วันศุกร์, มิถุนายน 30, 2549

ปฏิญญาฟินแลนด์ VS ไอ้โม่ง

สนธิและพรรคพวกเปิดประเด็น “ปฏิญญาฟินแลนด์” เล่นงานทักษิณว่าไม่จงรักภักดี กระแสสังคมไม่ตอบรับเท่าที่ควร จนเรื่องค่อยๆจางหายไป

มาวันนี้กระแส “ไอ้โม่ง” ผู้อยู่เบื้องหลังในการโค่นล้มทักษิณก็ดังกระหึ่ม โดยเริ่มจากอดีตขาประจำในโต๊ะราชดำเนินซึ่งตอนนี้ย้ายไปปักหลักกันที่ http://www.weopenmind.com/board/index.php อย่าง “พิเภกอินเตอร์” และ “Killer” ได้เข้าไปโพสกระทู้เกี่ยวกับ “ไอ้โม่ง” อยู่หลายกระทู้ตลอดเดือนที่ผ่านมา

จนกระทั่งเมื่อวานทักษิณลุกขึ้นพูดในที่สาธารณะเป็นครั้งแรกถึงกรณีมี “คนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” เข้ามาแทรกแซง (ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าทักษิณพูดในที่ประชุมพรรคว่ามีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญเล่นงานอยู่) ว่า

“ความวุ่นวายเกิดจากหลายอย่าง อย่างหนึ่งคือ เมื่อใดองค์กรตามปกติถูกองค์กรที่อยู่นอกระบบครอบงำหรือมีอิทธิพลมากกว่า องค์กรปกตินั้นก็จะวุ่นวาย หรือถ้าจะแปลเป็นไทยชัดๆก็คือวันนี้องค์กรนอกรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ในรัฐธรรมนูญ คือบุคคลซึ่งดูเหมือนมีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ เข้ามาวุ่นวายองค์กรที่มีในระบบรัฐธรรมนูญมากไป มีการไม่เคารพกติกา”

“ตอนที่นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มาขอลาออก ได้พูดกับตนถึงเรื่องแรงจูงใจที่มีคนมาขอให้ออก และพูดถึงความพยายามที่จะมีรัฐบาลชั่วคราว แก้รัฐธรรมนูญก่อนจึงจะมีการเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่เป็นประชาธิปไตย”

มิตรรักบล็อกเกอร์ว่า “ปฏิญญาฟินแลนด์” กับ “ไอ้โม่ง” อันไหนพอจะมีมูลมากกว่ากันครับ

วันจันทร์, มิถุนายน 26, 2549

กรรมการ กรรมเกิน


สงสัยว่า

กรรมการในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ถ้าเซ็ปป์ แบล็ตเตอร์ ไม่อบรมก่อนปฏิบัติหน้าที่ ก็คงแวะมาดูงานของสามศาลที่ไหแลนด์

เลยชอบเข้าไปแทรกแซง ขอแจมกะเกมฟุตบอลด้วย

วันอาทิตย์, มิถุนายน 25, 2549

๗๔ ปี ๒๔ มิถุนา


๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ คณะราษฎรได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย

นี่คือประกาศคณะราษฎรฉบับที่ ๑ ซึ่งเขียนโดยนายปรีดี พนมยงค์ และพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นผู้อ่าน ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า

ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑
ราษฎรทั้งหลาย

เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบต่อพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์หาเป็นไปตามหวังที่คิดไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณงามความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินทองของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้ในการตกต่ำในการเศรษฐกิจและความฝืดเคืองทำมาหากิน ซึ่งราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้ การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่น ๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่าภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ส่วนตัวปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียภาษีราชการหรือภาษีส่วนตัว ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ใช้ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นได้โค่นราชบัลลังก์เสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอย ๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรรู้เท่าไม่ถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าราษฎรได้มีการศึกษาก็จะรู้ความชั่วร้ายที่ทำไว้และคงจะไม่ยอมให้ทำนาบนหลังคน

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่าประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้กู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั่นเอง ! บ้านเมืองกำลังอัตคัตฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่กวาดรวบรวมไว้มาจัดบ้านเมืองให้มีงานทำจึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินมีเท่าไหรก็เอาฝากต่างประเทศคอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลาย ๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่มีประสงค์ทำการชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองของแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความเห็นนี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุก ๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฏหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง การศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎร อดอยาก
๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร เช่นที่เป็นอยู่)
๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๕ ประการดังกล่าวข้างต้น
๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันคงจะอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งอยู่ในความสงบและตั้งหน้าหากิน อย่าทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริย์” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

คณะราษฎร
๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

ปรีดี พนมยงค์ ได้กล่าวสุนทรพจน์เรื่อง “คณะราษฎรกับการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย ๒๔ มิถุนายน” เนื่องในโอกาสครบรอบ ๕๐ ปีประชาธิปไตยไทย เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๒๕ ณ กรุงปารีส

สุนทรพจน์นี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ปรีดีได้กล่าวถึงสาเหตุที่ตัดตั้งคณะราษฎร สาเหตุที่เลือกใช้คำว่า “คณะราษฎร” การประเมินผลงานของคณะราษฎรในการปฏิบัติตามหลัก ๖ ประการ และการสำรวจความผิดพลาดของคณะราษฎร

ดังความบางตอน เช่น

“คิดแต่เพียงเอาชนะทาง “ยุทธวิธี” ในการยึดอำนาจรัฐเป็นสำคัญ โดยมิได้คิดให้รอบคอบว่าจะรักษาชัยชนะนั้นไว้ได้อย่างไรจึงจะไม่ถูก “การโต้อภิวัฒน์” (Counter – Revolution) ซึ่งจะให้ชาติต้องเดินถอยหลังเข้าคลอง”

“การเชิญท่านข้าราชการเก่ามาร่วมบริหารประเทศนั้น ผมหวังให้ท่านเหล่านั้นก้าวหน้ามากเกินไปกว่าที่ท่านจะทำได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในขบวนการอภิวัฒน์ ถึงกับมีการปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญถาวรฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕”

“ขอให้ท่านทั้งหลายโปรดสังเกตว่า ภายหลังรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ที่ได้ล้มระบบปกครองตามรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยสมบูรณ์ฉบับที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ เป็นต้นมา จนถึง ๒๔ มิถุนายน ๒๕๒๕ ก็เป็นเวลากว่า ๓๕ ปีแล้ว ประชาธิปไตยก็ยังล้มลุกคลุกคลานตลอดมา เกจิอาจารย์บางพวกที่แสดงว่าก้าวหน้าก็ไม่เกื้อกูลชนรุ่นใหม่ให้เข้าใจเหตุแท้จริงที่เป็นอุปสรรคแก่การพัฒนาประชาธิปไตย หากท่านเหล่านั้นมุ่งหน้าที่จะขุดเอาคณะราษฎรที่ล้มสลายไปแล้วนั้นขึ้นมาต่อสู้ด้วยการเสาะหาเรื่องที่เป็นคำบอกเล่า (Hearsay) มาเป็นหลักวิชาการใส่ความคณะราษฎร”

http://www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?h=11&s_id=11&d_id=10&page=1&start=1

.............

มายาคติเกี่ยวกับคณะราษฎรและ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

“คณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม ราษฎรยังไม่พร้อมกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รัชกาลที่ ๗ ตั้งใจจะถวายรัฐธรรมนูญให้ปวงชนชาวไทยอยู่แล้ว แท้จริงแล้วคณะราษฎรไม่ได้มีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมือง หากต้องการอำนาจเท่านั้น จะเห็นได้จากได้อำนาจมาก็ขัดแย้งและเป็นเผด็จการเสียเอง”

วันศุกร์, มิถุนายน 23, 2549

หรือเราจะไม่ได้เห็นซีดานอีก ?


๔ ปีก่อน ฝรั่งเศสเปิดสนามแพ้เซเนกัลไป ๐-๑ นัดที่สองเสมออุรุกวัยไป ๐-๐ เล่นสองนัดมีแต้มเดียว ทั้งๆที่เป็นเต็งหามของกลุ่ม ต้องมาลุ้นนัดสุดท้ายกับเดนมาร์ก ในสถานการณ์ที่ต้องชนะเท่านั้น แต่แล้วฝรั่งเศสที่เข็นซีดานในสภาพพิการลง ก็แพ้ไป ๐-๒ กลับบ้านอย่างเจ็บช้ำ เป็นแชมป์เก่าที่มีแค่แต้มเดียว ยิงไม่ได้สักประตูทั้งๆที่มีดาวซัลโวจากสามลีก คือ เทรเซเกต์ อองรี และซิสเซ่

๒๐๐๖ เลส เบลอส์ เปิดสนามนัดแรกเสมอสวิต ๐-๐ แบบหืดขึ้นคอ นัดที่สองเจอเกาหลีใต้ เล่นดีขึ้น อองรียิงนำแต่เนิ่น แต่ดันผ่อนเกมจนโดนพลังโสมตีเสมอ ๑-๑ ต้องมาลุ้นนัดสุดท้ายกับโตโก

กลุ่มจีที่ฝรั่งเศสอยู่นี้ ไม่ได้ถือว่าเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งนัก ยิ่งไปเทียบกับกลุ่มซี ที่มี อาร์เจนติน่า ฮอลแลนด์ โค้ตดิวัวร์ และเซอรเบีย-มอนเตเนโกร หรือกลุ่มอีที่มี อิตาลี กาน่า เช็ค และสหรัฐอเมริกา แต่ฝรั่งเศสก็กลับเป็นไก่ติดหวัดนกโชว์ฟอร์มร่อแร่จนต้องมาลุ้นนัดสุดท้าย

สื่อมวลชนและคนฝรั่งเศสสับแหลกทีมชุดนี้เละเทะ

บ้างว่าซีดานแก่เกินไป หมดสภาพแล้ว
บ้างว่าอองรีเล่นไม่ดีเหมือนสโมสร
บ้างว่าเล่นเกมรับมากไป
บ้างว่านักเตะส่วนใหญ่เลยจุดสุดยอดมาแล้ว ไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน

แต่ที่โดนหนักที่สุด หนีไม่พ้น เรย์มงด์ โดเมเน็ก ที่โดนข้อหา เรียกนักเตะที่ตนเองรักใคร่ป็นการส่วนตัว ไม่เรียกเอาตัวที่ดีที่สุดเข้ามา จะเห็นได้จากการหลุดทีมไปของ นิโกล่าส์ อเนลก้า, ลูโดวิช ชูลี่, โรแบร์ ปิแรส, โยฮัน มิกูด์

ไหนจะมีข้อหาแก้เกมไม่ได้เรื่อง ปอดแหก เล่นเกมรับ กลัวแพ้

ไหนจะโดนข้อหาเกาเหลากับซีดาน ไม่มีบารมีกับลูกทีม

จะว่าไป ไก่ตัวนี้ก็มีอาการขี้โรคมานานแล้ว

ฟุตบอลโลก ๑๙๙๘ ก็เล่นไม่ดีเท่าไร อาศัยความเป็นเจ้าภาพ ประกอบกับโชคดี รอบแรกก็อยู่สายอ่อนร่วมกับซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้ และเดนมาร์ก รอบสองเจอปารากวัย มาได้โกลเด้นโกล์จากโลร็องด์ บล็องก์ รอบแปดทีมสุดท้าย ดวลจุดโทษชนะอิตาลี รอบรองชนะเลิศก็เกือบเสร็จโครเอเชียอยู่ ดีที่ได้กองหลังอย่างตูรามเติมเกมบุกจากการโต้กลับ หลุดขึ้นไปยิงได้ มารอบชิง ค่อยกลับมาท็อปฟอร์ม แต่รูปเกมจะว่าไปก็ไม่ได้เด่นกว่าบราซิลมากนัก ถ้าเทียบกับสกอร์ที่ขาดถึง ๓-๐

ยูโร ๒๐๐๐ ที่ได้แชมป์ ก็มีปาฏิหาริย์ในนัดชิงชนะเลิศ ตีเสมอนาทีสุดท้ายจากวิลตอร์ และมาได้โกลเด้น โกล์จากเทรเซเกต์

มาฟุตบอลโลก ๒๐๐๒ ไม่ต้องพูดถึง ดูไม่จืด

เอาเข้าจริงฝรั่งเศสประสบปัญหาสิงห์ปืนฝืดมานานแล้ว ยิงประตูได้ไม่เยอะ ยิ่ง ๒ ปีหลังมานี้ ผมดูฝรั่งเศสเล่นทีไร อึดอัดใจไปทุกที ครองบอลได้ ต่อบอลสวย คุมเกมตลอด แต่ยิงประตูไม่เป็น หรือพอยิงนำได้ก็ชอบปิดเกม แล้วมาโดนตีเสมอท้ายเกมประจำ

น่าแปลกใจทั้งๆที่ฝรั่งเศสมีกองหน้าที่ไปแผลงฤทธิ์เป็นดาวซัลโวอยู่ในหลายๆลีก แต่พอเล่นในนามทีมชาติกับฝืดทุกคน

เท่าที่สำรวจตามสื่อต่างๆ คนฝรั่งเศสยังมั่นใจอยู่พอควรว่าทีมของเขาชนะโตโกเกินสองลูก พวกเขายอมรับว่าหากขุนพลตราไก่ไม่มีปัญญายิงโตโกได้ถึงสองลูกก็สมควรตกรอบ ควรถึงเวลาแห่งการล้างบางทีมชาติและตื่นจากอดีตอันหอมหวลเมื่อปี ๑๙๙๘ เสียที

ฌอง – มิเชล ลาร์เก้ และอาร์แซน เวนเกอร์ เห็นตรงกันว่า นัดนี้เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญ หากฝรั่งเศสรอดไปได้ ก็อาจคืนฟอร์ม ติดลมบน ตะลุยไปได้ถึงรอบรองชนะเลิศ เหมือนดังฟุตบอลโลก ๑๙๘๒ ที่สเปน ครั้งนั้นฝรั่งเศสเริ่มต้นรอบแรกแบบเจียนอยู่เจียนไป แต่สุดท้ายได้ที่ ๔ กลับมา

ฟาเบียง บาร์เตซ บอกว่าฝรั่งเศสยังเป็นทีมที่มีสิทธิเป็นแชมป์โลกอยู่ อย่าพึ่งกาชื่อพวกเขาออกไป ในขณะที่โคล้ด มาเกเลเล่บอกว่ามั่นใจ และครั้งนี้เป็นงานง่ายกว่าถ้าเทียบกับ ๒๐๐๒

ในยามที่ฝรั่งเศสต้องการชัยชนะสถานเดียว และยังต้องยิงให้ได้เยอะๆอีกด้วย ประกอบกับการขาดซีดานไปเนื่องจากโทษแบน โดเมเน็กจึงไม่มีทางเลือกอื่น ครั้งนี้เขายอมลดทิฐิ เลิกใช้แผน ๔-๒-๓-๑ หันมาใช้ ๔-๔-๒ แทน

ฟาเบียง บาร์เตซ
วิลลี่ ซาญอล – ลิลิยอง ตูราม – วิลเลียม กัลลาส – มิคคาแอล ซิลแวสตร์
ฟร้องค์ ริเบรี่ – ปาทริค วิเอร่า – โคล้ด มาเกเลเล่ – ฟลอร็องด์ มาลูด้า
ดาวิด เทรเซเกต์ – เธียร์รี่ อองรี

มีเปลี่ยน ๓ ตำแหน่ง ซิลแวสตร์ ลงแทน อบิดาล ที่ติดโทษ ริเบรี่ กลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้งแทน วิลตอร์ และ เทรเซเกต์ ได้รับโอกาสเป็นตัวจริงครั้งแรกในฟุตบอลโลกครั้งนี้ แทนซีดานที่ติดโทษ

แรกๆ มีข่าวมาว่า โดเมเน็กจะดื้อด้านใช้แผนเดิมอีก โดยจะเอาวีกาช โดรัสโซ ลงแทน ซีดาน แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจให้โอกาสเทรเซเกต์เพื่อลงไปไล่ล่าประตู

กล่าวสำหรับโตโก อดีตเคยเป็นประเทศในอาณานิคมของฝรั่งเศส เล่นบอลสไตล์ทีมจากแอฟริกา แข็งแกร่ง รวดเร็ว แรงเยอะ แต่ว่าจบเป็นประตูไม่ได้

นักเตะส่วนใหญ่ค้าแข้งในลีกฝรั่งเศส ทั้งหมดรวม ๑๐ คนเล่นอยู่ใน ลีก เดอ

ที่เป็นตัวชูโรง หนีไม่พ้น เอมมานูแอล ชิยี่ อเดบายอร์ หัวหอกหุ่นเก้งก้าง ขาเล็กเป็นตะเกียบ อเดบายอร์เคยเล่นกับโมนาโกชุดรองแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกที่แพ้ปอร์โต้ ปัจจุบันเล่นให้อาร์เซนอล อเดบายอร์สไตล์เดียวกับเอ็นวานโก้ คานู กองหน้าไนจีเรีย เก้งก้าง ดูเกะกะๆ แต่แข็งแกร่ง แถมเล่นทีมชาติใส่เบอร์ ๔ เหมือนกันอีก

สถานีกานาล พลุส เคเบิ้ลทีวีที่นี่ จัดรายการเอาคนมานั่งคุยกัน มีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า กานาล พลุส ร่ำรวยมหาศาล น่าจะเอาเงินสักก้อนไปช่วยเหลือโตโกสักหน่อย

เข้าใจว่าคงเป็นมุขตลกเท่านั้น

สื่อฝรั่งเศสไปสัมภาษณ์นักเตะโตโกหลายคน พวกเขาบอกว่า แม้โตโกตกรอบไปแล้ว แต่งานนี้ไม่มีซูเอี๋ย เขาเล่นเพื่อศักดิ์ศรีของทีมแน่นอน อย่างน้อยก็เพื่อชาวโตโก

ผมคิดว่าฝรั่งเศสน่าจะรอดจากนัดนี้ไปแบบไม่เหนื่อยมาก อาจชนะสองลูกขึ้นไป แต่ชัยชนะก็เป็นเพียงแค่ต่อลมหายใจให้กับไก่ที่ติดหวัดนกตัวนี้เท่านั้น รอบต่อไปคาดว่าเจอสเปน คงไม่รอดแน่นอน

หวังว่านัดที่ฝรั่งเศสเจอเกาหลีใต้เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๐๐๖ การลงสนามในนามทีมชาตินัดที่ ๑๐๔ จะไม่เป็นนัดสุดท้ายของซีเนอดีน ซีดาน

....................

ความเป็นไปได้ของฝรั่งเศส

ได้ที่หนึ่งของกลุ่ม
- ชนะโตโก ๓ ลูกขึ้นไป สวิตและเกาหลีใต้เสมอ
- ชนะโตโก ๒ ลูก สวิตและเกาหลีใต้เสมอ ๐-๐ หรือ ๑-๑

ต้องจับสลากแย่งที่หนึ่งกับสวิต
- ชนะโตโก ๒-๐ และสวิตเสมอเกาหลีใต้ ๑-๑
- ชนะโตโก ๓-๑ สวิตเสมอเกาหลีใต้ ๒-๒

ได้ที่สองของกลุ่ม
- ชนะโตโก และคู่สวิตกับเกาหลีใต้ มีผลแพ้ชนะ เกาหลีใต้ชนะสวิต หรือ สวิตชนะเกาหลีใต้
- ชนะโตโก ๒-๐ และสวิตเสมอเกาหลีใต้ ๒-๒ เกาหลีใต้ตกรอบเพราะประตูได้เสียน้อยกว่าฝรั่งเศสหนึ่งลูก
- ชนะโตโก ๓-๑ และสวิตเสมอเกาหลีใต้ ๓-๓ เกาหลีใต้ตกรอบเพราะประตูได้เสียน้อยกว่าฝรั่งเศสหนึ่งลูก
- ชนะโตโก ๓-๒ และสวิตเสมอกับเกาหลี ๐-๐ เกาหลีใต้ตกรอบแม้ประตูได้เสียเท่ากับฝรั่งเศส แต่ประตูได้น้อยกว่า

จับสลากแย่งที่สองกับเกาหลี
- ชนะโตโก ๒-๑ และสวิตเสมอกับเกาหลีใต้ ๐-๐

ตกรอบ
- เสมอโตโก
- แพ้โตโก
- ชนะโตโก ๑-๐ และสวิตเสมอเกาหลีใต้ไม่ว่าจะสกอร์ใดก็ตาม ฝรั่งเศสตกรอบแม้ประตูได้เสียเท่าเกาหลีใต้ แต่ประตูได้น้อยกว่า
- ชนะโตโก ๒-๑ และสวิตเสมอเกาหลีใต้ ๑-๑ ฝรั่งเศสตกรอบแม้ประตูได้เสียเท่าเกาหลีใต้ แต่ประตูได้น้อยกว่า

สรุป สวิตขอเสมอก็เข้ารอบแน่นอน เกาหลีใต้ถ้าไม่ชนะ ก็ต้องยันเสมอให้ได้แล้วไปลุ้นอีกคู่หนึ่งเอา ส่วนฝรั่งเศสต้องชนะสองลูกขึ้นไปเพื่อความปลอดภัย

Bisous


ก่อนมาเรียนที่ฝรั่งเศส ผมพอทราบธรรมเนียมการทักทายของคนที่นี่อยู่บ้าง ยามเจอกัน ผู้ชายและผู้หญิงจะเอาแก้มขวามาชนกันที แก้มซ้ายมาชนกันที บางท้องถิ่น เล่นชนข้างละสองก็มี

บางครั้งลามปามเอาปากไปจุ๊บตรงแก้มของคู่กรณีก็พอได้

พอลากัน เราก็เอาแก้มชนกันอีกรอบ

รวมไป – กลับ เราอาจได้เอาแก้มชน (หรือจุ๊บ) กับแก้มสาวๆ สี่ถึงแปดหน

การทักทายแบบนี้ เรียกว่า Bisous

ที่กล่าวมานั้น นิยมทำกันเฉพาะชายกับหญิง หรือหญิงกับหญิง ชายกับชายมักทักทายกันด้วยการจับมือมากกว่า

ในแง่นี้ ผมเห็นว่า Bisous สร้างกำไรให้แก่ฝ่ายชายเป็นอย่างยิ่ง คนฝรั่งเศสอาจเฉยๆมั้ง เห็นเป็นเรื่องปกติไป

ผมเคยถามบรรดาสาวๆไทย เธอก็กล่าวทำนองว่าเธอก็อยากจะเลือกชายหล่อๆที่จะมา Bisous เหมือนกัน ไม่ใช่เจอพ่อหนุ่มที่หนวดเคราไม่โกน บิสซูทีเล่นเอาแก้มสึกหรอเพราะหนวดทิ่ม หรือไม่ใช่เจอตาลุงนักดื่ม กลิ่นเหล้าคลุ้งกาย

เมื่อผมได้เหยียบแผ่นดินฝรั่งเศส คิดในใจว่า อีกไม่นาน ไม่ช้าก็เร็ว กูจะได้หอมแก้มสาวๆฝรั่งเศสแล้ว

เพราะผมทราบดีว่า หากสาวๆมาขอเราเมื่อไร เรามัวแต่ขวยเขินไม่กล้า Bisous ตอบ แต่ยื่นมือไปให้เค้าจับมือแทนแล้ว ย่อมเสียมารยาทอย่างร้ายแรง

คิดได้ดังนั้น ผมก็เฝ้ารอวันแรกที่จะได้ Bisous สาวๆฝรั่งเศส

วันแรก ณ เมือง Vichy ที่ผมเรียนภาษาอยู่ในขณะนั้น ผมพยายามหาโอกาสให้ตัวเอง ด้อมๆมองๆหาเป้าหมายไปเรื่อย แต่แล้วก็ไม่สำเร็จ

จนกระทั่งวันที่สอง ผมออกไปหาแอลกอฮอล์ดื่มยามค่ำคืน

ขากลับ ฝนตกพรำๆ ผมเดินกลับบ้าน

ระหว่างทางผมเห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งล้มคว่ำอยู่กลางถนน เดชะบุญ Vichy เมืองที่ผมอยู่เป็นเมืองเล็กๆ ประกอบกับยามค่ำคืน รถราไม่ขวักไขว่ จึงไม่มีรถขับตามมาเสย

ชายแก่คนหนึ่ง คะเนได้ว่าต้องอายุมากกว่าพ่อผมแน่นอน ล้มลุกลุกคลาน พยายามยกมอเตอร์ไซค์ของเขากลับขึ้นมา

ด้วยน้ำจิตน้ำใจเต็มเปี่ยมตามสไตล์คนไทย ผมเลยอาสาเข้าไปช่วยยกมอเตอร์ไซค์ให้เขา ทันใดนั้น ผมได้กลิ่นที่ผมคุ้นเคยดี ร่างกายของชายคนนั้นคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้า ไม่ต้องเป็นนักดื่มมืออาชีพก็พอรู้ได้ว่าเขาอยู่ในสภาพไม่สมประดี

ผมเกรงว่าหากปล่อยให้เขาขี่รถกลับบ้านไปต่อ ไม่แคล้ว ไม่ถึง ๑๐๐ เมตร คงคว่ำอีก

ผมตัดสินใจงัดภาษามือบวกภาษาฝรั่งเศสแบบงูๆปลาๆเท่าความรู้ที่มีในขณะนั้นออกมาใช้ เพื่อบอกเขาว่าผมจะช่วยลากรถมอเตอร์ไซค์ไปให้จนถึงบ้าน คุณบอกทางผมมาละกัน

ระหว่างทาง เราคุยกันแบบไม่รู้เรื่อง

จะให้รู้เรื่องได้อย่างไร ในเมื่ออยู่ในสภาพมึนๆเมาๆมาทั้งคู่ แถมภาษาของผมก็ห่วยบรม จับใจความได้หนึ่งคำถาม เขาถามผมว่ามาจากประเทศไหน ผมตอบว่า เฌอ ซวี ไตล็องเดส์ เขาบอกว่า อ่อๆ ไต้หวันๆ

ผมขี้เกียจอธิบายต่อ เดี๋ยวจะไม่ได้กลับบ้านกันพอดี

ผ่านไปได้ ๑๐ นาที ก็ถึงบ้านของเขา

เขาขอบคุณผม (อันนี้ฟังออกๆ เขาพูดว่า แมร์กซี่) แล้วก็บอกอะไรอีกไม่รู้ ผมทำหน้างง เขาเลยบอกว่า “ยู อาร์ กู๊ด บอย”

จากนั้นเขาก็เข้ามาโอบกอดผม ผมใจหายวาบ

ยังไม่พอๆ เขายังเอาปากอันคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้ามาจุ๊บลงตรงแก้มผม ขวาที ซ้ายที พลางพูดว่า “แมร์กซี่ๆ ยู อาร์ กู๊ด บอย”

ผมอึ้งไปชั่วขณะ ไม่รู้จะทำไง

ระหว่างทางเดินกลับบ้าน ผมบ่นกับตัวเองว่า โธ่ ความหวังพังทลาย ตั้งใจจะบิสซูกับสาวๆฝรั่งเศส ที่ไหนได้ แก้มนุ่มนิ่มของผมต้องมาเสียความบริสุทธิ์ให้กับชายแก่ฝรั่งเศสนักดื่มไปเสีย

แต่คิดอีกที ก็โอเค

ความบริสุทธ์ของแก้มผมแลกกลับความปลอดภัยของเขา ก็ดูสมน้ำสมเนื้อกันดี

วันอาทิตย์, มิถุนายน 18, 2549

เลอแปนนิสม์กับทีมชาติฝรั่งเศส


ฌอง-มารี เลอแปน เป็นนักการเมืองขวาตกขอบ หัวหน้าพรรค Front national มีนโยบายชาตินิยม เชิดชูเชื้อชาติฝรั่งเศส ต้องการขับไล่คนสัญชาติอื่นที่มิใช่ฝรั่งเศสแท้ๆออกไปจากประเทศ เลอแปนมองว่าคนเชื้อชาติอื่นที่เป็นอาณานิคมเก่าของฝรั่งเศสหรือคนที่ขอลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศสมักทำตัวเป็น “กาฝาก” คอยใช้สวัสดิการที่รัฐจัดให้ แต่กลับไม่ทำประโยชน์ให้ฝรั่งเศสเลย ยิ่งไปกว่านั้นกลับก่อความไม่สงบอีกด้วย

เลอแปนลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีหลายครั้ง แต่ละครั้งก็ได้รับคะแนนินยมสูงขึ้นเรื่อยๆ การเลือกตั้งปี ๒๐๐๒ ในการลงคะแนนครั้งแรก เลอแปนได้ไปถึงร้อยละ ๑๖.๙๕ รองจากฌาคส์ ชีรัค ที่ได้ไปร้อยละ ๑๙.๗๑และชนะลีโอแนล จอสแป็ง ผู้สมัครตัวเต็งจากพรรคสังคมนิยมและนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นที่ได้ไปร้อยละ ๑๖.๑๒ ทำให้เลอแปนได้เข้าไปดวลกับชีรัคในการลงคะแนนรอบสอง ซึ่งชีรัคก็ชนะไปขาดลอย การแพ้ของเลอแปนไม่สำคัญเท่ากับความนิยมของเลอแปนที่ได้เพิ่มมากขึ้น สังเกตได้จากการลงคะแนนครั้งที่สองซึ่งเลอแปนได้ไปถึงร้อยละ ๑๗.๘๕

กล่าวสำหรับฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส แต่ไหนแต่ไร พลพรรคเลส เบลอส์ ล้วนแล้วแต่มีผิวขาวมาตลอด อาจมีบ้างที่มีเชื้อชาติอื่นมาผสม แต่ก็ไม่พบนักเตะที่มีผิวสีเท่าไรนัก จนกระทั่งมาถึงยุคปลายทศวรรษที่ ๗๐ ต่อต้นทศวรรษที่ ๘๐ มาริอุส เทรซอร์นักเตะจากเกาะกัวเดลู้ป (ถือเป็นส่วนหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส) ก็ข้ามน้ำข้ามทะเลมาค้าแข้งในลีก เอิง จนติดทีมชาติฝรั่งเศส เทรซอร์เป็นกองหลังชั้นดี เคยเล่นให้กับโอลิมปิก มาร์เซย์และบอร์โดซ์ ติดทีมชาติตั้งแต่ ๑๙๗๑ ถึง ๑๙๘๓ รวม ๖๕ นัด ซัดไป ๔ ประตู เป็นหนึ่งในนักเตะชุดที่ ๔ ฟุตบอลโลก ๑๙๘๒

ในช่วงต้นทศวรรษที่ ๘๐ ขุนพลตราไก่ก็มีนักเตะผิวสีเข้ามาร่วมทีมอีกคน คือ ฌอง ติกาน่า หนึ่งในกองกลาง “สี่เหลี่ยมมหัศจรรย์” ชุดแชมป์ยูโร ๑๙๘๔ และอันดับสามฟุตบอลโลก ๑๙๘๖ ร่วมไปกับ มิเชล พลาตินี่, อแล็ง ชิแรส และหลุยส์ แฟร์น็องเดซ

ติกาน่าเป็นกองกลางตัวรับจอมขยัน เกิดที่ประเทศมาลี และอพยพเข้ามาฝรั่งเศสตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ โด่งดังสุดขีดเมื่อตอนค้าแข้งให้กับบอร์โดซ์ ติดทีมชาติตั้งแต่ ๑๙๘๐ ถึง ๑๙๘๖ รวม ๕๒ นัด

จากนั้นเป็นต้นมานักเตะผิวสีและนักเตะที่ไม่ได้มีเชื้อชาติฝรั่งเศสโดยแท้ก็เริ่มติดทีมชาติกันอย่างไม่ขาดสาย ไล่ไปตั้งแต่แบร์นาร์ ลาม่า, บาซิล โบลี่, โจซแล็ง อองโกลม่า, มาร์แซล เดอไซยี่, คริสติย็อง การอมเบอ จนมาถึงยุคปัจจุบันอย่าง ซีเนอดีน ซีดาน, ปาทริค วิเอร่า, เธียร์รี่ อองรี, ลิลิยอง ตูราม

ในฟุตบอลโลก ๑๙๙๘ ที่ฝรั่งเศสเป็นแชมป์นั้น มีนักเตะที่ไม่ใช่ฝรั่งเศสแท้ๆถึง ๑๓ คนจาก ๒๓ คน ใน ๑๑ ตัวจริง มีเพียงฟาเบียง บาร์เตซ, โลร็องต์ บล็องก์, เอ็มมานูแอล เปอตีต์, ดิดิเยร์ เดสช็องส์ และคริสตอฟ ดูการ์รี่ เท่านั้นที่เป็นฝรั่งเศสโดยสายเลือด

ที่เหลืออย่าง ลิลิยอง ตูรามก็เกิดที่เกาะกัวเดลู้ป, มาร์แซล เดอไซยี่ก็เป็นคนกาน่า, บิเซนเต้ ลิซาราซูก็มีเชื้อสายแคว้นบาสก์ในสเปน, คริสติย็อง การอมเบอ ก็เกิดที่เกาะนิว คาเลโดเนียในมหาสมุทรแปซิฟิก, ซีเนอดีน ซีดานก็เกิดจากครอบครัวที่อพยพมาจากแอลจีเรีย, ยูริ จอร์เกฟก็มีพ่อเป็นพวกคัลมุกส์ (คนมองโกลในรัสเซีย) ส่วนแม่ก็เป็นคนอาร์เมเนีย พวกตัวสำรองอย่างปาทริค วิเอร่าก็เป็นคนเซเนกัลโดยกำเนิด, โรแบร์ ปิแรส ก็มีพ่อเชื้อสายโปรตุเกส, เธียร์รี่ อองรีก็มีครอบครัวที่มาจากเกาะกัวเดลู้ป, ดาวิด เทรเซเก้ตก็มีพ่อเป็นคนอาร์เจนติน่า

เลอแปนเคยกล่าวว่า ทีมชาติฝรั่งเศสในยุคสมัยนี้ถูกยึดครองโดยคนที่ไม่ใช่ฝรั่งเศสไปหมดแล้ว เมื่อฮอลแลนด์เตะกับฝรั่งเศส เขาเห็นนักฟุตบอลยุโรปไม่ถึงครึ่ง ฟุตบอลยูโรในสมัยนี้จึงไม่ใช่ฟุตบอลของชาวยุโรปแท้ๆ แต่กลับมีคนชาติอื่นมาร่วมบรรเลงเพลงแข้ง

จากรายชื่อ ๒๓ ขุนพลตราไก่ชุดทำศึกฟุตบอลโลก ๒๐๐๖ มีถึง ๑๗ คน ที่ไม่ได้เป็นคนฝรั่งเศสแท้ๆ แต่มีเชื้อชาติอื่นปะปน บ้างผิวสีเข้มมาก บ้างเข้มน้อยลงมา บ้างก็เป็นอดีตอาณานิคมเก่า บ้างก็โอนสัญชาติมา ดังนี้ เอริค อบิดัล, ฌอง อแล็ง บูมซง (แคเมอรูน), ปาสกาล ชิมบงด้า (กัวเดลู้ป), วิลเลียม กัลล่าส์ (กัวเดลู้ป), มิคาแอล ซิลแวสตร์, ลิลิยอง ตูราม (กัวเดลู้ป), วีกาช โดราซโซ (มอริเชียส), อาลู ดิยาร่า (มาลี), โคล้ด มาเกเลเล่ (คองโก), ฟลอร็องต์ มาลูด้า (กายอาน่า), ปาทริค วิเอร่า (เซเนกัล), ซีเนดีน ซีดาน (แอลจีเรีย), ฌิบริล ซิสเซ่ (โค้ตดิววัร์), ซิดเนย์ โกวู, เธียร์รี่ อองรี (กัวเดลู้ป), หลุยส์ ซาห์, ดาวิด เทรเซเก้ต์ (อาร์เจนติน่า) และซิลแว็ง วิลตอร์

ต้องยอมรับว่าพลพรรคเลส เบลอส์ อยู่ได้ทุกวันนี้ก็ด้วยลำแข้งของคนที่ไม่ใช่ฝรั่งเศสแท้ๆ หากยึดคติตามที่เลอแปนเสนอมา เห็นทีว่าฝรั่งเศสชุดนี้ คงเหลือนักเตะเพียงแค่ ฟาเบียง บาร์เตซ, เกรกอรี่ กูเป้ต์, มิคาแอล ล็องโดร, วิลลี่ ซาโยล, กาแอล ชิเวต์, ฟร้องค์ ริเบรี่ แถม ๖ คนนี้ ๓ คนเป็นผู้รักษาประตูเสียอีก

ที่น่าแปลกใจ นัดเปิดสนาม ฝรั่งเศสเจอสวิตเซอร์แลนด์ นักเตะที่ไม่ใช่ฝรั่งเศสโดยสายเลือดกลับร้องเพลง Le Marseillaise เต็มเสียง แต่นักเตะฝรั่งเศสพันธุ์แท้อย่างบาร์เตซ ซาโยล และริเบรี่กลับไม่เปิดปากแม้แต่น้อย

ไม่แน่ใจว่า ฌอง – มารี เลอแปน จะเชียร์ฝรั่งเศสในฟุตบอลโลกครั้งนี้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เลอแปนนิสม์เอามาใช้กับฝรั่งเศสเมื่อไรคงโกลาหลไม่เบา เพราะนอกจากทีมชาติฝรั่งเศสจะกลายเป็นทีมเกรดสองในวงการฟุตบอลแล้ว ผมเองก็อาจถูกตัดทุนและถูกไล่กลับบ้านได้เหมือนกัน

วันอังคาร, มิถุนายน 13, 2549

ฟร้องค์ ริเบรี่


ฟร้องค์ ริเบรี่ เกิดเมื่อ ๑ เมษายน ๑๙๘๓ ย่านคนจนที่เมือง Boulogne-sur-mer ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ชีวิตของเขาต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่สู้ดี เมื่อริเบรี่อายุได้ ๒ ขวบ เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างร้ายแรง แต่พระเจ้าก็ยังอยู่ข้างเขา ริเบรี่รอดตายได้หวุดหวิด เหลือเพียงรอยบาดแผลบนใบหน้าที่ยังคงเป็นเครื่องเตือนความทรงจำความเลวร้ายในครั้งนั้น

ครอบครัวของริเบรี่มีฐานะยากจน มีเพียงฟุตบอลที่ช่วยให้ริเบรี่ลืมความทุกข์ในชีวิตไปได้บ้าง เพื่อนๆของริเบรี่บอกว่าริเบรี่ใฝ่ฝันจะเป็นเหมือนมาราโดน่า

เส้นทางลูกหนังของริเบรี่น่าสนใจไม่น้อย ตลอด ๕ ปีแรก เขาย้ายสังกัดแล้วถึง ๗ สโมสร ชีวิตค้าแข้งของริเบรี่เริ่มต้นอย่างไม่ราบเรียบนัก เขาเป็นผลผลิตจากโรงเรียนลูกหนังของสโมสร Lille แต่ก็ไม่ได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพ ริเบรี่จึงหวนกลับไปเล่นให้กับ Boulogne ทีมสมัครเล่นบ้านเกิดในปี ๒๐๐๑ – ๒๐๐๒ จากนั้นในปี ๒๐๐๒ -๒๐๐๓ ริเบรี่ก็ชีพจรลงเท้าย้ายไปเล่น Alès ในดิวิชั่น ๓ ต่อด้วย Brest ฟอร์มของริเบรี่เตะตาแมวมองของ Metz จนต้องซื้อตัวเขาไปร่วมทีมในปี ๒๐๐๔ ที่ Metz นี่เองที่ฟอร์มของริเบรี่เริ่มเข้าฝัก ด้วยการปลุกปั้นของฌอง แฟร์น็องเดซ

ริเบรี่เล่นให้เม็ตซ์ได้ไม่ถึงฤดูกาล เขาก็ยุติการตระเวนค้าแข้งอยู่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ด้วยการข้ามน้ำข้ามทะเลไปค้าแข้งถึงอิสตันบูลกับสโมสรกาลาตาซาราย ริเบรี่ใช้ชีวิตนักเตะอยู่ในแดนไก่ช่วงสั้นๆเพียง ๖ เดือน แต่ก็สร้างความประทับใจให้กับกองเชียร์ในอาลี ซามิเยน ช่วยพาทีมคว้าแชมป์บอลถ้วยในปี ๒๐๐๕ จนชาวเติร์กตั้งฉายาให้เขาว่า “FerraRibéry” สมกับความเร็วของเขา

ฤดูกาล ๒๐๐๕ – ๒๐๐๖ ฌอง แฟร์น็องเดซรับตำแหน่งผู้จัดการทีมโอลิมปิก มาร์เซย์ เขาดึงเอานักเตะคู่บุญอย่างริเบรี่กลับมาร่วมทีมอีกครั้ง แฟร์น็องเดซมอบบทบาทให้ริเบรี่อย่างเต็มที่ การเลี้ยงจี้ของเขาปั่นป่วนกองหลังของทุกทีม ตลอดฤดูกาลนี้ ริเบรี่โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจจนได้รับการโหวตเป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลและพาโอแอ็มเข้าชิงเฟรนช์ คัพ แต่ก็พ่ายต่อปารีส แซงต์ แชร์แม็งไป

ล่าสุด ทีมยักษ์ใหญ่หลายทีมพยายามจีบริเบรี่ไปร่วมทีม เพราะเชื่อแน่ว่าหากรอจนถึงหลังฟุตบอลโลกค่าตัวของเขาจะพุ่งขึ้นไปอีก ทีมเต็งที่จะได้ไป คือ โอลิมปิก ลียง ซึ่งฌอง – มิเชล โอลาส ประธานสโมสรถึงกับประกาศว่าเขามั่นใจว่าจะได้ตัวริเบรี่มาแน่นอน

ด้วยฟอร์มอันร้อนแรง สื่อมวลชนและคนฝรั่งเศสจำนวนมากเรียกร้องให้โดเมเน็กหนีบเอาริเบรี่ไปฟุตบอลโลกด้วย อย่างน้อยก็ในฐานะเป็นตัวโจ๊กเกอร์ แม้ริเบรี่จะไม่เคยถูกเรียกติดธงสักครั้งเลยก็ตาม

ในที่สุดเรย์มงด์ โดเมเน็กก็ตัดสินใจเรียกริเบรี่เข้าเป็นหนึ่งใน ๒๓ ขุนพลตราไก่ ทำเอาลูโดวิช ชูลี่, เฌอโรม โรเธน, โยฮัน มิกูด์ หรือโรแบร์ ปิแรส อกหักไปตามๆกัน โดยเฉพาะชูลี่ถึงกับออกอาการว่าโดเมเน็กไม่ยุติธรรม เชื่อได้ว่าถึงตอนนี้ชูลี่คงยอมรับฟอร์มของริเบรี่อยู่เหมือนกัน

ตลอด ๓ นัดอุ่นเครื่องก่อนเริ่มฟุตบอลโลก พบเม็กซิโก เดนมาร์ก และจีน ยามใดที่เกมของฝรั่งเศสไม่ดี กองเชียร์พร้อมใจส่งเสียงกระหึ่ม “ริเบรี่ ริเบรี่” เพื่อกดดันให้โดเมเน็กเปลี่ยนเอาริเบรี่ลงช่วง ๒๐ นาทีสุดท้าย โดเมเน็กเปลี่ยนเอาริเบรี่ลงแทนซีดานบ้าง แทนเตรเซเกต์บ้าง แทนอองรีบ้าง ซึ่งริเบรี่ก็ไม่ทำให้แฟนตราไก่ผิดหวัง การลงสนามของเขาช่วยเปลี่ยนเกมให้ฝรั่งเศสได้เยอะ

จากผลงานเข้าตาของเขา กองเชียร์ฝรั่งเศสก็เรียกร้องให้โดเมเน็กกล้าเสี่ยงส่งริเบรี่ลงเป็น ๑๑ ตัวจริงนัดเปิดสนามกับสวิตเซอร์แลนด์

และด้วยฟอร์มที่ดีในนัดอุ่นเครื่อง แรงสนับสนุนจากกองเชียร์ ประกอบกับการบาดเจ็บของฟลอร็องด์ มาลูด้า ปีกซ้ายจากลียง ทำให้โดเมเน็กตัดสินใจให้ริเบรี่เป็น ๑๑ ตัวจริง รับบทบาทปั้นเกมรุกร่วมกับซีดาน

๑๑ ตัวนัดพบกับสวิตเซอร์แลนด์ มีดังนี้

ผู้รักษาประตู บาร์เตซ
กองหลังจากขวาไปซ้าย ซาญอล – ตูราม – กัลล่าส์ – อบิดาล
กองกลางตัวรับ วิเอร่า – มาเกเลเล่
กองกลางตัวรุก วิลตอร์ – ซีดาน – ริเบรี่
หน้าเป้า อองรี

กล่าวสำหรับแผน ๔ – ๒ – ๓ – ๑ ในช่วงหลังๆ โดเมเน็กเลือกใช้แผนนี้อยู่บ่อยครั้ง เพราะหวังกับแผงมิดฟิลด์ตัวรุกที่มีคุณภาพอยู่หลายคน โดยถอดเอาดาวิด เทรเซเก้ต์ คู่ขาในแดนหน้ากับอองรีในทีมชาติตลอดหลายปีที่ผ่านมา ออกมาเป็นตัวสำรอง หากรูปเกมไม่ดี ต้องการประตูเพิ่ม โดเมเน็กก็จะถอดเอากองกลางออกแล้วส่งเทรเซโกล์ลงไปแทน

ระยะหลัง ฝรั่งเศสเจอสวิตเซอร์แลนด์อยู่บ่อยครั้ง ในยูโร ๒๐๐๔ รอบแรก ฝรั่งเศสชนะไป ๓-๑ รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก ๒๐๐๖ เจอกันมาสองนัด นัดแรกเสมอ ๑-๑ นัดที่สองเสมอ ๐-๐ นัดนี้ฝรั่งเศสต้องเก็บ ๓ แต้มให้ได้เพื่อเข้าเป็นที่ ๑ ของกลุ่ม เพื่อหลีกเลี่ยงไม่เจอกับสเปนซึ่งคาดว่าจะเป็นที่หนึ่งของกลุ่มเอชในรอบสอง และเพื่อหลบบราซิลซึ่งอาจเจอกันในรอบ ๘ ทีมสุดท้าย

สวิตเซอร์แลนด์ชุดนี้เป็นทีมคนรุ่นใหม่ อายุเฉลี่ยน้อยเป็นลำดับที่สองรองจากกาน่า มีนักเตะอายุต่ำกว่า ๒๔ ปีถึง ๑๐ คน โคบี้ คูห์น สร้างทีมชุดนี้เพื่ออนาคตในยูโร ๒๐๐๘ ที่สวิตเซอร์แลนด์จะเป็นเจ้าภาพร่วมกับออสเตรีย โดยมีแกนหลักจากนักเตะชุดแชมป์ยุโรปรุ่นอายุไม่เกิน ๑๗ ปีเมื่อปี ๒๐๐๒ อย่างฟิลิป เซนเดอรอส กองหลัง, ฟิลิป เดเก้น แบ็คขวา (มีฝาแฝดอีกคน คือ เดวิด เดเก้น กองกลาง), ทรากีโย่ บราเก็ตต้า กองกลาง และโยฮัน วอนลันเธน กองหน้า ผสมกับนักเตะมากประสบการณ์อย่าง ปาทริค มุลแลร์ กองหลัง, โยฮัน โฟเกิ้ล กองกลางตัวคุมเกม, ราฟาแอล วิคกี้ กองกลาง และอเล็กซานเดอร์ ฟราย กองหน้าจอมถล่มประตูจากสโมสรแรนส์แห่งลีก เอิง

น่าจะเป็นเกมที่สนุกอีกนัด ผมเดาว่าหากฝรั่งเศสจะทำประตูได้ ประตูนั้นน่าจะมาจากแผงกองลางตัวรุกทั้งสามตัว

จับตานักเตะหมายเลข ๒๒ ของเลส เบลอส์

“ไอ้หน้าบาก” ฟร้องค์ ริเบรี่

วันอาทิตย์, มิถุนายน 11, 2549

New “Oranje” : ส้มลูกใหม่


หลังความล้มเหลวตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก ๒๐๐๒ และผลงานที่ไม่ดีแต่กลับเข้าถึงรอบรองในยูโร ๒๐๐๔ ดิ๊ก แอ๊ดโวคาท ตัดสินใจลาออก เคเอ็นวีบี(สมาคมฟุตบอลฮอลแลนด์) เล็งโค้ชอยู่หลายคน ไม่ว่าจะเป็น รุด กุลลิท, โรนัลด์ คูมัน, หลุยส์ ฟาน กัล และรวมไปถึงกุส ฮิดดิงก์ อดีตโค้ชที่พาฮอลแลนด์เข้าที่ ๔ ในฟุตบอลโลก ๑๙๙๘ และซ้ำรอยอีกครั้งกับเกาหลีใต้ในปี ๒๐๐๒

แต่ทุกคนปฏิเสธ

เคเอ็นวีบีจึงเสี่ยงลองของใหม่ด้วยการเลือกเอามาร์โก แวน บาสเท่นมาคุมทีม

ที่ว่าเสี่ยงก็เพราะว่า มาร์โก แวน บาสเท่น อดีตศูนย์หน้าพรายกระซิบของฮอลแลนด์ชุดแชมป์ยูโร ๘๘ ไม่เคยคุมทีมชุดใหญ่ใดๆมาก่อน หากไม่นับความช่ำชองในฐานะผู้เล่นแล้ว ประสบการณ์ที่แวน บาสเท่นมี ก็เพียงเป็นโค้ชทีมสำรองของอาแจ๊กซ์ร่วมกับ จอห์น ฟาน ชิปท์ เท่านั้น

ในขณะที่อัศวินสีส้มเองก็กำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน ฝาแฝดเดอ บัวร์ และมาร์ค โอเวอร์มาร์สแขวนสตั๊ด เดนนิส เบิร์กแค้มป์เลิกเล่นทีมชาติ ยาป สตัมและเอ็ดการ์ ดาวิดส์ เริ่มโรยรา เบาเดอไวน์ เซนเด้น ก็เจ็บยาว

การนำพลพรรคฟลายอิ้ง ดัตช์แมนผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก ๒๐๐๖ จึงเป็นงานหนักไม่น้อยสำหรับแวน บาสเท่น

เพื่อนร่วมสายในกลุ่ม ๑ ประกอบไปด้วย สาธารณรัฐเช็ค คู่ปรับเจ้าประจำในยุคหลัง, โรมาเนีย, ฟินแลนด์, มาเซโดเนีย, อาร์เมเนีย, อันดอร์ร่า คาดหมายกันว่ากลุ่มนี้อาจต้องลุ้นกันถึงนัดสุดท้ายระหว่างฮอลแลนด์ เช็ค และโรมาเนีย

ตรงกันข้าม แวน บาสเท่นทำผลงานได้ดีเกินคาด ด้วยการพาฮอลแลนด์เป็นที่หนึ่งของกลุ่ม แข่ง ๑๒ ชนะ ๑๐ เสมอ ๒ ยิงไป ๒๗ ลูก เสีย ๓ ลูก ตีตั๋วไปเยอรมันตั้งแต่เนิ่น หนำซ้ำยังล้างแค้นเช็ค ด้วยการชนะทั้งนัดเหย้าและนัดเยือน

เมื่อเริ่มรับงานช่วงแรก แวน บาสเท่นพยายามผสมผสานนักเตะมากประสบการณ์กับนักเตะรุ่นใหม่ๆ ผ่านไปสักระยะเขาจึงค่อยๆถ่ายเลือด คงเหลือนักเตะเก๋าเกมเพียงแค่ไม่กี่คน

แวน บาสเท่นรู้ดีว่าฮอลแลนด์มักประสบปัญหาความสมัครสมานภายในทีมอยู่ประจำ เขาจึงตัดปัญหาด้วยการสร้างทีมใหม่ที่มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ภายใต้การนำของนักเตะจอมเก๋าที่มีบุคลิกผู้นำและไม่ป่วนทีมอย่างฟิลิป โคคู

เขาไม่ง้อดาราเจ้าปัญหาอย่างคลาเรนซ์ เซดอร์ฟ, เอ็ดการ์ ดาวิดส์, แพทริค ไคลเวิร์ต

อดีตศูนย์หน้าพรายกระซิบผู้นี้ยังมองการณ์ไกลด้วยการไม่เรียกนักเตะอายุมากมารับบทตัวสำรอง หากใช้บริการดาวรุ่งพุ่งแรงมากกว่า จะเห็นได้จากตำแหน่งหน้าเป้า ที่อย่างไรเสีย รุด ฟาน นิสเตอรอยก็ต้องยืนตัวจริง รอย มาคายหรือปิแอร์ ฟานฮอยดองก์เป็นได้แค่ตัวสำรองของรุดเท่านั้น แวน บาสเท่นจึงไม่เรียกทั้งคู่มาติดทีม

จากรายชื่อ ๒๓ คน นับว่าแวน บาสเท่นใจเด็ดไม่น้อยที่เลือกใช้บริการนักเตะหน้าใหม่ อายุน้อย มีเพียงเอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ และฟิลิป โคคู เท่านั้นที่เคยผ่านฟุตบอลโลกมาแล้ว

แวน บาสเท่นเน้นนักเตะภายในเป็นพิเศษ มีเพียง ๗ คนที่ค้าแข้งในต่างประเทศ คือ แยน ครอมป์แคมป์ (บียาร์รีลครึ่งฤดูกาลและลิเวอร์พูลอีกครึ่งฤดูกาล), คาลิด บูลาห์รูซ (ฮัมบูร์ก), ราฟาเอล ฟาน เดอฟาร์ท (ฮัมบูร์ก), โจวานนี่ ฟาน บรองค์ฮอร์สท์ (บาร์เซโลน่า), มาร์ค ฟาน บอมเมล (บาร์เซโลน่า) เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ (แมนฯยูฯ) และ รุด ฟาน นิสเตอรอย (แมนฯยูฯ)

เรียกได้ว่าหากใครไม่ติดตามดูฟุตบอลลีกของฮอลแลนด์หรือเล่นเกม FM แล้ว คงไม่คุ้นหูรายชื่อนักเตะฮอลแลนด์หลายๆคนเป็นแน่

แกนหลักของฮอลแลนด์ชุดปัจจุบันมาจากสโมสร เอแซด อัลค์มาร์ (หลุยส์ ฟาน กัลเป็นผู้จัดการทีม) และอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม

นักเตะของ เอแซด อัลค์มาร์ถูกเรียกติดทีมถึง ๕ คน คือ เฮงค์ ทิมเมอร์ ผู้รักษาประตู สามกองหลัง ทิม เดอ แคลร์, ยอริส มอร์ทิสเซ่น, คิว จาเลียนส์ กับหนึ่งมิดฟิลด์ แดนนี่ แลนด์ซาร์ท ยังไม่รวมถึงเด็กเก่าอย่าง แยน ครอมป์แคมป์ และที่ถูกตัดตัวออกไปนาทีสุดท้ายอย่างสองกองหลัง แบร์รี่ ออปดัม และ รอน วลาร์

ในส่วนของอาแจ๊กซ์ มี ๕ คนเช่นกัน ได้แก่ มาร์เตน สเตลเคเลนเบิร์ก ผู้รักษาประตู, จอห์นนี่ ไฮติงก้า กองหลัง, เฮดวิก มาดูโร่ และ เวสลีย์ สไนเดอร์ กองกลาง, ไรอัน บาเบิ้ล กองหน้าดาวรุ่ง

เมื่อศูนย์หน้ามาเป็นผู้จัดการทีม เป็นธรรมดาอยู่เองที่ต้องเน้นเกมรุก แวน บาสเท่น เลือกใช้ แผน ๔-๓-๓ แบบเต็มพื้นที่อันเป็นสูตรสำเร็จของฮอลแลนด์


ประตูจอมเก๋า เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์
แผงหลังสี่คนจากขวาไปซ้าย ครอมป์แครมป์ – บูห์ลารูซ – มาทิสเซน – ฟาน บรองค์ฮอร์สท์
กองกลางสามตัว แลนด์ซาร์ท – โคคู – สไนเดอร์
หน้าสาม ไคท์ – ฟาน นิสเตอรอย – ร็อบเบน

มีกำลังเสริมชั้นดีในแผงหลังอย่าง อังเดร ออยเยอร์ และ จอห์น ไฮติงก้า กองกลางอย่าง ราฟาเอล ฟาน เดอร์ฟาท และ มาร์ค ฟาน บอมเมล และกองหน้าอย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซีย์, ไรอัน บาเบิ้ล และหน้าเป้าสำรอง เวเนกูร์ ออฟ ฮัสเซลิงค์ (คนนี้เบียดเคล้าส์ ยาน ฮุนเตลาร์ กองหน้าดาวรุ่งเข้ามาได้)

ฮอลแลนด์โชคไม่ดี จับสลากมาอยู่กลุ่มแห่งความตายที่ประกอบไปด้วย อาร์เจนติน่า ไอวอรี่ โคสต์ และเซอร์เบีย-มอนเตเนโกร ทุกนัด ทุกคะแนน ทุกประตูได้เสีย มีความหมายต่อการเข้ารอบสองทั้งสิ้น

จึงยากจะคาดเดาว่าฮอลแลนด์จะไปได้ไกลแค่ไหน

แต่ที่แน่ๆ เมื่อเอาทีมชุดนี้ผสมกับนักเตะฮอลแลนด์ชุดเล็กที่ได้แชมป์ยุโรปยู ๒๑ มาหมาดๆ อย่าง

เคล้าส์ ยาน ฮุนเตลาร์ กองหน้าซึ่งถูกจับตาว่าจะเดินตามรอย แวน บาสเท่น คนนี้แวน บาสเท่นบอกว่าสุดเสียดายที่ต้องตัดออกจาก ๒๓ คน แต่รับรองว่ามีอนาคตที่ดีรออยู่แน่นอน

โรเมโอ คาสเตลาน ริมเส้นตัวจี๊ด

ไนเจล เดอ ยอง, เดมี่ เดอซูว์, นิคกี้ ฮอฟ, สติน ชาร์ (กัปตันชุดยู ๒๑) และอิสมาอิล เอสซาติ แผงมิดฟิลด์

ดไวท์ เทียดัลลี, เออร์บี้ เอมานูเอลสัน แผงหลัง

ไม่ต้องเป็นหมอลักษณ์ ก็ฟันธงได้ว่าฮอลแลนด์มีอนาคตที่ดีรออยู่ในยูโร ๒๐๐๘ และฟุตบอลโลก ๒๐๑๐

อัศวินสีส้มไม่เคยขาดนักเตะรุ่นใหม่จริงๆ

...........

วันนี้ (๑๑ มิ.ย.) สองทุ่มเวลาไทย ฮอลแลนด์ จะลงสนามนัดแรกเจอเซอร์เบีย-มอนเตเนโกร (คู่นี้เคยพบกันมาแล้วในยูโร ๒๐๐๐ ฮอลแลนด์ถล่มไป ๖-๑ ไคลเวิร์ตเหมาแฮตทริค)

เกมนี้นับว่าเป็นเกมสำคัญนัดหนึ่งของรอบแรก หากใครเบื่อเกมจืดชืดอย่างอังกฤษ – ปารากวัย หรือ เอกวาดอร์ – โปแลนด์ ในสองวันที่ผ่านมา รับประกันว่านัดนี้ไม่มีผิดหวัง

ฮอลแลนด์ มวยสไตล์ถอยหลังเป็นหกล้ม เจอกับ เซอร์เบีย-มอนเตเนโกร ซึ่งขึ้นชื่อในการเล่นบอลเอ็นเตอร์เทนคนดูมาตั้งแต่ครั้งเป็นยูโกสลาเวีย งานนี้คงยิงกันสนุก หากไม่มีประตูเกิดขึ้น เกมก็ต้องเร้าใจอยู่ดี

กองหลังฮอลแลนด์ต้องเจองานหนักในการประกบเจ้ายักษ์โขมด นิโกล่า ซิกิช เจ้าของความสูง ๒๐๓ เซนติเมตร (ทั้งแข็งทั้งหนา ประมาณ แยน โคลเลอร์ ไม่ได้อ้อนแอ้นแบบปีเตอร์ เคร้าช์) และต้องหยุดการลากเลื้อยของ เดยัน สแตนโกวิชให้ได้ ในแดนหน้า รุด ฟาน นิสเตอรอย จะได้ดวลกับ (อดีต) เพื่อนร่วมทีมอย่าง เนมันยา วิดิช

เดิมพันของอัศวินสีส้มอยู่ที่ต้องเก็บแต้มตุนไว้ให้ได้เพื่อหลีกเลี่ยงการไปตัดสินเข้ารอบสองในนัดสุดท้ายกับอาร์เจนติน่า ในขณะที่ฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจเป็นทัวร์นาเมนท์สุดท้ายที่ทีมเซอร์เบีย-มอนเตเนโกรจะได้เล่นด้วยกัน ก่อนจะแยกประเทศเป็นเซอร์เบีย และ มอนเตเนโกร

อัศวินสีส้มยุค นิว เจเนเรชัน จะไปได้ไกลแต่ไหน
แวน บาสเท่น จะเป็นผู้จัดการทีมได้ดีเหมือนเมื่อครั้งเขาเป็นเพชฌฆาตพรายกระซิบหรือไม่

พิสูจน์ได้ คืนนี้


วันเสาร์, มิถุนายน 10, 2549

Les Eléphants


ไอวอรี่ โคสต์ หรือในภาษาฝรั่งเศสเรียกกันว่า โก๊ต ดิวัวร์ เป็นตัวแทนจากแอฟริกาที่เฉิอนชนะแคเมอรูนเข้ามาเป็นหนึ่งใน ๓๒ ทีมสุดท้าย

ถ้าเอ่ยถึง ดิดิเยร์ ดร็อกบ้า หรือ โคโล่ ตูเร่ เชื่อว่าแฟนบอลชาวไทยคงรู้จักกันดี

แต่ไอวอรี่ โคสต์ไม่ได้มีดีเพียงแค่นั้น

ยาย่า ตูเร่ น้องชายของโคโล่ ในตำแหน่งจอมทัพ
บัวนาเวอตูเร่ คาลู กองกลางตัวรุกจากปารีส แซงต์ แชร์แม็ง
เออแมส เฟย์ มิดฟิลด์ตัวรับจากน็องต์ อดีตทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกรุ่นอายุไม่เกิน ๑๗ ปี
ดิดิเยร์ ซาโกร่า มิดฟิลด์จากแซงต์ เอเตียง
เอ็มมานูเอล เอบูเอ้ แบ็กขวาจากอาร์เซน่อลผู้ประกบปีกดีๆจนไปไม่เป็น

เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นกองกำลังชั้นดีของไอวอรี่ โคสต์

นอกจากนักเตะรุ่นหนุ่มวัยละอ่อนแล้ว ไอวอรี่โคสต์ยังมีดีที่ทีมสปิริต

อองรี มิเชล โค้ชของไอวอรี่ โคสต์ (อดีตเป็นโค้ชทีมชาติฝรั่งเศสสมัยที่พลาตินี่ยังเป็นนักเตะอยู่) จัดว่าเป็นผู้ที่ปลุกจิตใจนักเตะไอวอเรี่ยนให้ฮึกเหิมได้ ไม่รวมถึงข้อได้เปรียบในเรื่องการสื่อสารด้วยภาษาฝรั่งเศสเหมือนกัน และความเข้าอกเข้าใจในวัฒนธรรม

ผสมกับกัปตันอย่างดร็อกบ้าแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสปิริตของทีมจะแน่นแฟ้นเพียงใด

แม้นักเตะไอวอเรี่ยนมีทั้งที่เป็นคาทอลิกและมุสลิมปะปนกันไป แต่ไม่ปรากฏถึงความขัดแย้งเรื่องศาสนา

หลายคนอาจเห็นว่าตัวแทนจากกาฬทวีปในฟุตบอลโลกครั้งนี้ไม่น่าสนใจ เมื่อไม่มีทั้งแคเมอรูน ไนจีเรีย เซเนกัล แอฟริกาใต้

แต่อย่าได้มองข้ามไอวอรี่ โคสต์ชุดนี้ไป

หากไอวอรี่ โคสต์ไม่มาอยู่ในกรุ๊ป ซี กลุ่มแห่งความตายที่มี อาร์เจนตินา ฮอลแลนด์ และเซอร์เบียแล้ว ไอวอรี่ โคสต์น่าจะมีดีพอที่จะผ่านเข้ารอบสองได้

นักเตะไอวอรี่ โคสต์ ๑๓ คนจาก ๒๓ คน ค้าแข้งอยู่ในฝรั่งเศส

อาจกล่าวได้ว่า หากฝรั่งเศสพลาดพลั้งตกรอบก่อนเวลาอันควร และไอวอรี่ โคสต์มีปาฏิหาริย์เข้ารอบลึกๆ เชื่อได้ว่าคนฝรั่งเศสจำนวนมากจะหันมาเชียร์ไอวอรี่ โคสต์

ส่วนตัวผม นอกจากเชียร์ฮอลแลนด์แล้ว ผมยังแบ่งใจเชียร์ไอวอรี่ โคสต์อีกทีมหนึ่ง

คืนนี้ อาร์เจนติน่า หนึ่งในตัวเต็ง จะเปิดสนามนัดแรกเจอกับไอวอรี่ โคสต์ ถือเป็นเกมสนุกเกมหนึ่งของรอบแรกตามความคิดของผม

อยากให้จับตา

ความแข็งแกร่งของนักเตะโค้ต ดิ วัวร์ ๑๒๐ นาทีไม่มีหมด
ทีมสปิริต
ดิดิเยร์ ดร็อกบ้า
และ ท่าดีใจสไตล์เต้นแบบแอฟริกา ที่เราอาจเห็นหากไอวอรี่ โคสต์ยิงประตูได้

หากใครยังไม่มีทีมเชียร์
หากใครชอบบอลรอง
หากใครชอบทีมสร้างสีสันจากกาฬทวีป

ขอเชิญมาเชียร์

ช้างจากกาฬทวีป ไอวอรี่ โคสต์