วันอังคาร, เมษายน 10, 2550

เด็กคนหนึ่ง

กลางดึกวันหนึ่ง ผมนอนไม่หลับ เข้าไปท่องโลกไซเบอร์ พบสเปซเอ็มเอสเอ็นของเด็กคนหนึ่งโดยบังเอิญ เขานำงานของผมหลายๆชิ้นไปแปะไว้ รวมทั้งงานกฎหมายและการเมืองของคนอื่นๆ เช่น งานของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นอาทิ

ผมได้รู้จากสเปซของเขาอีกว่า เขาเป็นเด็กนักเรียนอัสสัมชัญ เหมือนกับผม

เลขประจำตัวเขา คือ ๔๐๐๐๐ ของผม คือ ๓๓๒๒๙ เขาเข้าประถม ๑ อัสสัมชัญ หลังผม ๑๐ ปี

ผมได้รู้ต่อไปอีกว่า เขามุ่งมาดปรารถนาจะเข้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวันนี้ เขาก็ทำได้สำเร็จ นั่นเท่ากับว่า เขาจะเข้าปี ๑ นิติศาสตร์ มธ. หลังผม ๑๐ ปี

เขาแสดงความมุ่งมั่นของเขาในสเปซ เขาสนใจกฎหมายมหาชน การเมือง และหวังจะไปศึกษากฎหมายต่อที่ฝรั่งเศสหรือเยอรมนี

ผมย้อนไปดูบันทึกเก่าๆของเขาในสเปซ พบว่าแรกเริ่มเดิมที เนื้อหาไม่ได้เกี่ยวข้องกับกฎหมายและการเมืองเท่าไรนัก จนกระทั่งเกิดขบวนการต่อต้านทักษิณ ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐประหาร ๑๙ กันยา เขาก็เริ่มโพสเนื้อหาที่เกี่ยวกับกฎหมายและการเมืองมากขึ้น ประกอบกับอยู่ในช่วงที่เขาเตรียมตัวอย่างเข้มข้นเพื่อสอบเข้านิติ มธ. เขาจึงสนใจงานทางนี้

จะว่าไปรัฐประหาร ๑๙ กันยา อาจมีผลพลอยได้ที่เป็นข้อดีอยู่ คือ นอกจากกระชากหน้ากากคนบางคน บางกลุ่ม ยังส่งผลกระตุ้นจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนอีกด้วย

ผมอ่านไปเรื่อยๆจนพบว่า เขาเป็นลูกชายของมาสเตอร์ที่เคยสอนคณิตศาสตร์ผม ตอนผมอยู่มัธยม ๒

มาสเตอร์คนนี้ ยังเคยร่วมวงเตะตะกร้อ เป็นคนทำหน้าที่ตรวจทรงผมหัวเกรียนของนักเรียน เคยตีพวกผมที่ชอบเตะบอลพลาสติกหลังตึกเรียน พวกเราตั้งฉายาล้อเลียนมาสเตอร์คนนี้ว่า “บวดหาย”

ผมดีใจที่เด็กคนนี้มีความตั้งใจอยากเรียนกฎหมาย มีความสนใจการเมือง มีจิตสำนึกทางการเมือง ซึ่งวันข้างหน้า ประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาพร้อมกับตัวเลขในอายุของเขา จะยิ่งสร้างความเห็นทางการเมืองของเขาให้แข็งแกร่ง แหลมคม และรัดกุม

ผมดีใจที่ลูกชายของมาสเตอร์ที่เคยสอนผม ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนคณะเดียวกับผม และเป็นไปได้ที่ผมจะมีโอกาสกลับไปสอนเขา

ผมดีใจที่เด็กคนนี้ ไม่ชอบอำนาจนิยม ดังจะเห็นได้จาก เขาระบายความรู้สึกเรื่องเล็กๆตั้งแต่ระเบียบงี่เง่าในโรงเรียน หรือการฝึก ร.ด. จนถึงเรื่องระดับชาติอย่าง รัฐประหาร ๑๙ กันยา

การเข้าเรียนกฎหมายในมหาวิทยาลัยเป็นความสำเร็จเบื้องต้น แต่หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ผมหวังว่าเขาจะเรียนกฎหมายอย่างสนุก ติดตามการเมืองอย่างมีเหตุมีผล บ่มเพาะความรู้ให้เชี่ยวชาญ ถ้าเขาไม่ละทิ้งความฝัน ไม่หลงระเริงกับความสำเร็จในครั้งนี้ เขาจะไปถึงทางที่เขาตั้งใจ

4 ความคิดเห็น:

Anonymous หมีpooh! กล่าวว่า...

ผมเองก็เคยเป็นอย่างเด็กคนนั้น เมื่อราว 25 ปีก่อน...

อยากเล่าให้ฟังบ้างครับ

พ่อผม จบรัฐศาสตร์ สถาบันเดียวกับ คุณนิติรัฐ นี่แหละ
แล้วก็ถูกผู้ใหญ่ ที่คุณพ่อท่านเคารพ ดึงตัวให้มาสอนในมหาลัยเกิดใหม่ (ในตอนนั้น เพราะตอนนี้ เก่าแล้ว) แห่งหนึ่ง

ผมก็เลย โตมาท่ามกลางหนังสือหนังหา และเอกสาร การเมืองไทย
โดยเฉพาะเอกสาร ข่าวตัด นสพ./นิตยสาร พวก สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ / อาทิตย์ / รัฏฐาธิปัตย์ / และ เทศาภิบาล มาโดยตลอด

อ่านรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ตามวัย

ยิ่งข่าวตัดจาก นสพ. ยุค ตุลา ทั้ง 2 ครั้ง
ผมสะเทือนใจมาก
เพราะ แม้ 14 ตุลา นี่ ผมยังไม่รู้ความ

แต่ 6 ตุลานี่ ผมพอเข้าใจอะไรได้บ้างแล้ว..

จากนั้น ก็ผ่าน ยุคต่างๆที่ชัดแจ้ง

ทั้ง พล.อ เกรียงศักดิ์ - พล.อ.เปรม - พล.อ.ชาติชาย - นายอานันท์ - พล.อ.สุจินดา - นายอานันท์ - บรรหาร - นายชวน - พล.อ.ชวลิต - นายชวน และ พ.ต.ท.ทักษิณ

ผ่าน ยุคครึ่งใบ และ ยังเติร์ก
ผ่านยุค มนูญ บ้าปฏิวัติ
ผ่านน้าชาติ ยุค เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า และ ทุกอย่าง "ไม่มีปัญหา"
ผ่าน ยุค (ดร.)เฉลิม

ผ่าน รสช.
ผ่าน พฤษภาทมิฬ

และ จนปัจจุบัน ที่แม้ไม่ได้ร่ำเรียนในสาขาสังคมศาสตร์ แต่ก็ยังสนใจในเรื่องเหล่านี้ ตามประสาคน งูๆปลาๆ อยู่


ก็พบ อย่างที่หลายๆคนพบว่า
ท้ายที่สุด การเมืองไทย และประเทศไทย ก็กลับมาใหม่ ที่จุดในยุค 25-30 ปีก่อน...

ที่หวาดกลัว สำหรับผมยิ่งก็คือ

อย่าให้ มัน วน กลับไปเหมือนยุคประเทศไทยปี 2518-2519 เลย
ที่มีการปลุกม๊อบต่างๆ มาห้ำหั่นกัน

ยุคที่เพลง
หนักแผ่นดิน / เราสู้ / สยามมานุสติ / และเพลง "เปรี้ยงๆ ดังเสียงฟ้าฟาด" กระหึ่มในวิทยุทหาร และยานเกราะ

แบ่งคนตามแนวคิด โดยไม่ยอมฟังกันเลย...


คนแบบผม แม้จะยังไม่แก่นัก
แต่ ไม่อยากจะเห็น "ดัสกร กระเด็นไกล" แบบในอดีตอีกแล้วนะครับ



ปล.
ผมชอบข้อเขียน "เสรีภาพในความรัก" มากมายนะครับ.. เขียนได้ดีจริง

5:56 ก่อนเที่ยง  
Blogger Crazycloud กล่าวว่า...

ผมเกิดมาท่ามกลางขี้โคลนของนาไร่

ผมเกิดมาท่ามกลางเหงื่อไคลของชาวนา

ผมเรียนหนังสือด้วยเงินภาษีของประชาชน และเงินจากค่าขายข้าวอันน้อยนิด ที่ส่วนเกินถูกระบบเมืองขูดรีดเอาไปกิน ด้วยระบบพรีเมี่ยมข้าว

บ้านผมเต็มไปด้วยหนังสือคู่สร้าง คู่สม ของแม่
และหนังสือพระเครื่องของพ่อ

ขี้โคลน เหงื่อไคล และข้าวเปลือก
คงไม่งามนัก หากเทียบกับความศิวิไลซ์ของปัญญาชนเมืองหลวง ผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่

บรรดาตำรา และหนังสือทั้งหลาย สอนผมได้แต่เพียงคำตอบของอดีต ที่อาจไม่มีความหมายอะไร

ในเมื่อ ขี้โคลน ยังเต็มหน้าแข้ง คนไทย

ในเมื่อ เหงื่อไคล ยังชุ่มหลัง

ในเมื่อ ราคาข้าว ยังถูกระบบเมืองขูดรีดอยู่เช่นนี้

อย่างน้อยที่สุดข้าพเจ้าคิดว่า ทุกถนนหนทาง ค่าเล่าเรียน หรือเงินเดือนของบรรดาปัญญาชนทั้งหลาย แม้ว่าจะมีกลิ่นหอมของแบงค์ใหม่ หรือสลิปบัตรเครดิต

หากท่านดมดู ก็อาจได้กลิ่นจางๆ ของรวงข้าว เหงื่อไคล และไอดิน

นั่นเป็น ตำรา และ ภาษา ที่ไร้อักษร หรือเชิงอรรถ

แล้วอุดมการณ์สันขวาน จะมีความหมายอะไร

ด้วยความจริงใจ

11:43 ก่อนเที่ยง  
Anonymous หมีpooh! กล่าวว่า...

เห็นด้วยครับว่า

อุดมการณ์สันขวาน คงไม่มีความหมายอะไรดอกครับ คุณ crazycloud

ตราบใดที่ ผู้คน ยังไม่มีจะกิน
เหมือนที่ประเทศไทยเป็นอยู่ในปัจจุบัน

เพราะ อุดมการณ์นั้น
มันกินไม่ได้
ชาวบ้านกินอุดมการณ์ไม่ได้
(ไม่เหมือน รธน. ฉบับ 2550 ที่ คนที่ร่างและคนที่สนับสนุน เขาว่ากันว่า มัน "กินได้")


แล้ว...
ไม่รู้ว่า
คุณธรรม หรือ จริยธรรม นั้น มันจะมีความหมายอะไรด้วยหรือไม่ครับ

เพราะ
เมื่อมี หรือ ไม่มี
ชาวบ้าน ก็ไม่มีอะไรที่ดีขึ้นกับปากท้องของเขาเลย

อ้อ
ผมอาจจะพลาดไป

จริงๆ อาจมีอะไรดีขึ้นในจิตใจ ก็ได้ครับ
แถม ยังชีวิตดีขึ้น

แบบพอเพียงอีกต่างหาก


สุขสันต์ปีใหม่ไทยครับ

9:54 ก่อนเที่ยง  
Blogger POL_US: Jurisprudence กล่าวว่า...

Happy Thai New Year Krub!

8:57 ก่อนเที่ยง  

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก