วันศุกร์, ตุลาคม 06, 2549

๓๐ ปี ๖ ตุลา

"ยามเมื่อฟ้าสี "เหลือง" ผ่องอำไพ ผู้มีบารมียังเป็นใหญ่ในแผ่นดิน"

๓๐ ปี ๖ ตุลา มาพร้อมๆกับบรยากาศ ๒ บรรยากาศ หนึ่ง รัฐประหาร ๑๙ กันยา ฝุ่นควันยังไม่จาง สอง เกิดความขัดแย้งทางความคิดอย่างหนักในหมู่ผู้มีปัญญา

ในสภาวะเช่นนี้ เชิญชวนไปอ่าน "สัมภาษณ์พิเศษ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ตอนที่ 1 : 30 ปี 6 ตุลา ประชาธิปไตยแพ้แล้ว?"

ผมเห็นด้วยหลายตอน เช่น

"ในเหตุการณ์ 6 ตุลา มีการอ้างเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็จริง แต่ไม่ได้เป็นการอ้างลักษณะเดียวกับครั้งนี้ เหตุการณ์ 6 ตุลา เริ่มต้นจากการเผยแพร่ภาพและปล่อยข่าวเพื่อปลุกระดมมวลชนว่า ขบวนการนักศึกษาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ภาพของสถาบันฯ ในความรู้สึกของประชาชนในขณะนั้น จึงเป็นฝ่ายตั้งรับ ขณะที่นักศึกษาเป็นฝ่ายคุกคาม ตรงกันข้ามกับรัฐประหารครั้งนี้ที่มีการอ้างอิงและใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ในลักษณะเชิงรุก ที่ท้ายที่สุดแล้วเอื้อต่อชัยชนะของฝ่ายรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง "

"หลังจากการรัฐประหารเกิดขึ้น ปัญญาชนจำนวนมากพยายามสร้างคำอธิบายให้รัฐประหารชอบธรรม บ้างก็บอกว่ารัฐประหารครั้งนี้จำเป็น เพราะสังคมไทยไม่มีทางออกอื่น บ้างก็บอกว่าไม่ควรคัดค้านที่ทหารฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะคุณทักษิณเองฉีกรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้ว บ้างก็บอกว่า นี่เป็นการรัฐประหารที่สันติ ไม่มีการนองเลือด หรือบางคนก็บอกว่าไหนๆ รัฐประหารก็เกิดขึ้นแล้ว เรามาช่วยกันทำให้รัฐประหารครั้งนี้เป็นรัฐประหารที่ดี เรื่องที่น่าเศร้าใจก็คือ ปัญญาชนเหล่านี้ทำลายหลักการร่วมข้อหนึ่งที่เป็น ‘แกนกลางทางความคิด’ ของปัญญาชนแทบทุกฝ่ายในสังคมไทยในช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 นั่นก็คือ หลักการที่ไม่ยอมรับการปฏิวัติรัฐประหารทุกชนิด แต่ในปี 2549 ปัญญาชนทำให้การรัฐประหารเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ น่าภาคภูมิใจ ซ้ำปัญญาชนหลายคนยังทำตัวเป็นกระบอกเสียงให้กับการปกครองของทหารเสียยิ่งกว่าตัวทหารเอง"

"ปัญหาที่สำคัญคือสังคมทุกวันนี้เป็นสังคมสมัยใหม่ เป็นสังคมอุตสาหกรรมที่คนแต่ละฝ่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อนและขัดแย้งกันอย่างสลับซับซ้อน เราจะบอกได้จริงๆ หรือว่าใครมีศีลธรรมกว่าใคร นี่ไม่ได้กำลังบอกว่าคนเราไม่ควรมีศีลธรรม แต่ประเด็นที่ต้องการพูดก็คือในโลกสมัยนี้ ผู้นำที่มีศีลธรรมอาจเป็นแค่ผู้นำที่ประสบความสำเร็จในการใช้สื่อเพื่อ ‘ผูกขาด’ ภาพความมีศีลธรรมไว้ที่ตัวเองอย่างถึงที่สุดก็ได้ อย่าลืมว่าในสังคมไทยนั้น ชนชั้นนำกลุ่มเดียวที่เราจะชี้หน้าด่าอย่างเปิดเผยได้ว่าเป็นคนเลว ไม่มีศีลธรรม คอรัปชั่น โง่ หาประโยชน์ให้พวกพ้อง ฯลฯ ก็คือชนชั้นนำที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากพรรคการเมือง และรัฐสภา แต่เราทำอย่างนี้ไม่ได้แน่ๆ กับชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง กับชนชั้นนำที่มาจากกองทัพ จากศาล หรือจากระบบราชการ"

"คนเหล่านี้เติบโตขึ้นมากับสภาพแวดล้อมทางการเมืองแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นก็คือการเกิดกระแส ‘การเมืองภาคประชาชน’ ที่ทำให้ความเป็น ‘ภาคประชาชน’ กลายเป็นต้นทุนทางการเมืองได้ เพราะ ‘ภาคประชาชน’ ตามนัยนี้วิพากษ์วิจารณ์ความชอบธรรมของสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จึงสอดคล้องกับการเมืองแบบที่อยู่ใต้การครอบงำของอุดมการณ์ธรรมราชา ประเด็นนี้สำคัญ เพราะชนชั้นนำและทุกคนในประเทศไทยนั้นรู้ว่า ‘ภาคประชาชน’ ไม่ได้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของการรวมกลุ่มในหมู่ประชาชนอย่างเหนียวแน่นและกว้างขวาง ในทางตรงกันข้าม ‘ภาคประชาชน’ เกิดขึ้นเมื่อผู้นำองค์กรพัฒนาเอกชนบางกลุ่มมีผลงานปรากฎในที่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง พูดในเรื่องที่สังคมปัจจุบันต้องการ และแสดงบทบาทเฉพาะในขอบเขตที่การเมืองแบบ ‘ธรรมราชา’ กำหนด หากไม่ระมัดระวังให้ดี การเมืองแบบภาคประชาชนอาจมีฐานะเป็นเพียงส่วนขยายของการต่อสู้ทางการเมืองในหมู่ชนชั้นสูงก็เป็นได้ ส่วนผู้นำภาคประชาชนก็อาจมีสถานภาพเป็นแค่ผงซักฟอกให้ผู้มีอำนาจอ้างได้ว่าพวกเขาฟังเสียงประชาชน"

อ่านฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ประชาไท

4 ความคิดเห็น:

Anonymous ศรัทธา กล่าวว่า...

ยังยอดเยี่ยมเหมือนเดิมนะครับ

1:02 หลังเที่ยง  
Blogger Soulseeker กล่าวว่า...

ผมผ่านโลกใบแคบๆของผมมา23ปี ผมเห็นและคิดว่าถูกต้องในตรรกะหรือความคิดของประชาธิิปไตย

แต่ผมเริ่มหมดหวังกับการช่วงใช้ประชาธิปไตยของผู้คนเพื่อสนองรับการความอยากมีอยากได้ภายในตน

ผมเห็นค่อนข้างชัดเจนว่ามนุษย์ยุคปัจจุบันไม่สามารถมองแต่เพียงที่ระบอบใดระบอบหนึ่งเพียงอย่างเดียวที่จะแก้ปัญหาหรือทำให้เกิด ฟ้าสีทองผ่องอำไพ

เพราะถึงแม้ประชาชน หรือคณะบุคคลอัปรีย์สามานย์ ผู้ใด หรือชาติใด สังกัดเผ่าพันธุ์ ไหน หาก"เป็นใหญ่" มิได้ทำให้เปล่

1:33 หลังเที่ยง  
Blogger Oakyman กล่าวว่า...

รบกวนหา link ให้ด้วยได้รึไม่ครับ

8:31 หลังเที่ยง  
Anonymous caravagieo กล่าวว่า...

ไปดูที่นี่ได้เลยครับ

ตอนแรก 30 ปี 6 ตุลา ประชาธิปไตยแพ้แล้ว?
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=5297&SystemModuleKey=HilightNews&SystemLanguage=Thai

ตอนสอง ประชาชนต้องต่อต้านรัฐประหาร ไม่ใช่ทำตัวเป็นขอทานจากระบอบเผด็จการ

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=5388&SystemModuleKey=HilightNews&SystemLanguage=Thai

7:22 ก่อนเที่ยง  

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก