วันเสาร์, มิถุนายน 04, 2548

ฉีดยาให้ฉันตายไปเถอะหมอ…

นายแวงซองต์ อัมแบร์ (Vincent Humbert) ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๐๐๐ เขาสลบและไม่ได้สติอยู่นาน ๙ เดือน เมื่อฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองเคลื่อนไหวไม่ได้ พูดไม่ได้ ส่วนสายตาก็เกือบบอด อัมแบร์ต้องทุกข์ทนทรมานอย่างมากกับสภาวะเช่นนี้ ในที่สุดอัมแบร์จึงตัดสินใจไหว้วานเพื่อนให้เขียนจดหมายเพื่อร้องขอสิทธิในการตาย (Droit à la mort) จากประธานาธิบดี ฌาคส์ ชีรัค (Jacques Chirac)

อาจสงสัยกันว่าเมื่อร่างกายของอัมแบร์ใช้การไม่ได้ ไฉนจึงบอกให้เพื่อนเขียนจดหมายได้เล่า

อัมแบร์ใช้วิธีการสื่อสารที่น่าทึ่งมากครับ เขาใช้การขยับนิ้วเป็นสัญญาณแทนตัวอักษรแต่ละตัว

ชีรัคได้ตอบจดหมายกลับมาว่าตนเข้าใจตัวนายอัมแบร์ดี แต่ระบบกฎหมายฝรั่งเศสไม่เอื้ออำนวยให้ทำเช่นนั้น ในท้ายที่สุด หมอและแม่ของนายอัมแบร์ก็ตัดสินใจหยุดการรักษา นายอัมแบร์เสียชีวิตในวันที่ 26 ก.ย. 2003 ส่วนหมอและแม่ของอัมแบร์ก็ถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตายซึ่งเรื่องกำลังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ใครสนใจลองอ่านหนังสือที่เขียนโดยนายอัมแบร์เรื่อง “ผมร้องขอสิทธิในการตายจากคุณ” หรือ “Je vous demande le droit de mourir” ตอนนี้แปลเป็นภาษาไทยแล้วครับ

กรณีการตายของอัมแบร์ส่งผลไปอย่างกว้างขวาง เกิดประเด็นถกเถียงกันว่าถึงเวลาหรือยังที่ฝรั่งเศสสมควรมีกฎหมายรับรองการุณยฆาต (l’euthanasie) รัฐสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการเฉพาะกิจขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการสิ้นชีวิต คณะกรรมาธิการชุดนี้มีทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย มีนายฌอง ลีโอเน็ตติ (Jean Leonetti) ส.ส.จากพรรค UMP เป็นประธาน วันที่ 21 ก.ค.คณะกรรมาธิการได้จัดทำข้อเสนอให้ออกรัฐบัญญัติว่าด้วยสิทธิของผู้ป่วยและการสิ้นชีวิต (la proposition de loi relative aux droits des malades et à la fin de vie) เพื่อแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายสาธารณสุข และประมวลกฎหมายจรรยาบรรณทางการแพทย์

ร่างรัฐบัญญัตินี้อนุญาตให้แพทย์จำกัดหรือหยุดการรักษาผู้ป่วยในระยะสุดท้ายได้หากผู้ป่วยนั้นร้องขอ ในกรณีที่ผู้ป่วยนั้นไม่รู้สึกตัวให้เป็นการตัดสินใจของบุคคลที่ผู้ป่วยไว้วางใจ (La personne de confiance) หรือปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตจำนงของผู้ป่วยที่ได้ทำไว้ล่วงหน้า (Directives anticipées)

อย่างไรก็ตามข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ใช่การรับรองการุณยฆาตให้ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเพียงแต่ทางเลือกที่ 3 ระหว่างการไม่ให้มีการุณยฆาตเลยกับการอนุญาตให้มีการุณยฆาตได้ จะเห็นได้ว่าคณะกรรมาธิการไม่ได้ตอบคำถามที่ว่า สมควรมีการุณยฆาตในฝรั่งเศสหรือไม่ แต่กลับมุ่งไปที่ผู้ป่วยขั้นโคม่าดังเช่นกรณีของอัมแบร์เท่านั้น

เป็นเรื่องน่าหนักใจไม่ใช่น้อยครับในการตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่ง ถ้าคณะกรรมาธิการเลือกการออกกฎหมายรับรองให้มีการฉีดยาให้ตาย (l’euthanasie active) ได้ ก็จะถูกพวกอนุรักษ์นิยมและเคร่งศาสนาคริสต์ต่อต้าน แต่ถ้าเพิกเฉยปล่อยให้เป็นแบบเดิมต่อไป บรรดาสมาคม ภาคประชาชน และแพทย์บางส่วนก็ไม่ยอม

อย่ากระนั้นเลยคณะกรรมาธิการจึงเดินทางสายกลางด้วย “การเลือกทางที่ 3 โดยพิจารณาจากบริบททางสังคมและการแพทย์ในฝรั่งเศส” เป็นสำคัญ

นี่เป็นสูตรสำเร็จของฝรั่งเศสล่ะครับ เมื่อมีประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางและหมิ่นเหม่แบบ 50-50 ทีไร ฝรั่งเศสก็จะออกลูกกั๊กแบบนี้ทุกที จะเห็นได้จากลีลาทางการทูตของฝรั่งเศสที่พวกอเมริกาเอาไปล้อเลียนว่าแทงกั๊กตลอด หรือกรณีการอนุญาตจดทะเบียนสมรสระหว่างเพศเดียวกัน ฝรั่งเศสก็ไม่กล้าแต่หนีไปใช้ PACSแทน (ย่อมาจาก Pacte civil de solidarité เป็นการให้คนสองคนทำสัญญาตกลงอยู่ร่วมกันโดยไม่ใช่สมรส แต่มีผลในการแบ่งทรัพย์สิน)

เมื่อข้อเสนอนี้ออกสู่สาธารณะ บรรดาสมาคมที่สนับสนุน l’euthanasie ทั้งหลายยังคงไม่เห็นด้วยในหลายประการ สมาคมเพื่อสิทธิในการตายอย่างมีศักดิ์ศรี (Association pour le droit de mourir dans la dignité ; ADMD) โดยนายแพทย์ ฌอง โกเฮน (Jean Cohen) ประธานสมาคมออกมากล่าวว่า ร่างรัฐบัญญัติที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการชุดนายลีโอเน็ตตินี้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ดูเหมือนกับว่าร่างรัฐบัญญัตินี้ให้อะไรบางอย่างใหม่ๆแก่เรา แต่ความจริงแล้วชะตากรรมของผู้ป่วยยังคงขึ้นกับการตัดสินใจของนายแพทย์อยู่ดี ไม่ได้หมายความว่าแพทย์จะต้องทำตามเจตนาของผู้ป่วยเสมอไป แพทย์ยังคงมีดุลพินิจในการตัดสินใจว่าจะหยุดการรักษาหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ตามทางสมาคมจะรอฟังการถกเถียงกันในที่ประชุมรัฐสภาอีกครั้ง พร้อมกับเตรียมจัดทำข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อไป สมาคมหวังว่าน่าจะมีความเป็นไปได้ว่า การแสดงเจตจำนงขอสิ้นชีวิตของผู้ป่วยนั้นจะมีผลบังคับผูกมัดนายแพทย์อย่างเด็ดขาด

ทางด้านสมาคม “เราต้องเร่งเร้า ! (Faut qu’on s’active !)” โดยนายแวงซองต์ เลน่า (Vincent Léna) โฆษกสมาคมและรองนายกเทศมนตรี Boulogne-sur-mer สังกัดพรรคสังคมนิยมออกมาแถลงว่า ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการก้าวหน้าไปมากกว่าแต่ก่อน แต่ก็ยังไม่มากพอ การทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของนายฟิลิป ดูสท์ บลาซี่ (Philippe Douste-Blazy) รมต.กระทรวงสาธารณสุข รัฐสภาและรัฐบาลร่วมมือกันปกป้องบรรดาแพทย์จากความผิดในการหยุดรักษาผู้ป่วยระยะสุดท้ายเท่านั้น ร่างนี้ไม่ได้รับรองให้ l’euthanasie ชอบด้วยกฎหมาย เป็นแต่เพียงการการยกเว้นความผิดทางอาญาในกรณีการปล่อยให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายสิ้นชีวิตอย่างสงบภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด

ด้วยเหตุนี้ “สมาคมเราต้องเร่งเร้า !” ภายใต้การสนับสนุนของนายแจ็ค ลอง (Jack Lang) อดีตรมต.กระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรมสมัยรัฐบาลนายลีโอเนล จอสแปง จึงถือโอกาสเนื่องในวันครบรอบ 1 ปีการตายของนายอัมแบร์ จัดทำร่างรัฐบัญญัติว่าด้วยสิทธิในการตายอย่างมีศักดิ์ศรี (Proposition de loi relative au droit de se retirer dans la dignité) หรือเรียกกันว่าร่างรัฐบัญญัติ “แวงซองต์ อัมแบร์” « loi Vincent Humbert» เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะและล่ารายชื่อให้ครบ 100,000 ชื่อก่อนเสนอต่อรัฐสภาให้พิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างรัฐบัญญัติที่สมาคมนี้เสนอคือ การยอมรับให้มี l’euthanasie อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้แนวคิดที่ว่า ชีวิตของแต่ละคนต้องให้เจ้าของชีวิตตัดสินใจเอง แพทย์ ผู้พิพากษาหรือบุคคลใดก็ตามไม่มีสิทธิมากำหนดชะตาชีวิตของเขา จุดที่แตกต่างกันก็คือ ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการเป็นการปล่อยให้ตายไปเองด้วยการหยุดการรักษาแต่ข้อเสนอของสมาคมเป็นการช่วยเหลือหรือทำให้ตาย หรือที่เรียกว่า « L’aide active à mourir »

ทางด้านนายลีโอเน็ตติ ประธานคณะกรรมาธิการออกมาตอบโต้ว่า ข้อเสนอนี้ไปไกลมากเพียงพอแล้วและตั้งอยู่ในความสมดุลของทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านการุณยฆาต เขาเน้นว่า มีความแตกต่างกันระหว่าง “การปล่อยให้ตาย” กับ “การทำให้ตาย”

เขายังบอกอีกว่าคงเป็นเรื่องที่กระทบกับศีลธรรมและกฎหมายอย่างมากหากมีผู้ป่วยคนหนึ่งกลับไปบ้าน อาบน้ำอาบท่า กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วนัดหมอมาฉีดยาตัวเองให้ตายไปตอน 6 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น สอดคล้องกับฝ่ายศาสนจักรที่ออกมาประกาศว่า พวกเขาพอจะยอมรับได้กับการปล่อยให้ตายไปเอง แต่การทำให้ผู้ป่วยตายด้วยการฉีดยาให้นั้นขัดกับหลักการของศาสนาคริสต์อย่างมิอาจจะยอมรับได้

ผมสรุปกันให้ฟังกันอีกทีคือ เรื่อง l’euthanasie มีอยู่ 2 แนวทางใหญ่ๆ คือ การปล่อยให้ตายไปเอง (l’euthanasie passive) กรณีนี้ ในฝรั่งเศสเดิมแพทย์จะมีความผิดฐานฆ่าคนตายแม้ว่าตัวแพทย์เองนั้นจะไม่ได้กระทำอะไรก็ตาม แต่การละเว้นการกระทำ (ในที่นี้คือการละเว้นไม่ยอมรักษาคนไข้) ดังกล่าวก็ถือเป็นการกระทำด้วยอย่างหนึ่ง จึงเสนอให้มีการออกกฎหมายอนุญาตให้แพทย์สามารถหยุดการรักษาได้ตามแนวทางของคณะกรรมาธิการชุดนายลีโอเน็ตตินี้ ซึ่งมีผู้เห็นว่า จุดประสงค์หลักคือมุ่งคุ้มครองแพทย์ให้พ้นจากความผิดทางอาญา แต่ไม่ได้คุ้มครองผู้ป่วยเพราะผู้ป่วยต้องทนทรมานจนกว่าจะตายไปเองอยู่ดี

อีกแนวทางหนึ่ง คือ การให้แพทย์ช่วยทำให้ผู้ป่วยตาย (l’euthanasie active) อาจเป็นการฉีดยาให้ผู้ป่วยตายไปอย่างสงบ แนวทางนี้จะมุ่งไปที่สิทธิของผู้ป่วยเป็นสำคัญ แพทย์เป็นเพียงขั้นตอนที่เข้ามาช่วยให้ผู้ป่วยได้ตายสมดังเจตนาของตนเท่านั้น แต่ก็เป็นที่ถกเถียงกันในแง่กฎหมายและศีลธรรมว่าเป็นการไปเร่งให้ตาย

รศ.แสวง บุญเฉลิมวิภาส เห็นว่า “กรณีของ Passive euthanasia นั้น เห็นว่าแพทย์ที่ดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยกระทำเพียงเพื่อระงับความเจ็บปวดและให้ผู้ที่ใกล้ตายนั้นถึงความตายด้วยความสงบโดยไม่ใช้เครื่องมือจากเทคโนโลยีสมัยใหม่นั้น ไม่มีความผิดใดๆ เพราะแพทย์ไม่มีหน้าที่ที่จะชะลอชีวิตของผู้ที่จะต้องถึงแก่ความตายตามธรรมชาติให้ยาวนานออกไปอีก กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ แพทย์มีหน้าที่ต้องรักษาผู้ป่วยให้ดีที่สุดก็จริงอยู่ แต่ไม่ใช่จะถึงขนาดที่จะฝืนกฎธรรมชาติไปได้ ฉะนั้นการแสดงเจตนาของผู้ป่วยที่จะขอตายตามภาวะของธรรมชาติโดยปฏิเสธการใช้เครื่องมือจากเทคโนโลยีสมัยใหม่จึงเป็นเรื่องที่แพทย์ต้องรับฟัง สำหรับกรณีของ Active euthanasia เป็นกรณีที่ยังหาข้อสรุปได้ยาก เพราะการใช้ยาก็ดีหรือการหยุดเครื่องช่วยเพื่อให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตายก็ดี ถือเป็นการเร่งการตายและเป็นการกระทำโดยตรง เหตุผลที่จะยกมาสนับสนุนว่าการกระทำดังกล่าวไม่ผิดจึงยังมีข้อโต้แย้งอยู่ ปัญหา Active euthanasia หากอธิบายตามหลักกฎหมายที่มีอยู่แล้ว คงต้องถือว่าเป็นเรื่องที่มิอาจกระทำได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายอนุญาตโดยเฉพาะ” (แสวง บุญเฉลิมวิภาส, “ความเจ็บป่วย ความแก่ ความตาย : ธรรมชาติหรือใครกำหนด”, วารสารนิติศาสตร์ ปีที่ 33 เล่มที่ 2 หน้า 323.)

ปัจจุบันรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบออกรัฐบัญญัติว่าด้วยสิทธิของผู้ป่วยและการจบชีวิต ลงรัฐกิจจานุเบกษาวันที่ 22 เมษายน 2005 เนื้อหาสาระก็เป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการชุดนายลีโอเน็ตติ

มาดูกฎหมายของประเทศอื่นกันบ้างครับ มีเพียงฮอลแลนด์กับเบลเยียมเท่านั้นที่ยอมรับ l’euthanasie active อย่างเต็มที่ ส่วนประเทศอื่นๆก็มักจะเป็นการให้ผู้ป่วยแสดงเจตจำนงไว้ล่วงหน้าว่าหากถึงระยะสุดท้ายแล้วจะขอปฏิเสธการรักษา

ฮอลแลนด์เป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎหมายมารับรองความชอบด้วยกฎหมายของ l’euthanasie เดิมฮอลแลนด์อนุญาตให้มี l’euthanasie ได้แต่ไม่มีกฎหมายเฉพาะมารองรับเป็นแต่เพียงแนวคำพิพากษาบรรทัดฐานที่วางเงื่อนไขในกรณีที่สามารถทำการุณยฆาตได้เท่านั้น จนกระทั่งปี 2000 ก็เริ่มมีการถกเถียงกันว่าสมควรมีกฎหมายเฉพาะมากำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน ในที่สุดวันที่ 10 เม.ย.2001 วุฒิสภาของฮอลแลนด์ก็เห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 40 ต่อ 28 หลังจากก่อนหน้านี้ในวันที่ 28 พ.ย.2000 สภาผู้แทนฯได้เห็นชอบมาแล้วด้วยคะแนนเสียง 104 ต่อ 40

กฎหมายดังกล่าวได้วางเงื่อนไขไว้ดังนี้
1. คำร้องขอของผู้ป่วยเกิดจากความสมัครใจ ผ่านการไตร่ตรอง และได้รับการยืนยันซ้ำ
2. ผู้ป่วยได้รับความทุกข์ทรมานสาหัสและหมดหนทางเยียวยารักษา
3. มีการแจ้งข้อมูลแก่ผู้ป่วยให้ทราบถึงอาการของตนในปัจจุบันและการวินิจฉัยอาการของโรค
4. ได้ข้อสรุปต้องตรงกันว่าไม่มีวิธีการอื่นใดอีกแล้ว
5. ผู้ป่วยได้ปรึกษาหารือกับแพทย์อิสระอื่น
6. กระบวนการจบชีวิตต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ทางการแพทย์

การปฏิบัติการการุณยฆาตนี้ต้องแจ้งแก่ตำรวจในท้องที่เพื่อตั้งคณะกรรมการตรวจสอบซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการ 5 คนที่เป็นแพทย์ นักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญทางศีลธรรม เพื่อตรวจสอบว่าการการุณยฆาตนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ในกรณีที่ตรวจสอบพบว่าไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข คณะกรรมการต้องยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป แพทย์ที่กระทำการุณยฆาตโดยฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกิน 12 ปี

สถิติที่ผ่านมาทั้งหมดพบว่าในปี 1990 มีผู้ร้องขอจำนวน 25,100 ราย มีการการุณยฆาตรวม 3,100 กรณี ในปี 1995 มีผู้ร้องขอจำนวน 34,500 ราย มีการการุณยฆาตรวม 3,600 กรณี ในปี 2001 มีผู้ร้องขอจำนวน 34,700 ราย มีการการุณยฆาตรวม 3,780 กรณี

ในส่วนของเบลเยียมซึ่งเป็นประเทศที่สองที่ได้ออกกฎหมายมารองรับ l’euthanasie ไล่หลังฮอลแลนด์ประมาณหนึ่งปีนั้น พระราชบัญญัติว่าด้วยการุณยฆาตลงวันที่ 28 พ.ค. 2002 ได้วางเงื่อนไขไว้ว่า
1. ผู้ป่วยต้องบรรลุนิติภาวะ มีความสามารถ และรู้สำนึกมีสติสัมปชัญญะในขณะที่ร้องขอ
2. การร้องขอต้องเกิดจากความสมัครใจ การไตร่ตรองอย่างถ้วนถี่ และมีการยืนยันซ้ำ การร้องขอต้องไม่เกิดจากความกดดันภายนอก
3. อาการของผู้ป่วยต้องร้ายแรง ไร้ทางรักษา และก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานทางร่างกายหรือจิตใจอย่างแสนสาหัสแก่ผู้ป่วย
4. แพทย์ต้องแจ้งแก่ผู้ป่วยถึงอาการ สภาพร่างกาย ความหวังในชีวิต การรักษาที่พอจะเป็นไปได้ ตลอดจนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษานั้น จนกระทั่งได้ข้อสรุปต้องตรงกันกับผู้ป่วยว่า ไม่มีหนทางอื่นใดที่เหมาะสมอีกแล้ว
5. ต้องมีการพูดคุยกันหลายครั้งระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยในระยะเวลาที่เหมาะสม
6. ผู้ป่วยต้องได้ปรึกษาหารือกับแพทย์อิสระอื่นด้วย

การแสดงเจตจำนงไว้ล่วงหน้านี้ ผู้ป่วยต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรต่อหน้าพยานที่บรรลุนิติภาวะ 2 คน การแสดงเจตจำนงอาจทำโดยบุคคลที่ผู้ป่วยไว้วางใจได้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถแสดงเจตนาได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งทำหน้าที่ควบคุมการการุณยฆาตประกอบไปด้วยกรรมการ 16 คนเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่เสียง 2 ใน 3 ของคณะกรรมการเห็นว่าการการุณยฆาตไม่เป็นไปตามกฎหมาย ให้ส่งเรื่องต่อไปยังพนักงานอัยการเพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

ในส่วนของแพทย์นั้นหากแพทย์คนไหนไม่ต้องการทำหน้าที่การุณยฆาตก็สามารถแสดงความจำนงของตนเองได้เพื่อให้แพทย์รายอื่นทำแทนแต่ต้องแจ้งให้ผู้ป่วยทราบล่วงหน้า ส่วนบุคคลอื่นๆนั้น จะไม่มีใครได้เข้ามามีส่วนร่วมในการการุณยฆาตเป็นอันขาด

นับแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2002 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2003 มีการการุณยฆาตรวมทั้งสิ้น 259 กรณี เฉลี่ย 17 รายต่อเดือน 8 ใน 10 เป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย 1 ใน 10 เป็นอัมพาต ทางด้านสถิติเกี่ยวกับอายุพบว่า 16 เปอร์เซนต์มีอายุเกิน 80 ปี 80 เปอร์เซนต์มีอายุระหว่าง 40 ปีถึง 79 ปี และ 4 เปอร์เซนต์มีอายุต่ำกว่า 40 ปี จากสถิติยังพบอีกว่า 41 เปอร์เซนต์ขอให้มีการการุณยฆาตที่บ้านตนเอง 5 เปอร์เซนต์ในบ้านพักคนชรา และที่เหลือให้ทำในโรงพยาบาล

ผมเคยดูข่าวที่นี่ นักข่าวเขาเดินทางไปเบลเยียมเพื่อสัมภาษณ์หญิงชราคนหนึ่งที่ร้องขอให้การุณยฆาตตนเอง นักข่าวไปที่บ้านของหญิงคนนั้น เธอได้ให้สัมภาษณ์อย่างมีความสุขด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มพร้อมเผชิญหน้ากับความตายที่เธอร้องขอด้วยตนเองอย่างไม่สะทกสะท้าน วันรุ่งขึ้นแพทย์ก็มาปฏิบัติหน้าที่ตามที่เธอต้องการ

สำหรับประเทศไทยนั้นมีการถกเถียงเช่นกันว่าสมควรหรือยังที่จะมี l’euthanasie และควรมีได้ในระดับใด ในช่วงรณรงค์ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติที่เปรียบเสมือนกฎหมายแม่บทในเรื่องการสาธารณสุขของไทยนั้นก็มีการพูดถึงประเด็นนี้ ในที่สุดก็เห็นตรงกันออกมาเป็นมาตรา 24 ว่า
“บุคคลมีสิทธิในการแสดงความจำนงที่จะปฏิเสธการรักษาพยาบาลที่เป็นไปเพียงเพื่อการยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตนเอง เพื่อการตายอย่างสงบและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
การแสดงความจำนงตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง”

แม้การรณรงค์ร่างกฎหมายนี้จะผ่านมา 4 ปีกว่าแต่ก็ยังไม่สำเร็จเป็นรูปร่าง เพราะรัฐบาลกลับไปเร่งเข็นเอาพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ออกมารองรับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคแทน คงต้องติดตามกันต่อไปครับสำหรับประเด็น l’euthanasie ว่าจะมีในบ้านเราหรือไม่ แต่ผมคิดว่าสังคมไทยคงยังรับไม่ได้ถึงขนาดฉีดยาให้ตายเหมือนในฮอลแลนด์หรือเบลเยียมแน่ๆ

..................

ประเด็นเรื่องการุณยฆาตหนีไม่พ้นกับการต่อสู้ระหว่างฝ่ายเสรีนิยมกับอนุรักษ์นิยม เป็นประเด็นที่เกี่ยวพันตั้งแต่แนวคิดทางการเมือง ศาสนา ประเพณี ค่านิยม ในเชิงกฎหมายเองก็เป็นการรบกันในทางนิติปรัชญาระหว่างสำนักความคิดต่างๆ

ก่อนหน้านั้น คงไม่มีใครคิดว่าประเด็นการุณยฆาตจะถูกนำขึ้นมาถกเถียง คงไม่มีใครคาดว่าจะได้เห็นกฎหมายที่อนุญาตให้คนปลิดชีวิตตนเองได้ การุณยฆาตจึงนับเป็นตัวอย่างที่ดีตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับสังคม ไม่มีสังคมที่ปราศจากกฎหมาย และเช่นกันกฎหมายก็ไม่อาจละเลยความเป็นไปของสังคม

โลกปัจจุบันที่วิวัฒนาการก้าวไกล ทุนนิยมเบ่งบาน บริโภคนิยมถึงขีดสุด ปัจเจกชนถวิลหาอยากเป็นเจ้าของในทุกสิ่งๆ ปรารถนาจะเอาชนะธรรมชาติ มนุษย์อาจไขว่คว้าอยากเป็นเจ้าของได้ในทุกสิ่ง แต่สิ่งที่ใกล้ตัวเขาที่สุดอย่างชีวิตตนเอง เขากลับไม่มีโอกาสที่จะลิขิตมันได้

น่าสงสัยว่า เอาเข้าจริงแล้วใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของชีวิตเรา

4 ความคิดเห็น:

Blogger ratioscripta กล่าวว่า...

ว่ากันถึงเรื่องนี้ ตรงกับที่ผมเองก็เคยเขียนๆไว้บ้างนิดหน่อยเช่นกัน และปรากฏอยู่ในส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ของผมด้วยพอดี

ไว้จะลองแลกเปลี่ยนกันผ่านบล็อกของผมนะครับ

ได้ข่าวว่าอากาศแถบยุโรปกำลังร้อนขึ้น

ถือว่าอุ่นเครื่องก่อนกลับมามาตุภูมิเน้อ

รักษาสุขภาพด้วยนะครับเจ้าของบล็อก เดี๋ยวจะไม่เต็มถังยามถึงเมืองไทย

4:19 หลังเที่ยง  
Anonymous บุญชิตฯ กล่าวว่า...

พ่อแม่ของผมเคยสั่งไว้เป็นหนักหนา ว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับท่าน ให้หาทางทำอย่างไรก็ได้ เพื่อทำการุณยฆาตให้ท่าน หาไม่จะถือว่าผมเป็นลูกอกตัญญู ที่ทรมานพ่อแม่เอาไว้ดูเล่นในสภาพสมองตายหรือพิการ

ผมเองก็รับปากไปงั้นๆ เพราะรู้ว่ากฎหมายไม่เปิดช่อง และก็คิดว่า เมื่อเรื่องเกิดกับตัวจริง ผมจะทำใจได้หรือไม่ ที่เป็นผู้ออกคำสั่งฆ่าพ่อฆ่าแม่ด้วยตนเอง

ผมเคยอ่านการ์ตูนเรื่องหนึ่ง อ่านแล้วเศร้าซึมเกี่ยวกับการการุณฆาตพอสมควร แม้ว่าผู้ที่จะถูกตัดสินให้ทำการุณฆาตเป็นเพียงหมาอัลเซเชี่ยนตัวหนึ่งเท่านั้น

ผู้สนใจ (โดยเฉพาะคุณราโช) ลองหามาอ่านดูก็ได้ อาจจะเปิดมุมมองใหม่ๆ ในเรื่องของการุณฆาต ขึ้นมาได้ เรื่องนี้มีชื่อว่า "คุณหมาปัญญาเยอะ" แปลจากเรื่อง "Gangaeru Inu" โดยสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ

ตอนที่ผมว่า อยู่ในเล่ม ๗

อ่านและคิดตาม คุณจะได้เห็นถึง "ศักดิ์ศรี"และ "ความสวยงาม" ของการมีชีวิต และการจบชีวิต ในอีกรูปแบบหนึ่ง

7:29 ก่อนเที่ยง  
Blogger Sakda กล่าวว่า...

สวัสดีครับ
ตามมาจากฟดกครับ

-พอได้อ่านเรื่อง euthanasia
ก็คิดถึงอีกเรื่องคู่กันมาคือเรื่องทำแท้งเสรี...

-ด้วยสภาพสังคมแบบประเทศไทย
เรื่อง"สิทธิที่จะตาย"ที่กำลังพูดกัน
บางครั้งก็กลายเป็น"หน้าที่ที่จะต้องตายไป"
เพื่อคนข้างหลัง ลูกหลานจะได้ทำงานหาเงิน ไม่ต้องมาเสียเวลาเลี้ยงคนที่ไม่สร้างรายได้....

2:38 หลังเที่ยง  
Blogger msk กล่าวว่า...

ตามมาอ่านจากลิ้งค์ที่อาจารย์ได้ให้ไว้ในฟดก.ค่ะ
ขอบคุณสำหรับบทความที่ให้ความรู้สำหรับดิฉันเป็นอย่างมาก
ในเมืองไทยยังไม่ค่อยมีการพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ สำหรับส่วนตัวเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ทั้งความคิดที่ไม่อยากเป็นภาระให้ลูกหลาน หรืออยากพ้นจากความทุกข์ทรมานจากโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษา
ขอบคุณค่ะ

10:55 ก่อนเที่ยง  

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก