วันอังคาร, เมษายน 04, 2549

นายกฯพระราชทานเชิงปฏิเสธ

สองทุ่มครึ่ง วันนี้ ทักษิณแถลงไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เรียกเสียงเฮกันถ้วนหน้า

แต่ภายใต้เสียงเฮนั้น ผมมีข้อสงสัยอยู่

ตอนกลางวัน ก่อนไปเข้าเฝ้าฯ ทักษิณยังคึกอยู่เลย

เมื่อคืน ออกกรองสถานการณ์ ก็อ้าง ๑๖ ล้านเสียง

ไฉนหลังเข้าเฝ้าฯ จึงเปลี่ยนมาเป็น “คนหน้าซีด” แถลงด้วยความเศร้าได้

งานนี้อาจไม่มีนายกฯพระราชทาน

งานนี้อาจไม่มีมาตรา ๗

แต่มี “นายกฯพระราชทานเชิงปฏิเสธ”

ไม่ใช่พระราชทานนายกฯ แต่พระราชทานไม่ให้เป็นนายกฯ

อาจจะจริงอย่างที่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเสนอไว้ว่า คนที่ไม่เอาทักษิณ และไม่เอานายกฯพระราชทาน แต่ก็ไม่มี candidate

เอาเข้าจริงก็เป็นการบีบทางให้เหลือแค่นายกฯพระราชทาน

บางคนไม่เอาทักษิณ ตะโกน “ท้ากกกกก ษิณ ออกไป” แต่ครั้นจะเสนอแนวทางการแก้ปัญหาแบบ “ไทย” ด้วยนายกฯพระราชทาน ก็เกรงว่าจะเสีย “ลุค” ของคนมีการศึกษาไป

ผมว่าปัญหาทั้งหมด มันติดอยู่ที่ว่า เราไปตั้งธงไว้ก่อนแล้วว่า “ท้ากกกกก ษิณ ออกไป” แล้วก็รู้ว่าไม่มีทางเอาออกได้ด้วยการเลือกตั้ง เพราะเลือกอีกกี่ครั้ง ไทยรักไทยก็นอนมา อย่างไรภาคอีสานกับภาคเหนือ ทรท ก็กวาดเกือบหมด

เลยไม่รู้จะเอาออกกันยังไง

มันก็เลยเกิดความคิดแบบสะเปะสะปะ แบบตรรกะไม่สอดคล้องกัน แต่ว่าเป้าหมายตรงกัน คือ “ท้ากกกกก ษิณ ออกไป”

เฮ้อ อีกกี่ปีหนอเราจะไม่ต้องพึ่ง “ฟ้าประทาน” ได้จริงๆ

งานนี้สงสัยจะมีเสียงกระซิบ

เสียงกระซิบเสียงเดียวที่ทักษิณบอกว่าทำให้เขาออกได้

29 ความคิดเห็น:

Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สุดท้ายก็ได้แค่นี้?

มองในแง่ร้ายนะครับ
การเมืองภาคประชาชนแทบไม่ได้อะไรที่เป็นคุณ จากการเคลื่อนไหวคราวนี้เลย(อาจแย่ลงด้วยซ้ำ)
เหล่าฝูงชนผู้รักชาติก็จะกลับไปสู่ที่ตั้งเดิม ปัญหาใหญ่ๆของประชาชน,คนชายขอบ ก็จะยังไม่ได้รับการเหลียวแล(ในม๊อบพันธมิตรแทบไม่เคยเอ่ยถึง)

คนที่ฝันเห็นพัฒนาการของการเมืองภาคประชาชน สุดท้ายก็เป็นแค่ฝันกลางแดด?
นิทานสิ้นชาติทั้งหลายที่ยกมาเพื่อวาดภาพให้คนกลัว (อย่างเรื่องอาร์เจนตินา) ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ยังจะมีคนเหลียวแลหรือไม่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนอย่างเอฟทีเอนะครับ

ว้าเหว่จริงๆ

6:31 หลังเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อ้อ! เรื่อง'ฟ้าประทาน'เนี่ย พอจะพูดได้มั๊ยครับว่า เขามองออก และ'เล่น'เป็น เราเลยไม่มีนายกพระราชทาน

ส่วนเรื่องวันที่เราไม่เรียกหาอำนาจพิเศษแบบนี้เนี่ย ผมว่าคงอีกนานแสนนานเลยล่ะ

ก็ขนาดลุงทิบอกว่านายกจ้างคนบ้าไปทุบพระพรหม ยังมีคนเชื่อลง แถมหาเหตุผลมาอธิบายเป็นตุเป็นตะเชียว

6:43 หลังเที่ยง  
Anonymous BioLawCom กล่าวว่า...

อืม...แล้วตกลงว่า จะเอายังไงล่ะครับ ?

อยู่ก็ไม่เวิร์ค ออกก็ไม่ดี เว้นวรรคก็ไม่แจ่ม ให้ออกเองเขาก็ไม่ออก มีคนบอกให้ออก ก็ไม่น่ายอมรับอีก..

ผมว่า ทำไปทำมา จุดนี้อาจเป็นการพบกันครึ่งทาง ที่สุดแล้ว กระมัง เพราะสั่งให้ใครลงมาตรง ๆ อันนั้นไม่ดีแน่ ไม่ดีต่อทุกฝ่าย จริง ๆ ผู้มีอำนาจนั้น อาจหาโอกาส และวิธีการเหมาะ ๆ อยู่เหมือนกัน ที่จะทำให้เรื่องวุ่น ๆ มันจบ... ผมว่านี่ก็ดูเหมือนจะสวยที่สุดแล้ว เบาะ ๆ นิ่ม ๆ ไม่กระทบอะไรมาก...จากนี้ก็จับตาให้นายก ฯ คนใหม่มาจากวิถีประชาธิปไตย ปฏิรูปการเมืองกันต่อ

แหม ทำอะไรก็ไม่ได้ ไม่ทำก็ไม่ได้..ประชาชนมีหลายกลุ่ม ความต้องการก็หลากหลาย...ควรหรือ ที่จะไม่ช่วยกันหาทางออกเลย...แม้ไม่ทำในฐานะ
ผู้มีอำนาจ แต่ถ้าจะมองว่าเขาคนนั้นทำในฐานะคนไทย
คนหนึ่งจะได้บ้างไหมล่ะครับ เขาไม่มีสิทธิช่วยคิด แก้ปัญหาความวุ่นวายบ้างเลยหรือ ?

บอกว่าการเมืองภาคประชาชนไม่ได้อะไรเลย ชิงคิด หรือ มองโลกในแง่ร้ายไปจริง ๆ หรือเปล่า ?

ถ้าคิดสักนิด ให้เครดิต กับมิติใหม่ที่ได้จากการ ใช้สิทธิประท้วง แบบไม่เสียเลือดเสียเนื้อ ประชาชนจำนวนหนึ่งได้เรียนรู้การเมืองจริง ๆ จากกิจกรรมการประท้วงในรูปแบบที่หลากหลาย ในช่วงที่ผ่านมา นักเรียน นักศึกษา ตื่นตัว สนใจการบ้านการเมือง ความเป็นอิสระของสื่อได้รับความสนใจ และให้ความสำคัญมากขึ้น ฯลฯ ก็น่าจะยิ้มออกมั้งครับ หรือจะชิง สรุปกันว่า..ที่ผ่านมานี่..ภาคสังคม และประชาชน ไม่ได้อะไรเลย ? จริงเหรอครับ ?

ประเด็นปัญหาของประชาชน คนชายขอบ และอื่น ๆ ที่ดูเหมือนยังไม่ได้รับการแก้ไขนั้น เราจะนั่งคาดหวัง เอาจากการเคลื่อนไหวช่วงระยะเวลาเพียงสั้น ๆ ครั้งนี้ได้หรือครับ ?

ผู้คนที่รวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมการเมือง ในสถานการณ์หนึ่ง โดยมีกลุ่มต่อต้าน และมีข้อจำกัดมากมายขีดกรอบอยู่นี่ เราคาดหวังถึงขนาดให้ เกิดการแก้ไขปัญหาสังคม ปัญหาคนด้อยโอกาส ปัญหาคนชายขอบ กันเชียวเหรอครับ ? เรากำลังคาดหวัง หรือฝันมากไปหรือเปล่า รัฐบาลไหน ต่อรัฐบาลไหนปกครองมา ใช้เวลามากี่สิบปี ปัญหานี้ยังไปไหนไม่ได้ แล้วด้วย การเคลื่อนไหวราวสามสี่เดือนนี่ เราคาดหวังให้กันดีขึ้นเหรอครับ ?

ทำไมเราไม่หันมองเรื่องใกล้ ๆ ตัวบ้าง ให้กำลังใจตัวเองบ้าง ผมไม่ได้ไม่ให้มองเรื่องไกลตัวนะครับ แต่ต้องมองประกอบกัน ร้ายดี มีปะปน

จริงอยู่ มีเรื่องไม่ดีต้องรีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีบชี้ให้เห็น ยิ่งมีคนเห็นไม่มาก ยิ่งต้องนำเสนอ แต่ถ้ามีเรื่องดี ๆ ก็ลองชี้ให้เห็นบ้างก็ได้ ที่สุดผมว่า ก่อนที่จะร้องหาการพัฒนาอะไรที่น่าจะ ควรจะ เกิดขึ้น กับไอ้นั่น กับไอ้นี่ ก็หันกลับมาพัฒนาแนวคิด พัฒนาข้อเสนอ พัฒนาตัวเราไปด้วยดีกว่าไหมครับ ?

จริง ๆ ผมไม่อยากมองนักวิชาการในแง่ร้ายมากนัก เพราะเข้าใจเสมอว่า แต่ละคน แต่ละส่วน แต่ละอาชีพ ก็มีหน้าที่ทางสังคมแตกต่างกันไป

แต่ มุมมองต่อนักวิชาการของผมชักจะเริ่มเปลี่ยนไปแฮะ เมื่อผมหันกลับมาแล้วพบว่า นักวิชาการ ที่เอาแต่ชี้ว่า...นั่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ใช่ แถม นำเสนออะไรออกมาเป็นรูปธรรมไม่ได้ มันค่อย ๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้นทุกที (หรือเปล่า?)

7:51 หลังเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สุดยอดกลยุทธ์ครับ ถอยเพื่อรุก ล่อเป้าให้พันธมิตรเดินหน้าเข้ามาอีกแล้วตลบหลัง ถ้าพันธมิตรยังคิดเดินหน้าไม่ถอยเหมือนมวยวัด รอดูปฏิกริยาของสังคมโนโวตบางส่วนกับพวกสิบหกล้านเสียงกับทหารและตำรวจครับ ส่วนปชป.เจอมุขนี้เข้าไป ในฐานะที่เป็นคู่แข่งทางการเมืองกับทรท. รอไปเลยครับเรื่องคิดจะเข้ามาเป็นรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งหน้า รอยาวๆ...ไปเลยครับ

5:15 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

คุน biolawcom
งั้นอย่างน้อย
ก็หวังได้ว่าจะได้เห็นสัญญาณที่ดี
ในช่วงปฏิรูปการเมือง

6:42 ก่อนเที่ยง  
Anonymous Bugnom กล่าวว่า...

ทำเท่าไรก็ยังไม่พอ.....
ความพอดีที่ทุกคนต้องการ....
"มันไม่มีหรอก"

8:15 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ต้น กล่าวว่า...

มนูญกฤตกับประสงค์คงเป็นงงงงงงง ไรวะ กูลงทุนแทบตาย วางระเบิดไปก็หลายแห่ง ห่า...มันวางมือชั่วคราวแถมได้ดอกไม้อีกเพียบ โอว...พระเจ้าจอร์ช มันไม่ยอดเลยอ่ะ

10:02 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

แปลกใจ...ไหงพันธมิตรกับประชาธิปัตย์ดูเครียดๆยังไงพิกล

10:12 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

การใช้มุมมอง ณ ปัจจุบัน
ผมคิดว่าหลายคนกำลังติดหล่มการอ่านเกมส์ทางการเมืองมากเกินไป

มากจนบดบังการวิเคราะห์ปัญหาที่แท้ และความจริงที่ปรากฏชัด ถึงการทำลายชาติบ้านเมืองของนายกทักษิณ

ประเทศไทยเรามีวัฒนธรรมการอยู่กับฟ้ามานาน และจะนานตราบเท่าที่มีฟ้าอยู่

โจทย์ คือ จะกำจัดระบอบทักษิณที่มองกลไกตามรัฐธรรมนูญเป็นของเล่น อย่างไร

ฟ้า หรือ ไม่ฟ้า ไม่สำคัญเท่ากับการขุดรากเหง้าของระบอบทักษิณ บนข้อจำกัด คือกลไกทางกฎหมายที่ถูกทำลายย่อยยับ

หากไม่พึ่งฟ้า เราจะมีกลไกอย่างไรในการรื้อถอนระบอบ หรือไม่ ขณะที่การตีความแบบติดตรรกะมันกลับมาสร้างตาข่ายขึงพืดประชาชน แบบ อ.วรเจตน์ที่เสียงรังวัดไปเยอะในสายตา ผู้พึ่งฟ้า

หากพึ่งฟ้า ก็มีคำถามว่า สิบหกล้านปลอมบ้างจริงบ้างได้เรียนรู้พอหรือยัง แต่ผมไม่แน่ใจว่านักตรรกะส่วนใหญ่ มองประเด็นนี้หรือไม่

สำหรับการเมืองภาคประชาชน ผมคิดว่าครั้งนี้ ได้เรียนรู้มากขึ้นเยอะ สังเกตได้จากการลงพื้นที่ในภาคต่างๆมีการตื่นตัวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในเขตเมือง และกลุ่มชาวบ้านในเครือข่าย NGO

และค่อนข้างเห็นด้วยกับ Biolawcom อย่างมากว่าขณะบ้านเมืองวิกฤต หกสิบเปอร์เซ็นมีนักวิชาการขายตัวหรือนั่งอยู่เฉยๆ สามสิบเปอร์เซ็นเป็นนักวิจารณ์แบบไร้รูปธรรมติดตรรกะ มีเพียงจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่เคลื่อนไหว ในรูปแบบต่างๆทั้งในและต่างประเทศ และคนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะถูก กล่าวหาจากสองพวกแรก ว่าอยากดัง สนใจแต่เป้าหมาย พึ่งฟ้า

โดยสรุปผมว่านักวิชาการ "ขยะ" เรามีมากเหมือนร้าน Mcdoที่กินเอาเทห์ แต่ไร้ประโยชน์ต่อลำไส้บ้านลำไส้เมือง

ในโลกของนักวิชาการ ผมว่า ถึงเวลาแล้วที่เหล่านักวิชาการ ควรนั่งสำรวจตนเองว่า

มองปัญหาชาติทะลุแค่ไหน

มีความกรุณาต่อชาติแค่ไหน

เข้าใจกลไกของอำนาจแค่ไหน

สิ่งที่คิดช่วยเปลี่ยนสังคมได้จริงหรือไม่

ใจกล้าแค่ไหน

มิเช่นนั้น เรามีกองขยะ พะเนินเต็มมหาวิทยาลัยให้คนกราบไหว้ ไปบนความล่มจมของประเทศชาติ

7:39 ก่อนเที่ยง  
Blogger Etat de droit กล่าวว่า...

ถึงคุณความเห็นข้างบน

อีกสักครู่ ผมจะนำข้อสังเกตของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล มาโพสลง

กำลังขออนุญาตอยู่

เพราะประเด็นค่อนข้างแรง

มีเรื่องความกล้า มีเรื่องจริยธรรมอันสูงส่งของคนต้านทักษิณ และมีเรื่อง ...

ผมไม่เห็นด้วยอย่างแรงกับประโยคนี้ของคุณ

"ฟ้า หรือ ไม่ฟ้า ไม่สำคัญเท่ากับการขุดรากเหง้าของระบอบทักษิณ"

ถ้าคุณว่าพวกไม่เอาฟ้าประทานเป็นพวกมองปัญหาไม่ทะลุ ยึดติดกับหลักการ

ผมก็ว่าคุณเองก็มองปัญหาไม่ทะลุดุจกัน

เพราะคุณไปตั้งโจทย์มาตลอดว่า "ท้ากกก ษิณ ออกไป"

ราวกับว่าทักษิณไป แผ่นดินไทยจะสูงขึ้น

ก็น่าสงสัยอยู่นะครับ สังคมไทยมี "ทักษิณ" คนเดียวหรือครับ ที่มันชัวช้า ทำลายสังคมไทยถึงมูลฐาน

ผมว่ามันยังมีอีกคนนะ

12:54 หลังเที่ยง  
Anonymous Freelance Trywrite กล่าวว่า...

ผมไม่อยากให้มองเลยว่า
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการใช้มาตรา 7 จริงๆ

เพราะนี้อาจเป็นแผนที่เหมือนกับตอนเอาเทป
พฤษภาทมิฬ มาเปิดก็เป็นได้ โดยพยายาม
วางองค์ประกอบต่างๆให้ดูราวกับว่า การติดต่อ
ต่างๆ มาจากในวัง เอาเข้าจริงราชเลขาธิการก็
ออกมาปฏิเสธ

พอมาดูที่เหตุการณ์นี้ ก็อาจเป็นการวางองค์ประกอบ
ต่างๆ ให้ดูราวกับว่ามีการใช้มาตรา 7 แล้ว

และถึงแม้ว่าท่านโฆษกจะออกมาปฏิเสธว่า เป็นการเข้าเฝ้าตามปกติ แต่ก็อย่าลืมว่า ถ้าออกมาประกาศว่าเป็น
การเข้าหารือเรื่องการเมือง แล้วได้รับการปฏิเสธอีก
ประชาชนทั้งหลายย่อมเสียศรัทธาตัวนายกแน่นอน

นอกจากนี้การใช้มาตรา 7 และการถอยของนายก สร้างแรงกดดันบางอย่างให้กับม็อบพันธมิตร เพราะมีความหมายเป็นนัยว่า สถานการณ์ปัญหาทั้งหมดที่นายกเป็นต้นเหตุ ได้รับการแก้ไขแล้ว ทั้งๆที่เรื่องหุ้น เรื่องแทรกแซงคณะกรรมการอิสระ และอะไรอีกหลายประการ ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ

แต่ก็ด้วยความรู้สึกของประชาชน ว่าปัญหาได้รับการแก้ไขแล้วในระดับหนึ่ง ความเสียสละระยะสั้นอันสง่างาม(ในสายตาหลายๆคน)ของนายก ความขี้รำคาญของคนกรุงเทพ

การเคลื่อนไหวของม็อบพันธมิตร(และก็ปชป.ด้วย)จึงต้องระมัดระวังต่อความรู้สึกเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง

1:09 หลังเที่ยง  
Anonymous อ้อนค่ะ กล่าวว่า...

ขอบคุณท่านนายกฯค่ะที่อุตส่าห์ไม่รับตำแหน่ง ครั้งนี้ทั่วโลกคงสรรเสริญพระบารมีของในหลวงว่าในงานครบรอบหกสิบปีของการครองราชย์ปีนี้มีความสำคัญถึงขนาดทำให้นายกฯยังต้องรักษาพระเกียรติของพระองค์โดยการยอมถอยเพื่อยุติบรรยากาศอันไม่เป็นมงคล ท่านนายกฯคะ ครั้งหน้าท่านจะได้เสียงจากหนูค่ะ แม้ครั้งนี้หนูจะโนโหวต

2:35 หลังเที่ยง  
Anonymous BioLawCom กล่าวว่า...

ขออีกสักครั้งนะครับ

จริง ๆ พวกผมเป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ประสงค์ และไม่เอา "นายกฟ้าประทาน" เหมือนกัน และคิดว่า "ฟ้า หรือไม่ฟ้า" นั้น ยังสำคัญอยู่ สำคัญต่อการเติบโต และเดินหน้าของประชาธิปไตยไทยเรา ที่ดูเหมือนตอนนี้ จะเดินมาถึงหัวเลี้ยว หัวต่ออีกครั้งแล้ว ถ้าจู่ ๆ ฟ้าส่งใครลงมา ประชาธิปไตยก็อาจถึงขั้นล้มครืน ต้องมานั่งตั้งไข่ กันใหม่

แต่คำถามของผม ก็คือ

1. ถ้าฟ้าไม่ส่ง แต่ทำทางอื่น (ที่ไม่ได้มีใครขอสะด้วย) ประชาธิปไตยที่ถูกทำให้กระพร่องกระแพร่งลงอย่างมาก โดยประชาชน และนักวิชาการบางกลุ่มเอง ในช่วงสองสาม อาทิตย์ก่อนหน้านี้ พอจะมีที่หายใจ แล้วกระเตื้อง ขึ้นมาได้บ้างหรือเปล่า ?

กับ 2. ถ้าไม่มีใครทำอะไรเลย หรือใครต่อใครทำอะไรไม่ได้เลย ("ใคร" ในที่นี้ ผมไม่ได้หมายเฉพาะฟ้านะครับ แต่หมายโดยทั่วไป รวมทั้งประชาชนเองด้วย..โปรดเข้าใจ) ปัญหาที่เป็นอยู่ จะได้รับการสะสางเมื่อไหร่ และอย่างไร ? นี่ยังมิพัก ต้องพูดถึงว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เหมือนเดิมต่อไปเรื่อย ๆ ผลที่สุดประชาธิปไตย จะยังเหลือรอดอยู่หรือเปล่า ?

คงไม่มีใครอยากเห็นปัญหาคาราคาซังนะครับ (ตอนนี้บ้านเมืองมีปัญหาแน่ ๆ ถ้าใครยังจะดื้อบอกว่า ไม่เห็นจะมีปัญหา อะไรนี่หว่า ก็อาจต้อลองมองให้รอบด้านขึ้น)

ดังนั้นทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น ใครคนนั้น, กลุ่มผู้ประท้วง, เอ็นจีโอ, นักวิชาการ ภาคประชาชน หรือแม้แต่ฟากรัฐบาล ควรต้องหา ทางแก้ไขไม่ว่าจะคิดริเริ่มเอง ถูกกดดัน หรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่

หลังทักษิณประกาศเว้นวรรคแล้ว (ไม่ว่าสาเหตุเบื้องหลังคืออะไร) กลุ่มผู้ประท้วง ก็ต้องมานั่งตรองดูให้ดี ๆ ว่าจะทำไงต่อ เอ็นจีโอ รวมทั้ง นักวิชาการประเภทที่เคลื่อนไหวด้วย ก็กำลังเริ่มต้นคิดกันว่า จะทำอย่างไรต่อนับจากนี้

แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ยังมีนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มออกแรงเลย บอกว่า "สงสัย ๆ ทำไม ๆ" "จะรีบไปไหนกันนะ" ค่อยเป็นค่อยไปสิ รอดู รอไป ให้กลับ มาอีกสักรอบ สองรอบ คงไม่เป็นไรหรอก ไม่ดีแล้วค่อยประท้วงกันใหม่..

โดยอาจลืมที่จะมอง หรือพิจารณาข้อจำกัด ของการรวมกลุ่มเพื่อเรียกร้องไปเลยว่า ผู้คนกำลังเริ่มเหนื่อย คนส่วนหนึ่งกำลังเบื่อหน่าย หลาย ๆ คนเลิกสนใจไปแล้ว ..แล้วอีแบบนี้มันแก้ปัญหาได้หรือครับ? (เอ่อ..แต่อย่าเข้าใจผมผิด ว่าผมเป็นพวก ท้าให้ต้องออกมายืน กับกลุ่มประท้วงนะครับ เพราะหน้าที่ใครหน้าที่มันผมเข้าใจ.. แต่ คนที่ยืน และทำคนละหน้าที่ ควรบ้างที่จะเพ่งมองปัญหา และข้อจำกัดของคนที่ทำอีกหน้าที่ด้วย มันถึงจะไปกันรอด)

ดังนั้นจุดที่เหมาะสมสำหรับผม (ความเห็นส่วนกลุ่ม) คือ พบกันครึ่งทาง อย่างที่กำลังเกิดนี่แหละ...ลบกรอบเรา ล้างกรอบเขา แล้วช่วยกันขีดเส้นประชาธิปไตยให้ชัดขึ้น เพื่อเป็นแนวทาง และเดินตาม ไม่ใช่วาดใหม่ขึ้นเป็นกรอบ ประชาธิปไตยอีก

ประเด็นที่ท่านเจ้าของบล็อกตั้งในบล็อกนี้ คงมุ่่่่่่่่่่่่่่่่่่งเน้นเรือง ทางลงนั้น ดูแปลก ๆ หรือเปล่า ใครให้ลงหรือเปล่า ? ซึ่งอาจจะเน้นหนัก หน่อยในประเด็นฟ้าปฏิเสธ..
มันก็เลยกลับไปสู่สองคำถามแรกของผม

ผมเลย อยากชี้อีกมุมหนึ่งเพื่อ แลกเปลี่ยนว่า คิดและตีความเช่นนั้นได้ครับ แต่อย่าไปติดกับมัน "สิ่งที่เห็น อาจไม่ตรงกับสิ่งที่คิด" หรือ "สิ่งที่คิดว่าร้ายอาจไม่ร้าย อย่างที่คิดก็ได้" ระแวดระวังได้ แต่ต้องเผื่อพื้นที่เอาไว้ มองมุมดีบ้าง...ทำอย่างนั้น อาจใจชื้น แล้วลุกขึ้นมองปัญหา ช่วยกันนำเสนอทางแก้ หรือ เสนอด้านอื่น ที่เดินหน้าต่อไป

ใครจะไปทราบล่ะครับนะ หากที่สุดมันไม่ใช่ อย่างทีคิด...ก็เลยกลายเป็นว่า กลุ่มหนึ่งที่ช่วยกันทำลายประชาธิปไตย จะโดยรู้ตัว หรือตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ก็คือ นักวิชาการกลุ่มที่ ย้ำชี้ ย้ำจี้ ตามความเข้าใจของตัว(จริงหรือเปล่าอีกเรื่อง) ว่า อะไรต่อมิอะไร มันก็ไม่เป็นประชาธิปไตยไปเสียหมด นั่นแหละ...ไม่ใช่คนอื่นหรอก

ในทัศนะของผม ทักษิณ ไม่ใช่คนแรก ไม่ใช่คนเดียว และคาดว่า อาจไม่ใช่คนสุดท้ายด้วยที่จะทำให้แผ่นดิน
ไทยมันต่ำลง... แต่ ถ้ามองปัจจุบัน ไม่ติดกับอดีต หรือ กังวลกับอนาคตมากเกินไป ยอมรับหรือไม่ครับว่า ทักษิณ กำลังทำให้แผ่นดินไทยต่ำลง กว่าที่เคยต่ำอยู่แล้ว ไปอย่างมากทีเดียว...เกือบจะจม ต้องใช้เวลางัดกันอีกนาน

เป้าหมายสุดท้ายของพวกผมไม่ใช่ "ท๊ากกกก สิน ออกไป" แต่คือ

"ทำไงดีว๊าาาาา ที่ จะให้ ปัญหา ที่เกิดขึ้น มันคลี่คลายตัวลง จะได้มาเริ่มเดินหน้ากันต่อ"

แต่เรื่องของเรื่องมันดันเป็นว่า ถ้าทักษิณ เว้นวรรค (หรือจะออกไปก็ตามเถอะ) "ปัญหาที่ว่านั่น มันอาจจะคลี่คลายได้เหมือนกันว่ะ" แล้วทำไมคนไทย ที่เห็นเช่นเดียวกันนี้ จะไม่ลงมานั่งยินดีกันในเบื้องต้นเล่า ?

อย่างไรก็ตาม ดังคุณ Freelanceฯ ว่า นั้นเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ไม่ใช่ทักษิณออก เรื่องทุกอย่าง ก็จบนิ่ง ไปเลย...แล้วเหลือไว้แต่ คนอีกจำพวกหนึ่ง ที่เอาแต่ นั่งวิเคราะห์เป็นตุ เป็นตะ ว่า เฮ้ย.. พวกแม่งเข้ามาชักใยต่อแน่ คนไทยหลงกลไอ้เหลี่ยมแล้ว แม่งได้ดอกไม้เต็มกระบุงเลย บลา บลา บลา

ไม่มีประโยชน์ครับ...เพราะนอกจากจะมองโลก ในแง่เลวร้ายมากแล้ว ยังทำให้ตื่นกลัวเกินเหตุ จนคิดอะไรต่อไปไม่ออกด้วย สู้มาช่วยกันคิด มาช่วยกันจับตา หรือหาวิถีทางที่ควรจะทำกันต่อไปดีกว่ารึ?

จากนี้ ต้องจี้ตรวจสอบทักษิณต่อ ในประเด็นจริยธรรม ซึ่งเป็นต้นต่อหนึ่งของปัญหา ผลักดันให้เกิดองค์กร ตรวจสอบ ล้างระบอบทักษิณออกไปจากสังคมไทย แม้ไม่ถึงกับหมดจด และต้องใช้เวลา แต่ก็ต้องทำ "บทลงโทษทางสังคม" ต้องมี และชัดเจน นอกจากเช็คบิลทักษิณแล้ว ก็ต้องเช็คบิลกกต. เพื่อให้กระบวนการ และที่มาของรัฐบาลใหม่ โปร่งใส ตรวจสอบต่อได้ ให้ความรู้กับประชาชน ปฏิรูปการเมือง ฯลฯ เห็นไหมว่า มีอีกตั้งหลายเรื่องที่ต้องทำ แล้วก็ไม่ใช่จะสำเร็จวันนี้ พรุ่งนี้ ซะด้วยสิ

อย่ามุ่งหวังง่าย ๆ สิครับว่า จากสังคมที่มีวิกฤติอยู่ แล้วจู่ ๆ ก็จะก้าวกระโดดไปสู่ สังคมแบบยูโทเปีย เลย

2:55 หลังเที่ยง  
Anonymous ต้น กล่าวว่า...

แหม...น่าสนุก บอกตรงๆนะครับ เบื่อจริงๆกับไอ้คำว่า"ระบอบทักษิณ" นิยามให้ฟังหน่อยสิครับว่าไอ้ระบอบนี้หมายความว่ายังไง เอาให้เป็นหลักเป็นการหน่อยนะไม่ใช่จำแต่ขี้ปากประชาธิปัตย์มาพูด ถ้านิยามมาได้พอเป็นเนื้อเป็นหนัง ผมจะขอลงเวทีแสดงความเห็นต่างด้วย อีกอย่าง...อย่าบอกว่าชาวบ้านเขารู้เรื่องนี้กันทั่วแล้วโดยไม่ต้องอธิบายนะครับ ที่ว่ากันมานั้นน่ะมีแต่คำย้อมสีทั้งนั้น อ้อ...วันนี้หกสิบปีปชป. เอ๊ะ...ไหงพรรคนี้เกษียณเร็วจัง

5:38 หลังเที่ยง  
Anonymous ต้น กล่าวว่า...

อ้อ...ถ้าฟังแต่เจิมศักดิ์ ก็ลองไปหัดฟังพิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ในประชาไทยบ้าง จะได้เห็นมุมมองในทางตรงกันข้ามว่าทำไมดร.เศรษฐศาสตร์จากเคมบริดจ์คนนี้ถึงสนับสนุนทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ตามแบบที่ทักษิณกำลังทำอยู่

5:51 หลังเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เจ้าของกระทู้ไม่แฟร์เลย คุณลบความเห็นของคนอื่น แต่ก็โอเคเพราะว่าเป็นสิทธิ์ของคุณ กระทู้คุณนี่ครับ

8:46 หลังเที่ยง  
Blogger Etat de droit กล่าวว่า...

ความเห็นข้างบน หมาความอย่างไรครับ

ลบความเห็นของคนอื่น

ผมว่าไม่มีนะครับ

ลองเข้ามาอธิบายหน่อยครับ

ขอบคุณ

9:18 หลังเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ได้แต่คิดไปเอง หวังไปเอง เหมาไปเอง มั่วไปเอง สรุปเอาเอง

5:03 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ศรัทธา กล่าวว่า...

ผมรู้สึกว่า (ความรู้สึกล้วนๆ) ข้อสันนิษฐานของอาจารย์ปึ๋งอาจจะดูร้ายแรงไปนิดนึงนะครับ
ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นแผนของท่านนายกฯ มาแต่แรกแล้วก็ได้นะครับ

7:13 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ป้อม กล่าวว่า...

ด่วน...

บอร์ดแสดงความเห็นของพรรคปชป.ถูกบล็อคแล้วหลังจากชาวบ้านเข้าไปรุมด่า

เฮ้อ...ทักษิณก็ถูกด่าว่าขายชาติ อปิ๊สิดก็ถูกด่าว่าเป็นตัวของตัวเองในเรื่องไม่เป็นเรื่อง

ดูท่าทางแล้ว...แก้รัฐธรรมนูญให้คนนอกมาเป็นนายกฯได้ด้วยดีกว่า อยากถอยหลังเข้าคลองกันหนัก

9:17 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ระมาด กล่าวว่า...

ถึงคุณ freelance typewrite

เรื่องการเผยแพร่พระราชดำรัสคราวพฤษภาทมิฬนั้น ลองอ่านดูแถลงข่าวของสำนักราชเลขาธิการ ตามลิ้งก์นี้ดูนะครับ

http://kanchanapisek.or.th/samnakraj/news/20060314.pdf

อ่านดูดีๆ จะพบว่า "ไม่ใช่" การ "ปฏิเสธ" ว่าการหารือให้เผยแพร่ดังกล่าว "ไม่ได้" ออกจากราชสำนัก

ตรงข้าม กลับเป็นการบอกว่า เผยแพร่ได้ ไม่มีปัญหา

...ผมพอจะทราบความเป็นมาเป็นไปของการเผยแพร่อยู่เหมือนกัน ซึ่งเมื่ออ่านแถลงข่าวนี้แล้วก็รู้สึกไม่ได้ขัดแย้งกับสิ่งที่ผมทราบมาแต่อย่างใด

2:51 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ผมอยู่ฝ่ายไล่นายก และเป็นเจ้าของความเห็นที่ 9

ขอเรียนชี้แจงว่า

๑.กลุ่มไล่นายกไม่ได้โง่ อย่างที่คุณๆทั้งหลายคิดหรอก คนกลุ่มนี้เขาก็มองทั้งระบบเหมือนกัน

๒.ปัญหาส่วนใหญ่ที่เถียงกัน บางฝ่ายโดยเฉพาะเจ้าของบล็อกดูจะมองพันธมิตรเป็นตัวอะไรซักอย่าง

๓.การใช้มาตรา 7 ใช้ได้ไหม ผมคิดว่า หากมีการบัญญัติก็ต้องใช้ ปัญหาคือจะใช้เมื่อไรเท่านั้น พวกไม่เอามาตรา7 ผมเสนอให้คุณควรไปแก้รัฐธรรมนูญเพื่อลบมาตรานี้ทิ้งจะดีไหม

๔.ผมเป็นพวกมาตรา ๗ เพราะรัฐธรรมนูญมันมีมาตรา ๗ แต่ผมเห็นว่าในเชิงตรรกะทางกฎหมายใช้มาตรา ๗ได้ตั้งนานแล้ว แต่ในเชิงการเมือง การปล่อยให้คนไทยได้เรียนรู้ระบอบทักษิณอีกสักหน่อยก็เป็นเรื่องดี

๕.การวิจารณ์ควรยืนอยู่บนข้อมูลแท้ๆ ไม่ใช่ข้อมูลเฉพาะจากหนังสือพิมพ์ คนบางคนยังไม่เคยเห็นบรรยากาศจริง ของกลุ่มที่เสียประโยชน์ที่เขาควรได้รับ ก็ออกมามาวิจารณ์ที่ดูเหมือนใจดำ

๖.นักวิชาการส่วนใหญ่ และรุ่นใหม่สมัยนี้เป็นพวกขาดจิตสำนึกทางสังคมขั้นรุนแรง กรณี อ.วรเจตน์ไง รู้สึกจะเข้ารกเข้าพงศ์ จะเปิดสภาให้ได้ เรียนเก่งไม่ได้ช่วยอะไรเลยจริงๆ

๗.คงต้องทำใจว่าในบ้านต้องมี "ขยะ" อยู่บ้าง ค่อยๆเก็บกวาดไป บางที่ต้องเอาไปรีไซเคิลซะหน่อยท่าจะดี

8:51 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อย่าฝันครับ ในทางกฎหมายก็ทำไม่ได้ ในทางการเมืองก็ทำได้ยาก ไปชุมนุมกับพันธมิตรต่อเถอะ วิธีนี้เหมาะสุด แต่ยังงัยก็ระวัง ๑๘ ล้านเสียง( ไม่ใช่ ๑๖ ครับ )๓๖ ล้านเท้าด้วยนะครับ หุหุ.....

11:45 ก่อนเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สองเท้าก็อยู่แล้วครับท่าน หมายถึงตัวท่านนะที่จะโดนเท้า โง่ชะมัด

4:08 หลังเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ก๊ากกกกก ขำความเห็นข้างบน หัดมีอารมณ์ขันหน่อยครับ เป็นงัย...ทำอะไรทักษิณไม่ได้เลยเคืองเหรอครับ ใจเย็น...ใจเย็น อีกสิบปีเขาก็ออกแล้วละครับ ไปดู ASTY คลายเครียดเถอะ ก๊ากกกกก

12:34 หลังเที่ยง  
Anonymous ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ปัญหาสำคัญของปัญญาชนในปัจจุบัน คือ

การขาดจิตสำนึกในเชิงประวัติศาสตร์

จิตสำนึกเชิงสังคมอย่างรุนแรง

เราจึงเห็นปัญญาชนนั่งชักว่าว หัวเราะเยาะผู้อื่นและไม่รู้สึกร้อนเนื้อร้อนใจกับความทุกข์ยากของประชาชน

ตัวอย่าง เช่น นายหัวเหม่ง อ.วรเจตน์ นี่ก็เป็นโรคบ้าวิชาการ ติดตรรกะ ติดความคิด

ติดจนหลงลืมไปว่า กฎหมาย ความคิดมีขึ้นเพื่อประโยชน์สุข หากสังคมไร้ประโยชน์สุข กฎหมายต่างๆอาจกลายเป็นของเล่น

ความพยายามของการขอใช้มาตรา 7 คือ ความพยายามของกลุ่มมนุษย์กลุ่มนึง ที่ต้องการเห็นประโยชน์สุขเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่กลับถูกตีค่า ว่า นิยมเจ้า ขวาจัด เผด็จการทหารแอบแฝง (นายหัวเหม่ง)หรือมองกลุ่มพันธมิตรเป็นพวกดูน่าตลกขบขัน

ผมว่าท่านทั้งหลายช่วยกลับไปตรวจสอบสันดาน จิตสำนึกของตัวเองบ้างก็ดี โดยเฉพาะความเห็นข้างบน อำมหิตไร้จิตใจ สงสัยสัยต้องส่งไปเลี้ยงโค ปลูกหอมแดง จะได้รู้จักว่าการอดตายเป็นยังไง

จาก นายศาสตรา โตอ่อน
นิติศาสตร์ ม.รังสิต หรือ อดีต เมฆบ้า ว่ะ ฮา ฮา

2:56 หลังเที่ยง  
Anonymous โทสามย่าน กล่าวว่า...

ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากเห็นความเดือดร้อนของประชาชนหรอกครับ

แต่ประชาชนมีอยู่หลายกลุ่มก้อนนะครับที่ขัดแย้งเรื่องประโยชน์ที่จะได้จากนโยบายของรัฐบาล ของคุณน่ะ...ประชาชนกลุ่มไหนหรือครับ อย่ามั่วอ้างเข้าตัวฝ่ายเดียว

อ้อ...ผมอยู่ทางเหนือ เดี๋ยวนี้ผมซื้อลิ้นจี่จากจีนมากินได้ถูกลง ถ้าคุณค้านเอฟทีเอ ผมจะประท้วงคุณบ้างที่ไม่เห็นความเดือดร้อนของผมที่ทำให้ผมต้องกินลิ้นจี่แพงขึ้น

ผมพูดอย่างนี้คุณจะว่ายังงัย...(ฮา)

9:17 ก่อนเที่ยง  
Anonymous โทสามย่าน กล่าวว่า...

อ้อ...เรื่องวิธีแสดงความเห็นต่างจากรัฐบาลผมก็มีวิธีการของผม ไม่จำเป็นที่ผมต้องไปนอนข้างถนนและใช้ภาษาหยาบคายเหมือนกับพวกทิ ลอง ใส

ยังงัยก็ตาม ด้วยความหวังดี ประท้วงอีกเมื่อไหร่อย่าลืมใช้ครีมกันแดดทาผิวด้วยเน้อ...คอแห้งก็ไปอมบอระเพ็ดเอา เป็นห่วงน่ะคร้าบบบบบบ

9:23 ก่อนเที่ยง  
Anonymous กูละเบื่อ กล่าวว่า...

มาตรา ๗ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนายกนพระราชทานเลยครับ

วรเจตน์พูดถูกแล้ว สำหรับสุรพล...ประชาธิปัตย์...และกลุ่มพันธมิตรก็ปล่อยให้เขาแสดงความเห็นไป

แต่ถ้าอยากได้นายกฯพระราชทานในตอนนี้จริงๆ

เผาครับ...ต้องเผาบ้านเผาเมืองครับ เผื่อทีอาจจะพอมีหวัง

แต่ยังงัยก็เสี่ยงคุกหน่อยนะครับ หากอยากทำเพื่อประชาชนที่คุณชอบอ้างกันนัก ก็ยอมเสียสละกันหน่อย

11:15 ก่อนเที่ยง  

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก