าเจอกันเมื่อไร เราคงได้คุยกันบ้าง

เอาแค่นี้แล้วกัน

ส่วนประเด็นอื่นๆ ถ้าคุณไม่เห็นด้วยในจุดไหน
ถ้าอ่านเจอที่กระทู้ใด หรือบล๊อกตอนใด
ก็เชิญตามกระทู้ที่เป็นต้นเหตุจะดีกว่า

เอางี้แล้วกันนะครับ

9:30 ก่อนเที่ยง  
Anonymous บุญชิตฯ กล่าวว่า...

และขอสารภาพตรงๆ ว่าข้อความที่ตอบไปก่อนนั้น
ผมจงใจใช้ข้อความบางอย่างเพื่อ "ล่อ" การตอบ
ที่มันจะชี้สำนวนและวิธีการ "สมเพช" ของคุณให้ออกมา - วิธีนี้คุณอาจจะเคยทราบว่าผมชอบใช้

คุณคงไม่ค่อยถนัดในการปลอมตัวเป็นผีในเวบ
เลยไม่รู้ว่า ปัญหาของการปลอมเป็นผี คือ การเผลอทิ้ง"ลายเซ็น" สมัยที่ยังเป็นคนเอาไว้

ยิ่งปเนคนชอบเขียนอะไรในนาม หรือนามแฝงตัวเอง จนเป็นสัญลักษณ์ "ลายเซ็น" ยิ่งชัดเจน

ผมขอโทษอีกครั้งแล้วกัน และขอบอกว่า เรื่องการด่ากันในเวบนั้น ผมไม่เคยยี่หระ ผมเล่นเวบและตอบแนวนี้มาหลายปี โดนด่าไม่รู้กี่ครั้ง จนผมไม่กระทบใจอะไรแล้วครับ...

แต่ผมไม่อยากมีกรรมต่อไปกับคุณแล้วครับ
ให้กราบเท้าก็เอา

9:38 ก่อนเที่ยง  
Anonymous บุญชิตฯ กล่าวว่า...

พอสำหรับเรื่องส่วนตัว กลับมาถึงเรื่องประเด็นของบล๊อก

ที่ผมมองว่า "ความรวย" เริ่มจะเป็น "บาป" ในสังคมไทย ก็เนื่องมาจาก คำตอบของคุณส่วนหนึ่งแหละครับ

ในเมื่อเราเชื่อว่า "สังคมที่ยกย่องคนรวยอย่างน่ากลัว" แล้วทำไมเรื่องความรวยของพระราชา จึงเป็น "เรื่องแบบนี้มันไม่จำเป็นต้องพูดออกมาดังๆ" ตรรกะตรงนี้มันขัดแย้งกันเองหรือไม่ ? เป็นเรื่องน่ายกย่อง แต่กลับไม่จำเป็นต้องพูดออกมาดังๆ ?

คุณอยู่เมืองไทยคุณคงรู้ว่า สังคมของเรานั้น บูชาพระราชาขนาดไหน สิ่งใดที่เป็นเรื่องดีๆ ที่นิยม ที่เป็นเกียรติยศทั้งหลายขององค์ราชา เราจะต้องนำมาโหมประโคมเพื่อแสดงความชื่นชมอย่างสูงทั้งสิ้น

ตัวอย่างที่ดี คือ เพลง "อัครศิลปิน" นั่นไงครับ พระปรีชาสามารถของพระองค์ถูกนำมารวบรวมไว้ทุกด้าน ทุกด้านจริงๆ ทั้งศาสตร์ ศิลป์ การดนตรี กีฬา วิทยาศาสตร์

แต่ทำไมความร่ำรวย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่เชื่อกันว่า สังคมไทยเราเทิดทูนบูชา กลับไม่อยู่ในบทสรรเสริญเช่นนี้บ้าง ?

ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่น่าทึ่งเสียอีก เพราะทรงอยู่ในลำดับสูงกว่า แม้แต่กับราชินีแห่งอังกฤษ เจ้าชายโมนาโค ราชาแห่งการ์ตา และคูเวต

ทำไมเราถึงไม่กล่าวสิ่งนี้กัน

ทำไมหน่วยราชการถึงไม่เอาบทความนี้ของฟอร์บ มาประโคมต่อ ทั้งๆที่เรื่องที่ต่างชาติรับรองในความร่ำรวยของพระราชาของเรา ถ้ามองว่าเป็นเรื่องที่น่าเทิดทูนบูชา เช่นนี้พลาดได้หรือ ?

และทำไม มติชน ถึงจงใจข้ามไปดื้อๆ ในรายการที่กล่าวถึงในความเห็นของคุณหมีPooh!

ถ้าจะเชื่อว่า ความรำรวยเป็นเรื่องน่าชื่นชม
สิ่งที่ปรากฎ มันมิใช่เป็นเรื่องลักลั่นย้อนแย้งไปหรือ ?

เราชื่นชมความรวย
แต่ความรวยของพระราชา พึงเงียบๆไว้
ทั้งๆที่คุณงามความดีอื่นๆ ของพระราชาเราต้องประโคม

แปลว่า อย่างน้อย ความร่ำรวยจะเป็นบาปหรือไม่
แต่มันไม่อยู่ในเส้นเขตขอบ ของสิ่งที่ควร "ประโคม" ว่าเป็น "พระบารมีอันดีงาม" ของพระราชาแน่ๆ

เช่นนี้เราจะมองว่าอย่างไร ?

ความร่ำรวย อยู่ในเขตไหน ของสังคมไทย กันแน่ ???

ตรงนี้เอง ทำให้ผมนึกขึ้นมาว่า "ความร่ำรวย" ไปอยู่ในเส้นของ "สิ่งที่ไม่ควรพูดถึง" ไปแล้วตั้งแต่เมื่อไร

ลองพิจารณากันดูนะครับ

10:13 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

มันๆ
เอาอีก

3:00 หลังเที่ยง  
Blogger Crazycloud กล่าวว่า...

ไม่รู้ว่าข้าพเจ้าร้อนตัว เพราะเคยมีเหตุกับ คุณบุญชิตหรือไม่

แต่ข้าพเจ้า หยุดการวิวาทโดยสิ้นเชิงในทุกสนาม ทั้งสนามบล็อก สนามวิทยุ โทรทัศน์ วงสัมมนา และแม้กระทั่ง ตามหน้าหนังสือพิมพ์

เนื่องจากข้าพเจ้าเหนื่อย กับการเบาะแว้งเป็นอย่างยิ่ง
ที่ผ่านมาก็รับกรรมมามากพอแล้ว

มาถึงบัดนี้ คนที่ข้าพเจ้าชื่นชมในความมีขันติขั้นสูงมีอยู่สามคน คือ

เจ้าของบล็อก
ปิ่น ปรเมศว์
และ ราติโอ้

ส่วนข้าพเจ้า เป็นพวกแก่กระโหลกกะลา
ไม่อาจเทียบได้

สรุป ไม่เกี่ยวกับข้าพเจ้า และไม่อยากเกี่ยว เพราะเหนื่อย แต่ถ้าแรงกรรมมันยังไม่หมด ก็ต้องปล่อยไป

ส่วนทรัพย์สินของในหลวง
รวมวัดพระแก้ว
เรือพระราชพิธี
พระที่นั่ง
ตลอดจนสมบัติในพระคลังข้างที่ตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์
ด้วยหรือเปล่า

คนรวยมีสองชนิด
หนึ่ง คือ เศรษฐี พวกนี้ รวยแต่ใจบุญ ช่วยเหลือคน
สอง คือ นายทุน อันนี้ขูดอย่างเดียว

ธรรมชาติ ย่อมมีจ่าฝูง
มีเสนา อำมาตย์
ปุโรหิต นักวิชาการ
พ่อค้า วาณิช
ตราบเท่าที่ทุกคนมีธรรม ในหน้าที่ของตนแล้ว
ฟ้าและดินก็ประสานกันได้

7:12 ก่อนเที่ยง  
Anonymous Oakyman กล่าวว่า...

ได้ข่าวมาเหมือนกันครับว่ามติชนไม่ได้ลง
แต่ที่บ้านไม่ได้รับมติชนแล้ว เลยไม่ทราบรายละเอียด

กรุงเทพธุรกิจลงครบทุกอันดับครับ (เฉพาะอันดับแรกๆ)

แต่ว่าข่้าวออกจะช้าไปซักนิด

10:19 หลังเที่ยง  
Anonymous สหายสิกขา กล่าวว่า...

>คนรวยมีสองชนิด
>หนึ่ง คือ เศรษฐี พวกนี้ รวยแต่ใจบุญ ช่วยเหลือคน
>สอง คือ นายทุน อันนี้ขูดอย่างเดียว

ปกติจำได้ว่าผมไม่เคยถกเถียงกับคุณ Crazycloud มาก่อน พอเข้าใจอยู่ว่าความคิดคนละแนวทางกัน แต่ตรรกะแบบนี้นี่ เห็นแล้วขัดใจมากครับ

คุณใช้ศัพท์คำว่า "นายทุน" กับคำว่า "ขูด" (เข้าใจว่าคงมาจากคำว่า "ขูดรีด" อันนี้เป็นการวิเคราะห์ตามปรัชญามาร์กซิสต์นะครับ

ลองไปอ่านดู The Communitst Manifesto ก็ได้ http://www.marxists.org/archive/marx/works/1848/communist-manifesto/ch01.htm

นายทุน - The bourgeoisie
กรรมาชีพ - The proletariat
การขูดรีด - exploits

ในอีกด้านหนึ่งคุณใช้คำว่า "เศรษฐี" พร้อมสรรพคุณว่า "ใจดี และชอบช่วยเหลือคน" (อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าวิเคราะห์ตามหลักพุทธหรือเปล่า -- คงไม่ได้ใช้คำว่าเศรษฐีเท่านั้นกระมัง)

แล้วตกลงจะเอาอย่างไรกันแน่ ถ้าวิเคราะห์ตามแนวคิดของมาร์กซิสต์จริงๆ เศรษฐี มันก็นายทุนนั่นแหละครับ แล้วมันก็ขูดรีดเหมือนๆกันนั่นแหละ

เอ๊ะหรือว่าจะวิเคราะห์ตามใจตัวเอง แบบมาตรฐานซ้อน ถ้าเป็นทักษิณนี่เป็น นายทุน ถ้าเป็น x นี่เป็น เศรษฐี ผู้มีธรรมะ

9:57 ก่อนเที่ยง  
Blogger Crazycloud กล่าวว่า...

ข้าพเจ้าไม่มีหลักคิดอะไรมากมายหรือซับซ้อน

ข้าพเจ้าเกิดในชนชั้นล่าง ข้าพเจ้าแค่บอกเฉยๆ ไม่ได้นำมาเป็นข้ออ้างแต่อย่างใด

ข้าพเจ้าเชื่อว่า คนเรารวยได้ และมีสิทธิที่จะรวย ตามกำลังของตนเอง

กำลังที่ข้าพเจ้าหมายถึง กำลังตามธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ที่ไม่เท่ากัน มีสัดส่วนการแต่งปรุงที่ต่างกัน

นายทุน ตามประสบการณ์เชิงประจักษ์ของข้าพเจ้าในการต่อสู้กับนายทุนโทรคมนาคม ใช้การขูดรีดทุกรูปแบบ โดยไม่สนใจคุณธรรม จริยธรรม กฎหมาย หรือ การแบ่งปันอย่างจริงแท้ มิใช่การแบ่งปันโดยนโยบายการตลาด ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่านายทุนเป็นเช่นนั้น

ข้าพเจ้าใช่คำว่า "เห็น" ไม่ได้ใช้คำว่า "เข้าใจ"

ในขณะที่ เศรษฐี อันมีรากศัพท์จากสันสกฤต รึเปล่าไม่ทราบ ท่านกล่าวถูกแล้วว่าข้าพเจ้าหมายถึง ในทางพุทธ คือ คนที่มีทรัพย์ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าในอดีตมีอยู่มากมาย ในพระไตรปิฎกก็กล่าวถึงเยอะ เช่น อนาบิณฑกะเศรษฐี ที่ตั้งโรงทานเลี้ยงผู้คนมากมาย

ในขณะเดียวกัน ข้าพเจ้าก็มิได้เห็นว่า มีใครเป็นนายทุนแท้ หรือ เศรษฐีแท้

แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า ความงาม คือ การที่คนเรา มีคุณลักษณะของเศรษฐีมากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ส่วน ตรรกะ นั้น ข้าพเจ้าของเรียนตามตรงว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่ใคร่ในตรรกะ ตามแบบความน่าจะเป็น ล็อกกาลิธึ่ม หรืออักษรศาสตร์มายากล เท่าใดนัก

ข้อนี้สหายสิกขา คงจะเข้าใจได้ดีว่า แม้แต่ทฤษฎีตะวันตก ก็ไปไกลเป็นทฤษฎีไร้ระเบียบ ที่สอดรับกับท่านอิทัปปัจจัยตา ซึ่งยอมรับความมีอยู่ของกลไกลซับซ้อน มากกว่าการใช้ตรรกะ โดยอ้างอิงจากความจริงสัมพัทธ์จุดใดจุดหนึ่งเป็นหลักในการวิเคราะห์

บางทีการทีใครคนใด จะเป็นเศรษฐี หรือ นายทุน
อาจมีปัจจัยซับซ้อน ที่เบี่ยงเบนอัตตาของแต่ละคน
ณ จุดๆนั้นเราอาจเรียกว่า Butterfly Effect ก็ย่อมได้

12:09 หลังเที่ยง  
Blogger puzzle01st กล่าวว่า...

เคยมีคนบอกผมว่า "คนจนทำตัวสมถะไม่มีใครว่าอะไร... แต่ถ้าคนรวยทำตัวสมถะ คนรวยคนนั้นได้รับความชื่นชม... เพราะคนจนสมถะเพราะไม่มีทางเลือก... แต่คนรวยมีทางเลือก แต่เขาเลือกที่จะสมถะ..."
ในความเห็นของผม การที่คนรวยทำตัวสมถะ ความสมถะนั้นจะสร้างความชื่นชมให้แก่คนอื่น ไม่ว่าคนคนนั้นจะตั้งใจให้ได้รับความชื่นชมหรือไม่ก็ตาม แต่ภาพประทับนั้นย่อมติดอยู่ในใจคน
แม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าคนคนนั้นรวยก็ตาม การการรับรู้ถึงความร่ำรวยของคนคนนั้นโดยที่ไม่สามารถที่จะกล่าวถึงที่มาของความร่ำรวยดังกล่าวได้อย่างเต็มปากนักก็คงทำให้ไม่อยากที่จะเอ่ยถึงความร่ำรวยของคนคนนั้นมากนัก (ซึ่งอาจเกิดจากความรู้สึกขัดแย้งต่อความรู้สึกประทับใจข้างต้นก็ได้)
ถ้าหากว่าสามารถที่จะกล่าวถึงที่มาของความร่ำรวยดังกล่าวได้อย่างเต็มปากว่ามีที่มาจากไหน และตรวจสอบได้ว่ามีความโปร่งใสอย่างไร ก็คงทำให้คนกล้าพูดถึงความร่ำรวยของคนรวยคนนั้นได้มากขึ้น
ผมไม่คิดว่าการจะวัดความดี/เลว จะสามารถวัดได้ด้วยเงิน (เพียงอย่างเดียว) แต่มีหลายส่วนประกอบอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ ความเชื่อ ความคิด และส่วนอื่นๆ (ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังนึกไม่ออกว่ามีอะไรบ้าง การวัดความดี/เลวของคน อาจเป็น common sense หรือเปล่านะ?) แต่ก็คงจะดี ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะตรวจสอบความโปร่งใส (ไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว) ของคนดีได้

6:43 หลังเที่ยง  
Blogger Tick Skywalker กล่าวว่า...

สระเอ งอ อิ นอ เงิน

มีอำนาจเหลือเกิน เงินเอ๋ยเงินตรา

มีเงินใช้แสนสบายอุรา

เกิดมา ปรารถนากันแต่เงิน

(เพลงเงิน เงิน เงิน : เพลิน พรมแดน)

8:54 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

"เกรียน" จริงๆ

1:14 หลังเที่ยง  
Anonymous Since1958 กล่าวว่า...

กษัตริย์ที่มั่งคั่ง ในกระแสเศรษฐกิจพอเพียง

7:46 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

คนอื่นเกรียนเหมือนห้องราชดำเนินเลยครับ
แต่ขอชมว่าเจ้าของบล็อกไม่เกรียน เพราะไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่ลากอะไรต่ออะไรมาให้คนอ่านโดยไม่ต้องลงมือเขียนตรงๆ แค่รอให้คนเข้ามาช่วยตอบ ก็รู้แล้วว่าคิดอะไรอยู่

9:13 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ฟ่องนภา กล่าวว่า...

อะไรกันคะเนี่ย

9:35 หลังเที่ยง  
Anonymous จ่าจู๊ด กล่าวว่า...

ผมว่าออกอ่าวไปแล้วครับ

4:50 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เดี๋ยวมันจะเกินเลยไปนะครับ ....

2:18 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

รวย ไม่ได้เป็นตราบาปนะครับ ใครๆก็รู้ว่าในหลวงไทยรวย แต่รวยแล้วดี รวยแล้วไม่เลวคนถึงรัก คนจนชาวไร่ชาวนามีบาทเดียว ห้าบาทสิบบาทยังอยากถวายในหลวงเลยทั้งๆที่รู้ว่าท่านรวยอยู่แล้ว สุขสบายกว่ามาก

ขอให้รวยยิ่งๆขึ้นไปนะท่าน ท่านเป็นคนดีรวยๆไปเถอะ ส่วนคนไม่ดีก็ให้จนลงๆไปเรื่อยๆ ทรงพระเจริญ

คนที่ว่าในหลวงทั้งหลาย...ถามหน่อยว่าหนึ่งปี ในหลวงมีงานเลี้ยงใหญ่โตสมที่เป็นในหลวงกี่วัน

3:11 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เขตแดนใดมีความรวย ที่นั่นย่อมมีคนจน ที่ใคมีความรวยอย่างมหาศาล ที่นั่นย่อมมีคนจนอย่างมหาศาล
ความไม่เท่าเทียทกันทางเศรษฐกิจ โอกาสฯลฯ นำไปสู่ความ ไม่สงบ ไม่มีความรู้ในสังคม
ดังนั้นจึงมีวันปฎิวัติฝรั่งเศส ปฎิวัติรัสเซียฯลฯ ที่ผลเป็นอย่างไร ใครๆก็รู้ ถ้าคุณรักสิ่งใด คุณเร่งสร้างความเสมอภาคให้เกิด สิ่งนั้นจะยังคงอยู่ให้คุณเห็นอีกนาน อย่างในอังกฤษ ฯลฯ
มีความโง่ ความงง สิงสู่อยู่ในใจเราอยู่อย่างว่า ทำไม คนไทย รัก และเป็นห่วงคนรวย มี อำนาจ ทำไมการศึกษาไทยสอนให้คนไม่รักเป็นห่วงคนจน คนขาดโอกาส
การแก้ปัญหาให้ประชาชนของคนบางกลุ่ม แก้กันมาเกือบชั่วชีวิต หรือนานกว่า ทำไม ปัญหายังคงอยู่ และหนัก ซับซ้อนยิ่งไปกว่าเดิม
ทำไมผู้บริหารแผ่นดินไม่อับอายชาวโลกที่ประชากร ของตน ไร้การศึกษาที่มีประสิทธิภาพ เป็นโสเภณี ขายยาเสพติด คอรัปชั่นจนเป็นวัฒนธรรม
คนไม่กี่คนใส่เพชรเม็ดเท่าไข่ ขับรถราคาเป็นสิบล้าน ถือกระเป๋าราคาเป็นหมื่นๆ แสนๆ คนอีกมากนอนข้างถนน นอนวัด ไม่มีที่ทำกิน
คุณคิดว่า นายาประเทศ ประเทศเจ้าของสินค้าราคาแพงกว่าชีวิตคนมองผู้นำเราว่าอย่างไร ว่าน่านิยมในรสนิยม ฉลาด หรือหัวเราะเยาะลับหลัง แล้ว เรียกผู้ทรงบารมีเหล่านั้นเป็นคำด่า แล้วรอท่าที่จะเข้ามาช้อนซื้อกระทั่งแผ่นดินของเรา ยามที่เราไม่มีอะไรกิน ตอนนั้น เราก็จะต้องอพยพโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นแบบหลบๆซ่อนๆ เป็นชนชั้นรอง ขายประเวณี ขอทาน ล้วงกระเป๋า วิ่งหลบตำรวจไปวันๆในประเทศที่พัฒนาแล้ว
เพราะประเทศของเราถูกขาย บ้านแตกสาแหรกขาด
ความรวยเป็นความบาปมั้ย
ไม่บาปถ้าใช้โอกาสนั้นต่อยอดโดยการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่าจำนวนมาก โดยวิธีการต่างๆกัน
เมื่อคนส่วนใหญ่ เก่ง มีโอกาส เงยหน้า อ้าปาก ก็จะกลายเป็นพลัง ที่จะปกป้องแดนเกิด และเป็นหน้าเป็นตาในสังคมโลกเมื่อเรามีคนเก่งนักประดิษฐ์เทคโนโลยี่
และสร้างความมั่งคั่งต่อปให้กับทั้งสังคมของเรา และสังคมของโลก ที่ลูกหลานเราก็จะประพฤติเป็นแบบอย่าง ช่วยเหลือกันเอง และช่วยเหลือสังคมโลก
กระเป๋า รถ ราคาเป็นแสน ล้านหนึ่งชิ้น กับโอกาสที่จะให้กับเพื่อนร่วมชาติอีกมาก
ศาสดา สิทธัตถะ ละสมบัติประดามี มาเป็นเพียงผู้อยู่ได ด้วยการขอ
ท่านว่าท่านเป็น พุทธศาสนิกชนหรือ
ท่านได้ทำการตรงกันข้ามหรือไม่
ความสุขไม่บังเกิดในท่านหรือเมื่อ หยิบยื่นโอกาสให้แก่ผู้อื่นที่ขาดยิ่งนัก
ขอท่านผู้มีเมตตธรรมอยู่แล้ว ในแผ่นดินที่ถือเอาสมณโคตมะเป็นหลัก ได้แผ่ความเมตตาของท่านออกให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชีวิตอื่นที่ไม่มีข้าว น้ำ ที่อยู่ อาศัย ไม่มี แม้แต่ ความคิดว่า ตัวเขาเหล่านั้นเป็นคน

1:52 หลังเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สาดดดดดดดดดดดดด.....
เจ้าของบล๊อก
อิจฉาเหรอ

1:13 หลังเที่ยง  

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก