วันศุกร์, เมษายน 27, 2550

หรือจะอาศัยผ้าเหลืองเพื่อให้รัฐธรรมนูญผ่าน

จากกรณีคณะรัฐประหารให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ขัดข้องหากจะบัญญัติลงในรัฐธรรมนูญให้พุทธเป็นศาสนาประจำชาติ

ผมมีข้อสังเกตว่า คณะรัฐประหารอาจประเมินสถานการณ์แล้วว่า ๕๐-๕๐ สุ่มเสี่ยงว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่

บังเอิญว่ากระแสเหลืองอีกเหลืองหนึ่งกำลังมาแรง สงฆ์ห่มผ้าเหลืองออกมาชุมนุมเรียกร้องให้พุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ประเมินแล้วระดมคนได้ไม่น้อย

คิดไปคิดมา เลยแสวงหาแนวร่วมเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านจะดีกว่าหรือไม่ ด้วยการเปิดช่องว่าไม่มีปัญหาหากจะให้พุทธเป็นศาสนาประจำชาติ

หากเขียนลงไปในรัฐธรรมนูญจริง มาตราเดียว ไม่กี่บรรทัด น่าคิดเหมือนกันว่ากลุ่มคนที่เรียกร้องเรื่องพุทธอยู่ (ซึ่งจัดตั้งคนได้มากจริงๆ) ประกอบกับความศรัทธาพุทธแบบพราหมณ์ๆที่มีอยู่ในคนไทยส่วนใหญ่ คนเหล่านี้จะหันกลับมาลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่

คณะรัฐประหารคงไม่สนใจ ไม่มีส่วนได้เสีย กับบทบัญญัติเรื่องพุทธนี้ หากเขียนไปจริงๆ ก็ไม่กระทบต่อการโค่นทักษิณ ไม่กระทบต่อการช่วงชิงอำนาจนำให้กับบรรดาผู้มากบารมี ผู้วิเศษทั้งหลาย ตรงกันข้าม ยังอาจช่วยให้รัฐธรรมนูญนี้ผ่านไปได้อีกด้วย

จะว่าไป นอกจากคณะรัฐประหาร "โหน" สีเหลืองสีแรกอยู่เป็นอาจิณแล้ว ต่อไปคงต้องโหนอีกสีเหลืองหนึ่งด้วยกระมัง

ถ้าแบบนี้ เพิ่มอีกมาตราเลยดีมั้ย

"มาตรา ... สีประจำชาติไทย คือ สีเหลือง"

15 ความคิดเห็น:

Anonymous ตม กล่าวว่า...

ผมรู้สึกเบื่อหน่าย และ fed up กับ ปัญหาต่างๆเมืองไทยมากมาย

ปัญหาต่างๆแก้เพียงแค่ อิงไปกะสี แล้วจบ ลอนตัว


หมดเวลาของการต่อสู้ตามความถูกต้อง ตามกฏหมาย



หันมาเอาใจช่วยรัฐปัตตานีละ

รอ รัฐล้านนา

รอ รัฐอีสาน

11:17 หลังเที่ยง  
Anonymous หมีpooh! กล่าวว่า...

สิ่งที่ คมช.ได้นอกจาก กระแส เหลืองที่ 2 มาสนับสนุนแล้ว
และยังลดภาวะเครีัยดทางการเมืองลงได้มาก

อีกสิ่งคือ การแสดงให้เห็นภาพ "การรอมชอม" ของ คมช. ในสายตาชาวพุทธที่เคร่งศาสนาครับ

และ จะผลักกระแสการประท้วงไปในลักษณะที่ว่า ให้ถอยคนละทาง
(และ คนจะมองว่า จากกรณีศาสานาพุทธนี้ คมช.ได้เริ่มถอยไป 1 ก้าวแล้ว ดังนั้น พวก ประท้วง ควรถอยบ้าง)

ถ้า คมช. ประสบผลตามที่ผมคาดเดาไว้
นั่น ก็คือ เขาเริ่มจะเล่นการเมืองเป็นแล้วครับ

และ น่ากลัวขึ้นอีกมากครับ

7:02 ก่อนเที่ยง  
Anonymous จ่าจู๊ด กล่าวว่า...

ทุกท่านครับ อมฮอล์ตะไคร้ดีกว่า เบื่อเหมือนกัน มันอะไรกันนักกันหนา ยิ่งนานวันมันก็มีอะไรไม่เข้าท่ามาให้ดูเยอะ ค้อมเม้นเห่ยๆ(เรื่อง 100 TIME) พระตกโลก ฯลฯ.......
อยากจะพักการรับรู้การเมืองช่วงนี้ไปเลย มุแต่งาน แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะหากพลาดตอนนี้แล้ว พลาดยาววววววววแน่ๆ

6:45 ก่อนเที่ยง  
Anonymous บุญชิตฯ กล่าวว่า...

ลองดูนี่นะครับ

http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K5358449/K5358449.html

ผลผลิตจากกระบวนการรักพ่อสุดโต่ง
(ถ้าไม่ใช่การล่อเป้าแบบตั้งใจให้คนหมั่นไส้)

ลากเอาพ่อไปตีกับพ่อคนอื่นเสียแล้ว...
มีลูกแบบนี้พ่อเหนื่อยแย่ 555

7:57 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ปริเยศ กล่าวว่า...

จากกระทู้พี่กล้าในด้านบน

เราคงจะต้องยอมรับความจริงว่า ถ้าต้องการให้สถาบันเราคงอยู่ต่อไป ประเทศไทยต้องเป็นประเทศด้อยพัฒนาไปตลอด

เพระถ้าประเทศไทยพัฒนาแล้ว สถาบันอาจจะเป็นแค่สัญลักษณ์ ซึ่งคงจะไม่ถูกใจพวกสนับสนุนการถวายคืนพระราชอำนาจ

ซึ่งตอนนี้ ดูจากสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ นับว่าใกล้ความจริงมากแล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้สักสิบปีจะแย่ยิ่งกว่าฟิลปปินส์สมัยหลังมาร์กอสใหม่ๆ

ต้องบอกให้ทราบว่าการวัดประเทศพัฒนาหรือไม่พัฒนาเป็นแค่วัดทางมิติเศรษฐกิจเท่านั้นเอง อันที่จริงถ้าวัดด้วยดัชนีมวลรวมความสุขประชาชาติ(GNH) ผมเชื่อว่าคนไทยในยุคที่รัฐบาลใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงมีความสุขมากกว่ารัฐบาลที่ใช้หลักเศรษฐกิจกลไกตลาด ด้วยซ้ำไป (ถ้าผมเชื่อต่างจากนี้ ผมอาจจะเดือดร้อนได้ 555)

ดังจะเห็นได้จาก ในยุครัฐบาลที่แล้ว ปัญญาชนสาธารณะ รวมทั้งบล็อกเกอร์ผู้หายใจเข้าหรือแม้แต่ผายลมออกรวมทั้งถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ต้องรำพึงถึงคุณธรรมอันสูงส่ง ประชาชนผู้ยากไร้ ความดีงาม คุณธรรมเลิศเลอของตนเองยิ่งกว่าผู้ประกวดนางสาวไทย ต้องลดตัวออกมา ด่ารัฐบาลชุดนั้นกันราวกับว่าประเทศไทยเป็น Failed State

แต่ปัจจุบันนี้ มีปรากฏการณ์เช่นนั้นๆไหม

ประเทศไทย ในวันนี้ เป็น Failed State ไหม เมื่อเทียบกับรัฐบาลชุดที่ผ่านมา

ผมคิดว่าคุ้มค่ามากต่อการถอยหลังต่อโลกาภิวัฒน์ ถอยหลังจากเศรษฐกิจกลไกตลาดมาสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งรัฐบาลชุกรักษาการณ์ได้น้อมนำมาเป็นหลักในการบริหารประเทศกว่าหกเดือนที่ผ่านมา

เพราะปัญญาชนสาธารณะไทยที่เสียงดังทั้งรุ่นใกล้เข้าโลง หรือรุ่นแรกแย้ม ไม่เคยมีทางออกของประเทศไทยที่สามารถอยู่ระบบกับกลไกตลาดหรือระบบทุนนิยมโลกได้ดีกว่าการปฏิเสธมันเลย (นี่แหละคือเหตุผลที่สมศํกดิ์ เจียมฯ ไม่เข้าใจว่าทำไมปัญญาชนผู้สูงส่งทั้งหลาย ถึงสมาทานฉันทามติรัตนโกสินทร์ เพราะว่าทั้งสมศักดิ์และปัญญาชนสาธารณะไม่เคยเชื่อในหลักทุนนิยมและกลไกตลาด แต่ตัวเองฉลาดน้อยเกินกว่าจะหาทางออกใหม่ๆให้แก่ประเทศไทยได้หลังหลักเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสม์ล่มสลาย)

เมื่อปัญญาชนสาธารณะเหล่านั้น ผู้ซึ่งในอดีตสมาทานหลักคอมมิวนิสม์เพื่อปฏิเสธโลกทุนนิยม วันนี้ปัญญาชนดังกล่าวล้วนแต่สมาทานหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ซึ่งในโลกนี้มีแต่ประเทศไทยประเทศเดียวที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดหกเดือนและทำให้ประชาชนไทยมีความสุข มากมาย

และที่แหกปาก ด่ากันในบล็อกนี้ ทั้งเจ้าของบล็อกและผู้เข้าแสดงความคิดเห็น ผมไม่แน่ใจว่าพวกท่านเข้าใจอะไรกันผิดหรือไม่ ประเทศนี้มีความสุขมากและสุขมากไปกว่านี้เรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จาก ดัชนีมวลรวมความสุขประชาชาติเราเป็นลำดับสองของโลกรองจากภูฏาน(วัดและจัดอันดับโดยปริเยศ)แต่ภูฏานกำลังจะสูญเสียความเป็นประเทศ GNH อันดับหนึ่งของโลกเพราะกำลังให้มีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย เป็นโอกาสให้ประเทศไทยจะแซงเป็นอันดับหนึ่งของโลกในปีหน้าแน่นอน

12:51 ก่อนเที่ยง  
Blogger Crazycloud กล่าวว่า...

ขอตำหนิปริเยศอย่างแรงว่า ข้อวิจารณ์ของปริเยศ นั้นขาดความเข้าใจโดยสิ้นเชิง

ปริเยศไม่รู้หรือว่า ปัญญาชนแถวนี้ ไม่มีมุมมองในแง่โครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างทางสังคมที่อยุติธรรม

ปัญญาชนแถวนี้ ไม่มีมุมมองในเรื่องการสถาปนาตัวของระบบกฎหมาย ระบบอำนาจ ค่าเช่าในทางเศรษฐกิจ ในระบบทุนนิยม

ปัญญาชนแถวนี้ ไม่มีมุมมองในเรื่องการสิ้นสูญอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย แทบจะรอบด้าน ไม่เฉพาะแต่ในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น

ข้าพเจ้าขอตำหนิปริเยศ ว่า ปริเยศไม่รู้มุมมองของคนพวกนี้ได้อย่างไร

ในเมื่อข้าพเจ้าเองก็เคยต้องลงแรงทุ่มเถียงแบบอันธพาลให้เหนื่อย และ โง่ มาครั้งหนึ่งแล้ว

ท่านไม่เห็นความเจ็บปวดของข้าพเจ้า ต่อปัญญาชนสาธารณะเหล่านี้หรืออย่างไร ปริเยศ

8:32 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ปริเยศ กล่าวว่า...

น้อมรับคำวิจารณ์ของ ท่านเมฆาคลั่ง

10:29 ก่อนเที่ยง  
Anonymous บุญชิตฯ กล่าวว่า...

คำตอบของปริเยศในประเด็นเรื่องทุนนิยมนั้นค่อนข้างกระตุกใจคิดผมได้ดีในระดับหนึ่งเชียว, ผมซึ่งเคยประกาศว่า ปัญหาทักษิณไม่ใช่การจบที่การไล่ทักษิณ แต่ต้องเป็นการไล่ระบบทุนนิยมมัวเมาสุดโต่งต่างหาก

อาจจะนับรวมผมด้วยคนหนึ่งก็ได้ สำหรับ นิยามของปริเยศ “ปัญญาชนสาธารณะไทยที่เสียงดังทั้งรุ่นใกล้เข้าโลง (ผมเองก็ไม่รู้วันนี้พรุ่งนี้จะเข้าโลงไหม ความตายเป็นของไม่แน่นอน พระพุทธท่านว่าไว้) ที่ไม่เคยมีทางออกของประเทศไทยที่สามารถอยู่ระบบกับกลไกตลาดหรือระบบทุนนิยมโลกได้ดีกว่าการปฏิเสธมัน”

ปัญหาในตอนนี้คือ คนส่วนน้อยนักในสังคมที่จะตระหนักรู้ หรือเฉลียวใจว่า [b]“ข้าง” [/b] ที่[b]ตรงข้าม[/b]มกับทักษิณ [b] “ไม่ใช่” ฝ่ายที่ไม่เอากับทุนนิยม[/b] หรือในภาษาคอลัมนิสต์ผู้จัดการ เรียก “ศักดินาล้าหลัง” และฝ่ายทักษิณคือ “ทุนนิยมสามานย์”

ขอบอกว่าทุนนิยมที่ตรงข้ามทักษิณ เป็น “ทุนนิยม” เหมือนกัน และอาจจะ “สามานย์” ไม่แพ้กัน แต่ถ้าจะพูดแบบแบ่งข้างจริงๆ ทุนนิยมข้างตรงข้ามทักษิณ เป็น [b] “ทุนนิยมศักดินา” [/b] ฝ่ายทักษิณคือตัวแทนของ [b] “ทุนนิยมเจ๊ก” [/b]

เพื่อหลีกเลี่ยงข้อหา “ยูทูว์บ” จากพวกดูทีวีแล้วน้ำตาไหล ผมขอนิยามคำว่า “ศักดินา” ในความหมายเฉพาะตัวของผม (ที่อาจจะไม่ตรงกับประชาไทย หรือฟ้าเดียวกัน !) ว่า หมายถึง [b] “กลุ่มทุนที่เน้นการถือครองปัจจัยการผลิตเป็นเงินหรือที่ดิน หรือธุรกิจธนาคาร ธุรกิจโครงสร้างเก่า เป็นทุนที่สั่งสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เกินกว่าหกสิบถึงร้อยปีขึ้นไป” [/b] แน่นอนว่า [b] “ศักดินา” [/b] ของผมคือนายทุนผู้ดีเก่า ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มเจ้า ยังรวมถึงกลุ่มอำมาตย์ ขุนาง และตระกูลเก่าแก่ทั้งหลาย (แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวขบวนศักดินามักจะสืบเชื้อสายไปได้ถึงเจ้าเกือบทั้งนั้น) ผู้ร่ำรวยที่ดินและสินทรัพย์ แต่หน้าบางเกินกว่าที่จะจัดการบริหารหากำไรเอง การงอกเงยซึ่งทรัพย์สินของศักดินา คือการให้ “เจ๊ก” หาเงินให้ ตัวเองรับดอกเบี้ย ค่าเช่า หรือการปันผลในรูปของการสวามิภักดิ์ พินอบพิเทา การให้เกียรติ ให้สิทธิพิเศษต่างๆ

การทำงานแบบศักดินานั้นเน้นการสวามิภักดิ และการเชื่อถือในเชื้อสายและสี ดังที่หลายๆคนคงจะรู้ว่า ในหลายๆองค์กรที่เป็นองค์กรทุนศักดินา มีการคัดคนเข้าทำงานด้วย “นามสกุล” หรือ “สี” (ของมหาวิทยาลัยที่จบ) นั่นคือเส้นสายในระบบอุปถัมภ์ ดังที่หลายๆคนคงเคยฟังตลกเจ็บขององค์การปูนใหญ่ ว่า “ปูนดีสีอะไรอะไร – สีชมพู”

ในขณะที่ทุนนิยมเจ๊ก จะเติบโตจากการขออุปถัมภ์ ในแง่ของทุน ปัจจัยการผลิต และสัมปทาน หรืออำนาจรัฐจากฝ่ายศักดินา และตอบแทนด้วยรูปแบบที่กล่าวไปก่อนแล้ว

ทุนนิยมศักดินานี่แหละคือทุนนิยมแท้ๆ ทุนนิยมตั้งแต่โบราณแบบยุโรป คือถือครองปัจจัยการผลิตมหาศาลอันเป็นผลมาจากบรรพบุรุษและระบอบการปกครองเก่า แล้วนั่งกินนอนกินเก็บผลประโยชน์จากคนชั้นกลาง ชั้นแรงงาน และพ่อค้ากฎุมพี

ด้วยการถือครองปัจจัยการผลิตและการอยู่เฉยๆ และรอรับผลประโยชน์แบบสวามิภักดิ นี้เอง ทำให้ทุนนิยมศักดินาสมาทานกับ “เศรษฐกิจพอเพียง” ได้อย่างเต็มใจ เพราะเศรษฐกิจพอเพียงจะสอนให้คน “พอเพียง” ไม่พยายามเปลี่ยนชนชั้นฐานะ หรือเลื่อนฐานะโดยเร็ว เพราะเศรษฐกิจพอเพียงนั้นคนจะต้องบริหารปัจจัยเท่าที่ตัวเองมีอยู่เท่านั้น การขยับขยายอันเกินตัวเช่นการกู้เงินมาลงทุน เป็นเรื่อง “ไม่พอเพียง” แน่นอนว่าระบบเศรษฐกิจที่คนเราต้องจัดการกับปัจจัยเฉพาะที่ตนมีนี้ ทำให้คนที่ยิ่งมีมาก อำนาจในการจัดการอะไรก็สูง นอกจากนั้นคำอธิบายเชิงเศรษฐกิจพอเพียงก็ไม่ได้ให้คนกลุ่มนี้ต้องประหยัด หรือจำกัดจำเขี่ย ด้วย เพราะเศรษฐกิจพอเพียงเขาบอกว่า ของฟุ่มเฟือยก็ยังใช้ได้ ถ้ามีปัญญาจ่าย เช่น คนเงินเดือนหมื่น ควรใช้ของราคาพัน แต่คนเงินรายได้หลักล้าน สามารถใช้ของราคาแสนได้ ก็ยังถือว่าพอเพียง เรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียงสามารถอธิบายว่าทำไมท่านนั้น ท่านนี้ สามารถขับเฟอรารี่คันละหลายล้าน (แต่ซื้อมาแค่ห้าแสน-ฮา) ได้อย่างสวยหรู ดูมีหลักการ แถมไม่ขัดกันเอง

ส่วนใครที่มีปัจจัยจำกัด แต่ไอเดียหรือความรู้ไม่จำเขี่ย อาจจะเลื่อนชั้นทางสังคมได้ หรือผ่านการศึกษามา ระบบพอเพียงก็ไปตัดตอนด้วยระบบ “จงพอเพียง-อย่าก่อหนี้” ทำให้การเลื่อนชั้นทำได้ช้า ตัวอย่างเช่น ป้าแม้น ลุงจาก ขายกล้วยแขก มีสวนกล้วยหนึ่งขนัด มีลูกชาย กัดฟันส่งเสียจนจบมหาลัย พอดีเด็กมันรักดีเลยไปจบด้านวิทยาการแปรรูปอาหารจากต่างประเทศ จึงเกิดไอเดียว่าไอ้กล้วยที่พ่อแม่และคนในท้องถิ่น ปลูกอยู่เนี่ย น่าจะเอามาแปรรูปเป็นขนมของว่างส่งขายได้ แต่ไม่มีทุน ทำอย่างไร ถ้าเป็นยุคก่อน เขาก็อาจจะเอาที่ดินไปจำนองซื้อเครื่องจักรหรือลงทุน หรือถ้าเป็นยุค “ทักษิโณมิก” ก็อาจจะไปกู้กองทุนหมู่บ้าน โครงการโอทอป หรือธนาคารคนจน อะไรก็ว่าไป

แต่ยุคพอเพียง การกู้หนี้ไปเสี่ยงทำธุรกิจที่ไม่แน่นอน ขายไอเดียแบบนี้ เสี่ยงไป “ไม่พอเพียง”

ทางเลือกเดียวของพ่อหนุ่มพอเพียง คือไปเป็นลูกจ้างในระบบธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมให้แก่ทุนนิยมข้างใดข้างหนึ่ง (ไม่ทุนศักดินาก็ทุนเจ๊ก) ไว้แก่ๆแล้วถ้าเก็บเงินเก่งๆ (ด้วยการใช้ชีวิตพอเพียง) ค่อยลงทุนด้วยเงินสด เงินเก็บ นะลูกนะ

ยิ่งทุนนิยมศักดินาที่เน้นความพอเพียง ไปเจอไอ้แนวคิดเรื่อง GNH เทคโนโลยีของภูฏานเข้า ยิ่งสะแด่วแห้ว สามารถเอาไปแปะต่อกับความคิดพอเพียงได้ทันที ว่าพอเพียงแล้วคนไทยจะมีความสุขเหมือนคนภูฎาน (คนถูฎานที่คนไปเรียนต่อเมืองนอกได้ ต้องนามสกุลวังชุก และคนที่ต้องมีเที่ยวบินตรงมาเมืองไทยเพื่อให้คนกลุ่มบนๆทั้งหลายในสังคมมาคลอดบุตรหรือทำฟันน่ะนะ)

เศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นการพรีซระบบสังคมไว้เหมือนสมัยบ้านเมืองดี ใครมีเท่าไรใช้เท่านั้น ใครมีน้อยในชาตินี้ถือว่าไม่มีบุญญาธิการเอง ควรใช้ชีวิตพอเพียงต่อไป อย่าเหิมเกริม

อันที่จริง กรณีพิพาททักษิณ ที่เกิดขึ้น ก็เพราะทุนนิยมศักดินา “ไม่พอใจ” [b]ทุนเจ๊กแต่เหิมเกริม[/b] สร้างความนิยม และสร้างโอกาสให้กลุ่มรากหญ้า – กลุ่มคนที่ควรจะเป็นไปได้แค่ปัจจัยการผลิต กลุ่มคนที่ควรเป็นแค่ฝ่ายรอรับความกรุณาจากฝ่ายทุน และน่าจะพอใจในการเป็นปัจจัยการผลิตและผู้รับไปเช่นนั้นนี่นา

ก็ไม่แปลกใจเท่าไรที่ได้เห็นข่าว “ชมรมราชนิกูลหญิงชรา” (หรือที่ผมเรียกว่า “แก๊งยายแก่กู้ชาติ”) ตามล้างตามเช็ดทักษิณแบบเอาเป็นเอาตาย

[b]ก็ “เป็นเจ๊กไม่อยู่ส่วนเจ๊ก” นี่หว่า[/b]

ถ้าทักษิณรู้จักพอเพียง แต่รวยๆๆๆ จากสัมปทานและธุรกิจ แล้วจ่าย “ค่าเช่า” ปกติ ตามกำหนด พินอบพิเทา เหมือนเดิมๆ หรือหากมาเล่นการเมือง ก็รู้จักนิ้วก้อยหัวแม่มือ เท่านี้ก็เรียบร้อย

[b]สิ่งที่ผมกลัวไม่ใช่ทักษิณกลับมา หรือทุนศักดินาครองเมือง

แต่เป็นการที่ทักษิณเข้าไปสนธิกับทุนศักดินา แบบยอมสวามิภักดิสุดหัวใจต่างหาก[/b]

ปริเยศจินตนาการประเทศไทยในอนาคตไว้เลวร้ายแค่ไหน ผมคิดได้เลวร้ายกว่านั้นว่ะ

9:28 ก่อนเที่ยง  
Anonymous บุญชิตฯ กล่าวว่า...

สุดท้ายนี้ผมมีเรื่องอยากสารภาพบาปไว้ในบล็อกชาวบ้าน สองเรื่อง

เรื่องแรกคือ ผมเป็นคนที่ได้ประโยชน์จากระบบศักดินามาตั้งแต่กำเนิด ได้อภิสิทธิต่างๆ ในระบบราชการ ด้วยผมมีพร้อมทั้งสี ความรู้ ความคิดและชาติตระกูล หลายครั้งผมได้ในสิ่งที่ไม่สมควรได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นมากมาย แม้ไม่เคยไปร้องขอเอง แต่ก็เป็นการรับแบบตามน้ำ รับแบบไม่ยินร้ายหรือรู้สึกผิด

พูดตรงๆว่าผม “มาไกล” ขนาดนี้เพราะระบบอุปถัมภ์ที่ผมด่าไปยืดยาวในคำตอบที่แล้วนั่นเอง

เมื่อครั้งที่ฝ่ายทุนศักดินา น่าจะกำชัยชนะโดยสมบูรณ์หลังรัฐประหารบุปชาติ ผมเกิดความรู้สึกว่า “กูจะบ้าไปทำไมวะ? ในเมื่อคนที่เขาเสียเปรียบในระบบศักดินา เขายังไม่รู้สึกอะไร เขายังชอบและยินดีกับรูปแบบทางสังคมนี้ ในขณะที่กูนั้นได้เปรียบอยู่หลายประตู จะไปเดือดร้อนทำมะเขืออะไร สู้ทำตัวเป็นเด็กดี เรียบร้อย ไปสวามิภักดิกับเข้าบ้าง เพื่อประโยชน์ในภายหน้าดีไหม”

(ไอ้ที่ปากหมาที่แล้วๆมา ก็ป้ายขี้ว่าเพราะลมฟ้าอากาศในฝรั่งเศส ทำให้คิดอะไรเพี้ยนๆไปก็ได้ ตอนนี้บุญชิตฯ สำนึกผิดแล้ว กลับมาเป็นเด็กดีของทุกคนแล้ว – ขี้คร้านจะเป็นปากเสียงที่ดีให้ระบบแบบว่า ว่าเห็นไหม ขนาดคนที่เคยแรงขนาดนั้นเพราะหลงผผิด ยังใคร่ครวญแล้วกลับมาสวามิภักดิได้เลย)

นี่คือสิ่งที่ทำให้ผม “เงียบ” ในช่วงที่ผ่านมาเพราะคิดไม่ค่อยตกว่าจะอาไงกับชีวิตดี ไม่ใช่เพราะทักษิณพ้นอำนาจแล้วเหม็นเบื่อการเมือง คิดอะไรไม่ออกแต่อย่างใด

ระหว่างคิดไม่ออก ผมทำกับข้าวดีกว่า วะฮะฮะ

เรื่องที่สองคือ ถ้าให้เลือกระหว่าง ทุนนิยมสามานย์ แบบทักษิณ กับทุนนิยมแช่แข็ง แบบศักดินา

ถ้ามีเฉพาะสองทางเลือกนี้ ผมขอเลือกทุนนิยมที่มีทางให้คนได้ลืมหน้าอ้าปากได้ แบบทุนนิยมสามานย์ทักษิณดีกว่า

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเลือกข้าง ยอมรับเลยว่าสมัยก่อนอายๆ ถ้าต้องบอกใครว่า ชอบแบบทักษิณมากกว่า แต่ตอนหลังเห็นคนที่หนุนให้รัฐประหาร คนที่ไปรับใช้เผด็จการแล้วอ้างความถูกต้อง คนที่เกลียดทักษิณแล้วอ้างหลักการทนไม่ได้อย่างโง้นอย่างงี้ ถึงเวลาทักษิณลงไปก็เงียบเป็นเป่าสาก ฯลฯ

เขายังไม่อายกันเลย

ผมก็เลิกอายมั่งก็ได้

9:30 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ginola กล่าวว่า...

ผมคิดว่า การวิพากษ์วิจารณ์และกระแสเรียกร้องในประเด็นต่างๆใน รธน. เป็นสิ่งที่ คมช. ต้องการให้เกิดขึ้น เป็นแผนการอันแยบยลของ คมช. ที่ไม่ต้องการให้ รธน. ผ่านโดยเร็ว

ผมคิดว่า ในใจของ คมช. หาได้คิดเหมือนที่ปากพูดออกมาว่า "ไม่มีปัญหาที่จะใส่พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" ไม่

ผมว่า ในใจของคมช. จริงๆแล้วไม่ต้องการให้ รธน. ผ่านอยู่แล้ว แต่ต้องการยื้อเวลาเลือกตั้งออกไป ผมว่าเค้าวางแผนเอาไว้แล้วนะ ว่าต้องการให้มีประเด็นถกเถียงเรื่อง รธน. เยอะๆ จะได้มีเวลาเตรียมตัว "วางตัว" พรรคพวกตนในการเลือกตั้ง และมีเวลาจัดการเล่นงานพวกกลุ่มอำนาจเก่า

สรุปแล้ว ผมว่า คมช.กำลังเล่นละครหลอกตาคนไทย โดยทำท่าทีเหมือนจะต้องการให้ร่าง รธน. ผ่านโดยเร็ว ทำท่าเหมือนอยากจะให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่ในใจต้องการยื้อเวลาออกไป เพื่อ ensure ผลการเลือกตั้งครั้งหน้าให้สมดั่งใจหวัง

ไม่แน่ใจว่าผมคิดงี้ถูกรึป่าว แต่ก็จะรอดู

2:02 หลังเที่ยง  
Anonymous จ่าจู๊ด กล่าวว่า...

ขออย่าให้เป็นจริงเลยคร๊าบบบท่าน ginola แค่นี้ก็จะตายอยู่แล้ว

5:09 ก่อนเที่ยง  
Blogger Crazycloud กล่าวว่า...

ชนบท คือ เมืองขึ้น ของเมือง

เมือง คือ เมืองขึ้น ของเมืองหลวง

เมืองหลวง คือ เมืองขึ้น ของเมืองแม่ ฮา ฮา

อาชีพสงวนของคนไทย

๑.นวดฝ่าเท้า

๒.นวดหน้า (ด้วยฝ่ามือ)

๓.นวดกษัย ฮา ฮา

๔.กัลบก (ช่างตัด ดัดจริต ผม)

๕.หมอ (นวด เนิบ นาบ !)

๖.ช่างก่ออิฐ

และอื่นๆ

ทั้งหมดรับวุฒิการศึกษาขั้นต่ำปริญญาตรี ไม่สังกัดโรงงาน หรือ หลักล่ามควาย ฮา ฮา

.......
ประเทศไทย เสียม สยาม เซนเตอร์พอยท์

หรือ

มลรัฐเสียมโดนัล ของ ยูเอส

จังหวัดเสียมกุโอกะ ของ เจแปน

เขตเสียมหลุง ของสิงคโปร์

เขตเศรษฐกิจพิเศษ ใส่ไข่สองใบ เสียมก๊ก ของจีน

รัฐนิวเซาท์เสียม ของ วัลเลอบี้ ออสเตรเลีย

จังหวัดเสียมมองดูวัวบนระเบียง ของฝรั่งเศส

รัฐเสียมไชส์เซ่อ ของเยอรมัน

รัฐธรรมนวย ของเสียม สยาม ไทย ประชาธิปไตยอันน่าสังเวช กลายเป็นบทสวดอ้อนวอนพระเจ้าของเหล่าปัญญาชนชาติเสียม

รัฐธรรมนูญแห่งอาณานิคมเสียม ปี พ.ศ.๒๕๕๐-๕๒

การสถาปนาหลักลอยน้ำบูดเน่า ของ อาณานิคมทางปัญญา โดยแท้จริง

เมฆาประหลาดคน จากมณฑลชนบท (ล่างสุดใต้โถชักโครก และท่อน้ำทิ้ง)

ฮา ฮา

1:12 หลังเที่ยง  
Blogger Tier Etat กล่าวว่า...

หากมีการเรียกร้องให้ "องค์จตุค...ม " ให้เป็นเทพประจำชาติ คงจะสนุกพิลึก

คมช. คงได้ใจ ฮาฮา ๆ

4:34 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ปริเยศ กล่าวว่า...

http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/1780

ผมอ่าน Link ของบนแล้ว ผมยอมรับเลยว่านี่เป็นร่างรัฐธรรมนูญแห่งการสมานฉันท์ของคนในชาติจริงๆ

อยากให้ วิษณุ บวรศักดิ์ มีชัย วิชา จรัญ สมคิด มาอ่านเหลือเกิน

555

3:50 หลังเที่ยง  
Blogger sexy กล่าวว่า...

情趣用品,情趣用品,情趣用品,情趣用品,情趣用品,情趣用品,情趣,情趣,情趣,情趣,情趣,情趣,情趣用品,情趣用品,情趣,情趣,A片,A片,情色,A片,A片,情色,A片,A片,情趣用品,A片,情趣用品,A片,情趣用品,a片,情趣用品,A片,A片

A片,A片,AV女優,色情,成人,做愛,情色,AIO,視訊聊天室,SEX,聊天室,自拍,AV,情色,成人,情色,aio,sex,成人,情色

免費A片,美女視訊,情色交友,免費AV,色情網站,辣妹視訊,美女交友,色情影片,成人影片,成人網站,H漫,18成人,成人圖片,成人漫畫,情色網,日本A片,免費A片下載,性愛

情色文學,色情A片,A片下載,色情遊戲,色情影片,色情聊天室,情色電影,免費視訊,免費視訊聊天,免費視訊聊天室,一葉情貼圖片區,情色視訊,免費成人影片,視訊交友,視訊聊天,言情小說,愛情小說,AV片,A漫,AVDVD,情色論壇,視訊美女,AV成人網,成人交友,成人電影,成人貼圖,成人小說,成人文章,成人圖片區,成人遊戲,愛情公寓,情色貼圖,色情小說,情色小說,成人論壇


成人電影,微風成人,嘟嘟成人網,成人,成人貼圖,成人交友,成人圖片,18成人,成人小說,成人圖片區,成人文章,成人影城,愛情公寓,情色,情色貼圖,色情聊天室,情色視訊

A片,A片,A片下載,做愛,成人電影,.18成人,日本A片,情色小說,情色電影,成人影城,自拍,情色論壇,成人論壇,情色貼圖,情色,免費A片,成人,成人網站,成人圖片,AV女優,成人光碟,色情,色情影片,免費A片下載,SEX,AV,色情網站,本土自拍,性愛,成人影片,情色文學,成人文章,成人圖片區,成人貼圖

8:14 ก่อนเที่ยง  

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก