วันอังคาร, พฤษภาคม 30, 2549

อย่าทำให้รัก เดี๋ยวมันหลง เดี๋ยวมันรัก...


คนใจง่าย - ไอซ์ ศรัณยู

(ฟังเพลง คลิกที่นี่)
http://www.chestha.com/music2/khonjaingai.htm
http://spaces.msn.com/djerg/
http://www.happy-pmb.com/forum_posts.asp?TID=17952&get=last

จั๊ดจาดาดา จั๊ดจั๊ดจาดาดา จั๊ดจาดาดา จั๊ดจั๊ดจาดาดา
จั๊ดจาดาดา จั๊ดจั๊ดจาดาดา จั๊ดจาดาดา จั๊ดจั๊ดจาดาดา

ถูกใจเธอจนได้ ถูกใจเธอจนได้
เมื่อเธอมาทำให้จิตใจของฉันเต้นรัว
ยิ่งเจอก็ยิ่งชอบ ยิ่งชอบก็ยิ่งกลัวรู้ไหมคนดี

บางทีเธอก็ใช่ บางทีก็ไม่ใช่
ดูเธอมีใจให้ แต่บางทีเหมือนไม่มี
ก็เดาใจเธอยาก ไม่รู้ว่าที่จริงนั้นคิดยังไง

อย่าทำให้รัก เดี๋ยวมันหลง เดี๋ยวมันรัก
ฉันตั้งหลักไม่ทัน เดี๋ยวจะรั้งไว้ไม่ไหว
รักมันปักหัวใจทำไง จะดึงออกไปก็ดึงไม่ออก
อย่าทำให้คิด ถ้าไม่รักฉันสักนิด
เข้าใจผิดขึ้นมา ฉันไม่รับผิดชอบ
มาทำให้เคลิ้มตลอด เดี๋ยวเผลอไปกอด
แล้วเธอจะว่ายังไง

จั๊ดจาดาดา จั๊ดจั๊ดจาดาดา จั๊ดจาดาดา จั๊ดจั๊ดจาดาดา
จั๊ดจาดาดา จั๊ดจั๊ดจาดาดา จั๊ดจาดาดา จั๊ดจั๊ดจาดาดา

ก็คนมันใจง่าย ก็เลยชอบคนง่าย
อย่าเลยเธอชั้นไหว้ อย่าทำให้ชั้นใจสั่น
บอกมาแค่สั้นๆ เธอรักชั้นเหมือนกันก็ว่ากันไป

อย่าทำให้รัก เดี๋ยวมันหลงเดี๋ยวมันรัก
ฉันตั้งหลักไม่ทัน เดี๋ยวจะรั้งไว้ไม่ไหว
รักมันปักหัวใจทำไง จะดึงออกไปก็ดึงไม่ออก
อย่าทำให้คิด ถ้าไม่รักฉันสักนิด
เข้าใจผิดขึ้นมา ฉันไม่รับผิดชอบ
มาทำให้เคลิ้มตลอด เดี๋ยวเผลอไปกอด
แล้วเธอจะว่ายังไง

อย่าทำให้รัก เดี๋ยวมันหลงเดี๋ยวมันรัก
ฉันตั้งหลักไม่ทัน เดี๋ยวจะรั้งไว้ไม่ไหว
รักมันปักหัวใจทำไง จะดึงออกไปก็ดึงไม่ออก
อย่าทำให้คิด ถ้าไม่รักฉันสักนิด
เข้าใจผิดขึ้นมา ฉันไม่รับผิดชอบ
มาทำให้เคลิ้มตลอด เดี๋ยวเผลอไปกอด
แล้วเธอจะว่ายังไง

จั๊ดจาดาดา จั๊ดจั๊ดจาดาดา จั๊ดจาดาดา จั๊ดจั๊ดจาดาดา
จั๊ดจาดาดา จั๊ดจั๊ดจาดาดา จั๊ดจาดาดา จั๊ดจั๊ดจาดาดา

...........

มีคนใจดีส่งเพลงนี้มาให้ผมลองฟังดู
ชอบๆ

เพลงนี้แต่งโดยเชษฐา ยารสเอก
ฟังแล้ว เออใช่ แนวเชษฐาจริงๆ

วันศุกร์, พฤษภาคม 26, 2549

ขำไม่ออก และ วิภาคแห่งวิพากษ์

ขำไม่ออก

๑. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต้องการ นายกฯพระราชทาน

๒. เพลงแองแตร์นาซิยงนาล เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา สามารถร้องบนเวทีเดียวกันกับ เพลงหนักแผ่นดิน เพลงความฝันอันสูงสุด เพลงเราสู้

เพลงแองแตร์นาซิยงนาล เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา เพลงคนกับควาย เพลงถั่งโถมโหมแรงไฟ ปรากฏบนเวทีนายกฯพระราชทาน

๓. บทกลอนของวิสา คัญทัพ "ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่ เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" ปรากฏบนเวทีนายกฯพระราชทาน

๔. ใส่เสื้อเช ใส่เสื้อดาวแดง ใส่หมวกกรีนแบเร่ต์ติดดาวแดง แต่ไปชุมนุมกับเวทีนายกฯพระราชทาน ไปชี้หน้าว่าคนอื่นเป็นคอมมิวนิสต์

๕. ปฏิญญาธรรมศาสตร์ ของขบวนการสนธิ พิจารณาจาก การอภิปราย เนื้อหา วัตถุประสงค์ ตลอดจนวาระซ่อนเร้นแล้ว ไม่น่าสอดคล้องกับ มธ.

ต้องยอมรับว่า ไม่มากก็น้อย ชื่อ มธ. ยังพอมีอะไรๆอยู่บ้างที่สะท้อนถึงความเป็น มธ. การปล่อยให้ขบวนการสนธิเอาไปใช้เช่นนี้ จะเหมาะสมหรือ? แค่มาประชุมใน มธ. แล้วเหมาเอาชื่อ มธ. ไปใช้ คงไม่มีเหตุเพียงพอกระมัง

๖. ปราโมทย์ ชัยอนันต์ โสภณ สนธิ เจิมศักดิ์ คำนูณ ใช้สูตรเดิมๆของขบวนการ “ขวาพิฆาตซ้าย”

๗. เปลี่ยนชื่อ “ข้าราชการ” เป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ถือว่าไม่จงรักภักดี

๘. ตั้งพรรควันที่ ๑๔ ก.ค. ซึ่งตรงกับวันปฏิวัติฝรั่งเศส ถือว่าไม่จงรักภักดี

๙. ไปฟินแลนด์พูดคุยเรื่องตั้งพรรคการเมือง พ้องกับที่เลนินไปกบดานก่อนกลับมาโค่นพระเจ้าซาร์ปี ๑๙๑๗ ถือว่าไม่จงรักภักดี

๑๐. ปฏิรูประบบราชการไม่ได้ เพราะมีมาแต่สมัย ร.๕ มิฉะนั้นถือว่าไม่จงรักภักดี น่าเศร้ากว่าที่ชัยอนันต์ สมุทวณิช ราชบัณฑิตทางรัฐศาสตร์ กูรูทางปฏิรูประบบราชการ เจ้าของตำราคลาสสิก “รัฐ” และ “๑๐๐ ปี ปฏิรูประบบราชการไทย” เข้าร่วมกับเวทีที่กล่าวหานั้นด้วย

หรือว่าบ้านเราไม่มีหลัก ไม่มีอุดมการณ์ที่แน่นอน ถาวร มั่นคง ไม่คำนึงถึงบริบททางประวัติศาสตร์ หาก "ฉวยโอกาส" เอามาใช้ได้ตามสถานการณ์?

...............

เอาคอลัมน์ วิภาคแห่งวิพากษ์ หน้า ๓ ของมติชน วันที่ ๒๔ และ ๒๕ พ.ค. มาฝาก

-๑-
สังคม ฐาน "ความรู้" สังคม แห่ง ศตวรรษที่ 21 ศึกษา "การปล่อยข่าว"

การที่คนของ เตียวล่อ จะออกไป ปล่อยข่าว ด้วยการกระซิบในหมู่ราษฎรให้ร้ายเกี่ยวกับ ม้าเฉียว แล้วบางส่วนจะเชื่อถือ เห็นชอบด้วย

มิได้เป็นเรื่องแปลก

ที่ว่ามิได้เป็นเรื่องแปลกมิใช่ว่าจะมองข้ามลักษณะบริสุทธิ์โดยพื้นฐานของมวลชน หากแต่อยู่ที่องค์ประกอบที่ว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ของฝ่ายใด

เป็นของฝ่าย เตียวล่อ หรือว่าเป็นฝ่ายม้าเฉียว

กระนั้น หากจะมีการยกระดับข่าวปล่อยที่มาจากคนของ เตียวล่อ ให้พัฒนาขึ้นให้มีลักษณะที่ครอบคลุมทั้งเสฉวน ให้มีลักษณะที่ครอบคลุมทั่วทั้งดินแดนตงง้วน ก็จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือมากกว่าการกระซิบเพียงอย่างเดียว

แท้จริงแล้ว กระบวนการกระซิบนั้น เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดำเนินไป อย่างยาวนานอย่างยิ่ง

ยาวนานตั้งแต่เริ่มมี ภาษา อันเป็นข้อตกลงร่วมในทางสังคม

ยาวนานตั้งแต่การก่อรูปขึ้นของมนุษย์ที่พัฒนามาจากมนุษย์วานรมีลักษณะทางสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกันในยุคแห่งชุมชนบุพกาล

นั่นเป็นเรื่องของมวลชน นั่นเป็นเรื่องของแต่ละปัจเจกบุคคล

สภาพที่คนๆ หนึ่งได้ข่าวมาอย่างหนึ่งแล้วนำไปบอกกล่าวกับอีกคนหนึ่ง หากเป็นเรื่องส่วนบุคคลก็มิได้เป็นเรื่องแปลก

เป็นเรื่องที่สามารถดำเนินไปอย่างเป็นปกติ

เพราะนี่คือกระบวนการแจ้งข่าวสารเยี่ยงคนที่รู้จักกันและต้องการให้อีกฝ่ายรับรู้ข่าวสารอย่างทัดเทียมกัน

เพียงแต่ว่าหากนำเอาข่าวสารนั้นกระจายไปสู่สาธารณะก็จำเป็นต้องมีการกรอง

กระบวนการกรองข่าวที่ดีที่สุดก็คือ การตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าข่าวสารนั้นมีข้อมูล ความเป็นจริง มากน้อยเพียงใด

ที่ว่าเป็นจริงมิได้หมายความว่าเป็นจริงอย่างที่เราคิด

ตรงกันข้าม ที่ว่าเป็นจริงนั้นขึ้นอยู่กับว่าเป็นเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นจริง มีหลักฐานรองรับอย่างแน่นหนาและเป็นจริงมากน้อยเพียงใด

ปมเงื่อนตรงนี้เองที่ต้องใช้หลักแห่งกาลามสูตรมาเป็นเครื่องมือ

นั่นก็คือ อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา ด้วยการถือสืบๆ กันมา ด้วยการเล่าลือด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ ด้วยตรรกะ ด้วยการอนุมาน ด้วยการคิดตรองตามแนว เหตุผล เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อถือ เพราะนับถือว่าเป็นครูของเรา

การปลงใจเชื่อโดยมองข้ามหลักแห่งกาลามสูตรนั้นเองที่นำไปสู่ความผิดพลาดอย่างสำคัญ

นั่นก็คือ การปลงใจเชื่อโดยไม่มีการตรวจสอบนั่นก็คือ การปลงใจเชื่อเพราะการคิดเอง เออเอง

น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นยังอยู่ที่ว่า ทั้งๆ ที่รับข้อมูลข่าวสารหนึ่งมาอยู่ในมือโดยไม่มีการตรวจสอบว่าข้อมูลเป็นจริงมากน้อยเพียงใด

แต่ได้นำเอาข้อมูลข่าวสารนั้นไปเผยแพร่ต่อ

เป็นการเผยแพร่ต่อโดยมีเป้าหมายที่เห็นว่าข้อมูลข่าวสารนั้นจะนำไปสู่การทำลายบุคคลและกลุ่มบุคคลอันเป็นปรปักษ์ของตน

โดยไม่คำนึงว่าเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเรื่องเท็จ

หากคนๆ นั้นเป็นนักพูด นักอภิปราย ก็ถือได้ว่าเป็นนักพูด นักอภิปราย ที่ไร้ความรับผิดชอบในเรื่องข้อเท็จจริง

หากคนๆ นั้นเป็นนักเขียน ก็ถือได้ว่าเป็นนักเขียนที่ไร้ความรับผิดชอบในเรื่องข้อเท็จจริง

มุ่งเอาสีสัน มุ่งเอาความมัน มุ่งเอาการทำร้ายโค่นล้มปรปักษ์มาอยู่เหนือกว่าสัจจะและความเป็นจริง มุ่งเอาความเด่นความดัง และกระทั่งมุ่งเอาการให้ร้ายป้ายสีเป็นเหมือนบันไดหกในทางการเมือง

ในที่สุดแล้วก็แยกจำแนกไม่ได้ระหว่าง อกุศล กับ กุศล

ในที่สุดแล้วก็แยกจำแนกไม่ได้ระหว่าง มีโทษ กับ ไม่มีโทษ

ปมเงื่อนสำคัญก็คือ การเอาประโยชน์เฉพาะหน้าทางการเมืองมาบดบังความเป็นจริงที่แท้จริง มาบดบังสำนึกแห่งความรับผิดชอบในทางจริยธรรม

ทุกสังคมปรารถนาเห็นความรู้ ไม่ว่าความรู้เชิงธรรมชาติหรือความรู้เชิงสังคม

กระนั้น ความรู้ก็ต้องอยู่บนฐานแห่งความจริง

การแสวงหาความรู้บนฐานแห่งความจริงก่อให้ความรู้นั้นมีความบริบูรณ์ มีความสมบูรณ์เป็นคุณ

นั่นก็คือ นำไปสู่ความรู้ที่แท้ นำไปสู่ความจริงที่จริงแท้

-๒-
สังคม ฐาน "ความรู้" สังคม แห่ง ศตวรรษที่ 21 ศึกษา "นักรัฐศาสตร์"

การที่คนคนหนึ่งตกเป็นเหยื่อ ข่าวลือ การที่คนคนหนึ่งตกเป็นเหยื่อ ข่าวปล่อย ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยและการลือผ่านปากต่อปาก ผ่านสื่อทั้งสื่อเย็นและสื่อร้อน ผ่านสื่อรุ่นเก่าและสื่อรุ่นใหม่

มิได้เป็นเรื่องแปลก มิได้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย

ไม่ว่าจะเป็นสังคมในยุคของ ขงเบ้ง ไม่ว่าจะเป็นสังคมในยุคของ พระยาเม็งราย ไม่ว่าจะเป็นสังคมในยุคของ สุนทรภู่ ไม่ว่าจะเป็นสังคมในยุคของท่าน เทียนวรรณ ไม่ว่าจะเป็นสังคมในยุคของท่าน หอม นิลรัตน์ ณ อยุธยา

กระบวนการข่าวลือ ล้วนสามารถ เกิดขึ้น ดำรงอยู่ ดำเนินไป

กระบวนการ ข่าวปล่อย ล้วนสามารถ เกิดขึ้น ดำรงอยู่ ดำเนินไป

แม้ในยุคแห่งข่าวสาร ข้อมูล ที่สื่อร้อนเช่นโทรทัศน์ดำรงอยู่คู่เคียงมากับสื่อเย็นเช่นหนังสือพิมพ์

กระบวนการ ข่าวลือ กระบวนการ ข่าวปล่อย ก็ยังดำรงอยู่และดำเนินไป

แม้ในยุคแห่งการเติบใหญ่พัฒนาในลักษณะก้าวกระโดดของสื่อสมัยใหม่เช่น เว็บไซต์ ออนไลน์ ที่ไหลลื่นไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โลกกลายเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ได้ภายในพริบตาพลัน

กระบวนการ ข่าวลือ กระบวนการ ข่าวปล่อย ก็ยังดำรงอยู่และดำเนินไป

น่าเศร้าก็ตรงที่เป็นการเกิดขึ้น ดำรงอยู่และดำเนินไป โดยที่มิได้อาศัยเครื่องมือที่ทันสมัยในการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพตามไปด้วย

ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือ การเก็บรับ ข่าวลือ การเก็บรับ ข่าวปล่อย โดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและจริงจัง สร้างความเสียหายให้กับตนเองอยู่แล้วในระดับที่แน่นอนหนึ่ง

การแพร่ ข่าวลือ การแพร่ ข่าวปล่อย ที่มิได้มีการตรวจสอบยิ่งเป็นความเสียหายที่ใหญ่หลวงมากยิ่งกว่าเพราะว่าเท่ากับส่งสารอย่างขาดไร้ซึ่งความรับผิดชอบ

น่าเศร้าอย่างยิ่งก็ตรงที่ประดาคนซึ่งมีบทบาทในการเผยแพร่ ข่าวลือ เผยแพร่ ข่าวปล่อย อย่างเอาการเอางานอยู่ในขณะนี้นั้น

จำนวนหนึ่ง ได้ชื่อว่าเป็น นักรัฐศาสตร์

จำนวนหนึ่ง ได้ชื่อว่าเป็น เอ็นจีโอ ที่มีพื้นฐานในทางวิศวกรรมศาสตร์ เคยทำงานใกล้ชิดอยู่กับผู้ใหญ่ที่มีเกียรติภูมิจากการสร้างความปรองดองขึ้นในชาติบ้านเมือง

โดยความเป็น นักรัฐศาสตร์ น่าจะสามารถเข้าถึงความรู้ ความจริง ได้ลึกซึ้ง

อย่างน้อยก็ลึกซึ้งมากกว่าชาวบ้านที่เรียนน้อย รู้น้อย ส่วนใหญ่ ยิ่งเป็นดุษฎีบัณฑิตยิ่งชวนให้เข้าใจว่ามากด้วยความรอบรู้

เช่นเดียวกับความเป็นวิศวกรน่าจะอยู่ในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แห่งการตรวจสอบ

น่าแปลกที่ความปั่นป่วนวุ่นวายภายในสังคมส่งผลให้ นักรัฐศาสตร์ จำนวนหนึ่ง ส่งผลให้ วิศวกร จำนวนหนึ่ง เกิดความสับสน

สับสนและหลงเชื่อโดยไม่ผ่านกระบวนการครุ่นคิดตามหลัก "กาลามสูตร" แห่งพุทธองค์

สังคมเคยเชื่อว่า ปัญญาชน นักวิชาการ ที่ได้ดุษฎีบัณฑิตมาจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศเป็นผู้ที่น่าเชื่อถือ

พูดอะไรก็ต้องล้างหูน้อมรับฟังด้วยความนบนอบ

สังคมเคยเชื่อว่า นักพัฒนาสังคมที่อ้างว่ารักคนยากคนจน เชื่อมั่นในแนวทางประชาธิปไตย เชื่อมั่นในพลังของมวลมหาประชาชน เป็นผู้ที่น่าเชื่อถือ

พูดอะไรก็ต้องล้างหูน้อมรับฟังด้วยความนบนอบ

แต่สถานการณ์การเคลื่อนไหวทางสังคม การเคลื่อนไหวทางการเมือง ในระยะหลัง เริ่มสร้างความไม่แน่ใจ

สังคมมีความไม่แน่ใจกับพฤติกรรมของ "เด็กเลี้ยงแกะ" นั้นแน่นอนอย่างยิ่งอยู่แล้ว

แต่เมื่อประสบเข้ากับสภาพที่ ปัญญาชน นักวิชาการ นักพัฒนาสังคม นำเอา ข่าวลือ นำเอา ข่าวปล่อย ที่ปั้นน้ำเป็นตัวโดย "เด็กเลี้ยงแกะ" มาเผยแพร่ด้วยความเชื่อมั่นอย่างหัวปักหัวปำ

จึงยิ่งทำให้รู้สึกได้ว่าในที่สุดจุดต่างระหว่าง "เด็กเลี้ยงแกะ" กับ "นักรัฐศาสตร์" นั้นอยู่ที่ไหน

ที่น่าเศร้ายิ่งไปกว่านั้นยังอยู่ที่ความไม่แน่ใจว่า กระบวนการขับเคลื่อน กระบวนการอันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองมีบรรทัดฐานอยู่ที่ไหนและตรงไหน

มีบรรทัดฐานอยู่ที่ความรู้ มีบรรทัดฐานอยู่ที่ความจริง หรือโดยการกุข่าว ลวงโลก

ในที่สุด ก็ต้องย้อนกลับไปทบทวนในเรื่องของ "ฐานความรู้"

ในที่สุด ก็ต้องย้อนกลับไปทบทวนในเรื่องของ "ฐานความจริง"

ในที่สุด ก็ต้องย้อนกลับไปทบทวนในเรื่องของ "ฐานคุณธรรม"

ว่าจะชำแรกแทรกซ่านอยู่ในกระบวนการแสวงหาความรู้และกระบวนการแสวงหาความจริงได้อย่างไร

หากความรู้และความจริงดำเนินไปอย่างไร้คุณธรรมเสียแล้วจะยังมีคุณค่าอันใดได้อีกเล่า

.................

คนที่เขียน หน้า ๓ ในมติชนรายวัน เป็นที่รู้กันในวงการว่าเป็นคนเดียวกันกับคนที่ใช้ลายเซ็น "บรรณาธิการบริหาร" ในมติชนสุดสัปดาห์

คนที่ใช้ลายเซ็น "บรรณาธิการบริหาร" ในมติชนสุดสัปดาห์ เป็นที่รู้กันในวงการว่าเป็นคนเดียวกันกับ เสถียร จันทิมาธร

เสถียร จันทิมาธร เป็นที่รู้กันในวงการว่าเป็นคนคนเดียวกันกับ นักเขียนรางวัลศรีบูรพา

ในระยะหลังสังเกตได้ว่างานเขียนของเสถียร จันทิมาธร ไม่เห็นด้วยกับขบวนการสนธิเท่าไรนัก

สร้างความฉุนเฉียวให้สนธิไม่น้อย

จะเห็นได้จากสุรวิชช์ วีรวรรณ คอลัมนิสต์ผู้จัดการเขียนโจมตีเสถียรใน "สไตล์ผู้จัดการ บวก ซ้อเจ็ด บวก เซี่ยงเส้าหลง" กล่าวคือ ไม่อัดตรงๆแต่อ้อมๆใบ้ๆเอา

ตามมาด้วยสนธิเอาปกมติชนสัปดาห์ ตอนกษัตริย์เนปาล ไปวิจารณ์ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์

เห็นข้อเขียนของเสถียรล่าสุดแล้ว

บอกได้ว่า "แรง" ทีเดียว แต่จะ "แรง" ขนาดไหน ต้องติดตามปฏิกริยาจากสนธิต่อไป

วันพุธ, พฤษภาคม 24, 2549

เซ็งการเมืองไทย ไปดูโฟร์-มดดีกว่า


เลิฟ เลิฟ - โฟร์ มด

ฟังเพลง คลิกที่นี่
http://music.kapook.com/newmusicstation/play.php?id=6166

ดูเอ็มวี คลิกที่นี่
http://www.youtube.com/watch?v=9Xa4ykZDc0I&search=mv%20thai

เลิฟ ยู ...เลิฟ ยู ...เลิฟ ยู ...เลิฟ ยู ...
จะเอาแต่ใจ จะเอาแต่ใจ จะเอาไปให้เธอ
ใจกะตึก ใจกะตึก ใจกะตัก ใจกะตัก
ยะ ยะ ยะ ยะ อยากเจอ
ก็ได้แต่ไอ ก็ได้แต่ไอ อะ อะ ไอ มิส ยู
ใจกะตึก ใจกะตึก ใจกะตัก ใจกะตัก ยังไงก็ไม่รู้

* เพียงเธอมาใกล้กัน
ใจมันสั่น สั่น สั่น และค่อนข้างเหงา
เกิดอาการวิง วิง
เธอจะรักกันจริงหรือเปล่า
เวา เวา เวา เวา

** โรคหัวใจกำเริบ เลิฟ
ละ ละ เลิฟ เลิฟ เลิฟ
ดูสิมันกำเริบ เลิฟ
ละ ละ เลิฟ ยู
เห็นแล้วใจมันอ่อนอ๊อน
อยากจะอ้อนเธอน่าดู
ช่วยมาดูแลรักษากันหน่อยเหอะ

ไม่ชอบก็ได้ ไม่ชอบก็ได้ แต่ต้องมารักหน่อย
สักกะนิด สักกะนิด สักกะหน่อย สักกะหน่อย อย่าปล่อยให้ใจน้อย
ไม่ต้องคิดถึง ไม่ต้องคิดถึง แต่ต้องมาถึงเลย
สักกะนิด สักกะนิด สักกะหน่อย สักกะหน่อยอย่าทำเป็นยืนเฉย

(*,**)
เลิฟ ยู ... เลิฟ ยู ...

เพียงเธอมาใกล้กัน ใจมันสั่น สั่น สั่นและค่อนข้างเหงา
เกิดอาการวิง วิง เธอจะรักกันจริงหรือเปล่า.เวา เวา เวา

โรคหัวใจกำเริบเลิฟ
ละ ละ เลิฟ เลิฟ เลิฟ
ดูสิมันกำเริบ เลิฟ
ละ ละ เลิฟ ยู
เห็นแล้วใจมันอ่อนอ๊อน
อยากจะอ้อนเธอน่าดู ช่
วยมาดูแลรักษากันหน่อยนะ

โอ้ย โรคหัวใจกำเริบเลิฟ
ละ ละ เลิฟ เลิฟ เลิฟ
ดูสิมันกำเริบ เลิฟ
ละ ละ เลิฟ ยู
เห็นแล้วใจมันอ่อนอ๊อน
อยากจะอ้อนเธอน่าดู
ช่วยมาดูแลรักษากันหน่อยเหอะ

...........

ใครเซ็งกับการป้ายสีของก๊วนสนธิ
ใครเบื่อกับความอึดของทักษิณ

ใครเซ็งกับบทบาทของศาลในการเฉดหัว กกต.
ใครเบื่อกับความหนาของกกต.

เชิญชวนไปดูเอ็มวีใสๆอย่าง "เลิฟ เลิฟ" ของ โฟร์ มด ได้เลยครับ

โฟร์นี่ผมเคยเห็นภาพตามเว็บไซต์ต่างๆมานานละ
แต่มดนี่ผมพึ่งรู้นะเนี่ยว่าน้องเค้าอายุ ๑๕ ปีเอง
อ่อนกว่าผม ๑ รอบเต็มๆ
เรียกได้ว่า ตอนน้องเค้าเกิด ผมขึ้น ม. ๑ แล้ว
แถมตัวสูงปี๊ดตั้ง ๑๗๐ ซม.แหนะ

ขอถามบรรดาเสือ สิงห์ กระทิง งู ทั้งหลายว่าชอบใครมากกว่า
สำหรับผม...
ผมชอบน้องมดครับ
ไม่มีสาเหตุ ไม่มีเหตุผล
รู้แต่ชอบ อิอิ

ตอนนี้ลุ้นอย่างเดียว ไม่อยากให้น้องมดออกแนวเซ็กซี่มากไปกว่านี้
แค่นี้กำลังดีอ่ะ ผมว่า

วันก่อน คุยเอ็มเอสเอ็นกับแฟนเพื่อนผม เธอเป็นพีอาร์ที่อาร์เอส
คุยกันเรื่องโฟร์-มดนี่แหละ

เธอบอกว่าวันนี้น้องมดเข้ามาที่อาร์เอส
มีประชุมกับพีอาร์
ผมเลยไหว้วานให้เธอไปบอกน้องมดว่า
เพลงและเอ็มวีข้องน้องนี่ ทำให้ผมหายเครียดจากการเมืองไทยได้ดีทีเดียว

วันรุ่งขึ้นเธอมาแจ้งข่าวผมว่า เธอบอกน้องมดให้แล้ว
น้องมดฝากขอบคุณมาด้วย

โอ้ ดีใจๆ
เอ๊ะ นี่ผมแก่ปูนนี้ไหงมาบ้าดาราได้หว่า

หรือมันจะจริง ที่เขาว่ากันว่า
คนแก่มักรักเด็ก

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 21, 2549

ความเหมือนที่แตกต่าง


นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙

“ส่วนเรื่องของ ปฏิญญาฟินแลนด์ ที่มีการพูดถึงกันทั่วไปในขณะนี้นั้น มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะพฤติกรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ผ่านมา และเป็นอยู่ในขณะนี้ ยืนยันได้ค่อนข้างชัดเจนมีแนวโน้มเป็นไปตามปฏิญญาฟินแลนด์ ดังนั้น พ.ต.ท. ทักษิณ ควรออกมาชี้แจง หากนิ่งเฉยเท่าการยอมรับความจริง และพรรคไทยรักไทยอาจจะถูกตั้งข้อหาเข้าข่ายล้มระบอบการปกครองก็เป็นได้

นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๙


“ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ แต่พฤติกรรมที่ผ่านมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และพรรคไทยรักไทย ล้วนเชื่อถือได้ว่าเป็นเรื่องจริง ทั้งการพยายามทำระบบเศรษฐกิจให้เป็นระบบทุนนิยม การแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งหมดก็เพื่อประโยชน์ของตัวเอง และพวกพ้อง การพยายามทำลายสถาบันต่างๆ การเปิดโอกาสให้นายทุนต่างชาติเข้ามายึดครองทรัพย์สินของคนไทย ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามขั้นตอนที่ได้วางแผนไว้ในปฏิญญาทั้งสิ้น ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนจับตามอง และช่วยกันขจัดระบบนี้ออกไป เพราะถ้าปล่อยเอาไว้จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง"

"ที่มาของปฏิญญาเหล่านี้มาจากกลุ่มคนที่มาจากการรวมความคิดของกลุ่มคนที่เข้าป่ามาก่อน จึงเป็นเรื่องน่ากลัวที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันสกัดกั้นนักการเมืองกลุ่มนี้ โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคจะต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้เข้าใจถึงอันตรายของระบอบทักษิณ และให้เห็นว่าปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาจากความตั้งใจของคนบางกลุ่ม ไม่ใช่เกิดจากฝ่ายต่างๆ ตามที่พรรคไทยรักไทยพยายามกล่าวหา”

สนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๙

“มีคนเตือนแล้ว ผมก็คิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เผอิญอาจารย์ธีรภัทร์ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เมื่อ 10 กรกฎาคม 2548 เจ็ดปีให้หลัง ผมอ่านแล้วผมก็สะดุ้งทั้งตัวเลย อาจารย์ธีรภัทร์พูดอย่างนี้ "ในที่สุด ถึงวันที่จะไปจดทะเบียน ก็มีการประชุมว่า ควรจะไปจดทะเบียนวันไหน คุณทักษิณกำหนดวันที่ 14 กรกฎาคม ผมไม่ได้แย้ง แต่บอกข้อมูลว่า วันที่ 14 กรกฎาคม เป็นวันชาติฝรั่งเศส เป็นวันปฏิวัติฝรั่งเศสที่ล้มล้างระบอบกษัตริย์ ก็ต้องระมัดระวังว่าคนอาจจะคิดไปในทิศทางนั้นได้ ท่านก็บอกว่า ข้อมูลนี้ผมต้องไปคิดดูใหม่ ก็ประมาณสัปดาห์หนึ่งกลับมา ท่านบอกว่า ดีแล้วล่ะ วันนี้เหมาะสมที่สุด" ก็ไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องบังเอิญ หรือเป็นเรื่องที่ไตร่ตรองไว้แล้ว ก็สุดแล้วแต่พ่อแม่พี่น้องจะคิดกันเอาเองนะครับ”

สี่ ให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เป็นเพียงสัญลักษณ์ ให้เป็นเพียงสัญลักษณ์ โดยที่เขาทำข้อห้า คือปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูประบบราชการนั้น คือการทำลายรากฐาน โครงสร้างของระบบราชการซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ใช่ ไม่ใช่ ให้พังทลายไปหมด ให้พังทลายเพื่อให้มีแนวทางมอบนโยบายทุกส่วน การกำกับการทุกอย่าง ให้ขึ้นตรงกับใคร นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีแต่ผู้เดียว เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้ว่าฯ รายงานตรงนายกฯ นายกฯ ลงไป ไม่งั้นแล้วนายกฯ จะลงไปที่อาจสามารถทำไม ใช่ ไม่ใช่ ลงไปด่าแม่นายอำเภอ แล้ววันนี้อาจสามารถล้มเหลวไหม ล้มเหลวหมด แล้ววันนี้ใครเป็นข้าราชการจะเห็นบัตรประจำตัว เขียนว่าอะไร เจ้าหน้าที่รัฐ เพลงชาติใหม่ที่แกรมมี่แต่ง เห็นไหม แต่ว่าโดนค้านก็เลยเงียบไป เห็นไหม กระบวนการต่างๆ ที่เราสู้เพื่อในหลวง จำได้ไหม วันที่ 9 กันยาฯ ที่ผมถูกปิดรายการ แล้วต่อมา เพื่อปิดปากผม แจ้งความจับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จำได้เปล่า จนกระทั่งมีพระราชดำรัสวันที่ 4 ธันวาคม ออกมา ถึงถอนแจ้งความ แล้ววันนี้ก็กลับมาอีกครั้ง ใช่ ไม่ใช่ นี่ล่ะคือปฏิญญาฟินแลนด์”

ปราโมทย์ นาครทรรพ ในบทความ “ยุทธศาสตร์ฟินแลนด์: แผนเปลี่ยนการปกครองไทย?”

“ผมต้องสารภาพว่า ผมไม่ทราบว่าปฏิญญาฟินแลนด์หรือยุทธศาสตร์ฟินแลนด์นี้มีอยู่จริงหรือไม่ มีใครบ้างช่วยกันสร้างขึ้นมา ตั้งแต่เมื่อใด มีสาระสำคัญว่าอย่างไร ผมเพิ่งได้ยินเรื่องนี้เมื่อไม่กี่วันนี้จากคณาจารย์หลายท่านที่มาเยี่ยม ผมเห็นว่าเรื่องนี้น่าสนใจติดตามศึกษาให้รู้ความจริง เพราะถ้าเป็นความจริง เราจะอยู่นิ่งไม่ได้ ถ้ารู้ว่ามีกลุ่มบุคคลจงใจสมคบกันจะทำลายระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนได้อย่างไร”

“ ผมกล้าพูดว่าที่สวีเดนมีบุคคลที่ต้องการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ออกเว็บไซต์โจมตีพระเจ้าอยู่หัวและราชวงศ์ ผมกล้าพูดเพราะผมเห็นสำเนาพิมพ์มาจากเว็บไซต์นั้นเล่มเบ้อเริ่ม ผมกล้าพูดเพราะผมเห็นภาพถ่ายแหล่งผลิตและบริเวณใกล้เคียง ผมกล้าพูดเพราะผมเห็นเอกสารธนาคาร ผมกล้าพูดเพราะเห็นชื่อบุคคลที่ส่งเงินว่าเป็นผู้ใกล้ชิดกับพรรคไทยลักไทย ผมกล้าพูดว่านายกรัฐมนตรี ตำรวจ และรัฐบาลย่อหย่อนไม่ติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง เอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้

พรรคไทยรักไทยจงใจเลือกวันที่ 14 กรกฎาคม เป็นวันสถาปนาพรรค วันที่ 14 กรกฎาคม นอกจากเป็นวันชาติแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ เป็นวันที่ระลึกการโค่นล้มระบบกษัตริย์และสถาปนามหาชนรัฐฝรั่งเศส”

“ผมจะไม่บอกว่ามีใครไปประชุมบ้าง ผมกำลังคอยหลักฐาน แต่บุคคลหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ www.manussaya.com ที่โจมตีพระเจ้าอยู่หัวแน่นอน ผมจะนำหลักฐานเรื่องนี้มาผนวกเมื่อบทความนี้จบบริบูรณ์ เวลานี้เว็บไซต์ดังกล่าวกำลังปรับโฉมแปลงตัว ทำเป็นชุมทางขายของและบริการสารพัดไม่มีการเมืองเลย หวังว่าจะตบตากันตื้นๆ”

“ ประเด็นที่สำคัญคือฉายภาพว่า เด็กของในหลวงกำลังถูกรังแก ทักษิณเป็นนายกฯ คนโปรดของในหลวง ในหลวงฝากให้ดูแลบ้านเมืองแทนในอนาคต กระซิบให้สู้ไม่ใช่ให้ออก กระซิบให้รีบเลือกตั้ง และให้รีบตั้ง กกต.เพิ่ม อย่ามัวฟังศาล และในที่ที่ชาวบ้านยังมีความสงสัย ในภาคอีสานและเหนือ ก็จะถามชาวบ้านแบบปุจฉาว่าใครเป็นคนเอาเงินมาให้ ทักษิณหรือในหลวง แล้วจะเอาใคร”

ทั้งหมดคัดมาจากเว็บไซต์ของผู้จัดการ

.....................

อ่านข้อความทั้งหมดแล้ว ผมต้องตบหน้าตัวเองว่าเราไม่ได้ฝันไปนะ

นี่ พ.ศ. ๒๕๔๙ แต่ทำไมเหตุการณ์ช่างคล้ายกับ ๒๕๑๙ ยิ่งนัก

หนังสือพิมพ์ดาวสยาม, สถานีวิทยุยานเกราะ, กระทิงแดง, นวพล, ลูกเสือชาวบ้าน ปลุกระดมโจมตีว่านักศึกษา ชาวนา กรรมกร เป็นคอมมิวนิสต์ มีแผนการโค่นราชบัลลังก์

๓๐ ปีผ่านไป... เหตุการณ์ทำนองนี้ย้อนกลับมาอีกครั้ง

แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะตัวละคร เปลี่ยนจาก กิตติวุฑโฒ, อุทาร สนิทวงศ์, สุดสาย หัสดิน, วัฒนา เขียววิมล, ทมยันตี, สมศักดิ์ ขวัญมงคล, เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน, สมัคร สุนทรเวช, ประมาณ อดิเรกสาร...

มาเป็น

สนธิ ลิ้มทองกุล, ปราโมทย์ นาครทรรพ, โสภณ สุภาพงษ์, คำนูณ สิทธิสมาน, เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, มนูญกฤต รูปขจร...

(หวังว่า บทเรียนจากมาตรา ๗ คงไม่ทำให้พันธมิตรประชานเพื่อประชาธิปไตยเข้าร่วมโหนกระแส “ทักษิณไม่จงรักภักดี” ไปด้วย)

คนที่ใช้ยุทธวิธีปลุกปั่นด้วยข้อหา “ไม่จงรักภักดี” ในสมัยนี้

คงลืมไปกระมังว่า เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว พวกเขาเป็นฝ่ายก้าวหน้าต่อต้านกลุ่ม “ขวาพิฆาตซ้าย”
คงลืมไปกระมังว่า เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว พวกเขาตกเป็นเหยื่อของการปลุกปั่นเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว

และคงลืมไปกระมังว่า ๖ ตุลา ๑๙ ส่วนหนึ่งเกิดจากการปลุกระดมข้อหา “ไม่จงรักภักดี”

ถึงร้าย.. ก็รักนะ


ร้ายก็รัก – โจอี้ บอย

http://www.youtube.com/watch?v=Y14h6e7dm-c&search=mv%20thai
(ขอบคุณเจ้าของลิงค์นี้ด้วยครับ)

ทุกๆครั้งที่เปิดดูละคร มีบางตอนที่ฉันเองไม่อาจมี
ในละครมีผู้ชายดีดี
คงเป็นใครคนที่เธอนั้นใฝ่ฝัน

แต่กลับมาสู่ชีวิตจริงไม่มีให้อิงอะไร
ใครๆ ก็มองเราไม่ดี

งั้นผู้ชายดีๆคงมีแต่ในนิยาย
งั้นผู้ชายอย่างฉันนั้นต้องเจ็บใจไปทุกราย
เพราะผู้ชายดีๆนั้นมีแค่ในนิยาย
ฉันก็แค่ผู้ร้ายถึงรักแค่ไหนคงต้องตาย
สุดท้ายเค้าได้เธอไปครอง

ใครว่าชีวิตเหมือนในละคร
ชีวิตกูอ่ะ ยิ่งกว่าละครอีก
ฟังกันนะ ฟังละวะ

ถึงร้ายก็รักนะ เกเรยังไงก็รักนะ
หน้าตาเป็นตัวกำหนด เทวดาเขียนบทยังไงกันวะ
อยากเกิดเป็นตัวพระ แต่เค้าลิขิตให้เป็นตัวร้าย
ใครจะรู้ว่าทศกัณฑ์รักนางสีดามากกว่าเท่าไหร่

ถึงร้ายก็รักจริงไม่ใช้สลิง ไม่ใช้สตั๊น
เหนื่อยใจก็เล่นโผ นางเอกร้องโฮสั่งงานศพครั้น
อกหักมาที ไม่มีคนดูเห็นใจ
จะเปิดศึกชิงนาง ก็คงต้องแพ้เรื่อยไป

จะมองทางซ้ายจะมองทางขวา กูมันตัวโกงนี่หว่า
มือถือดอกไม้ไว้หนวดไว้เครา เขาหาว่าโจรป่า
โรมรันพันตู ความรักของกูชักมัน
ขีดๆเขียนๆกันไป เฮ้ยเดี๋ยวกูเล่นไม่ทัน

จะรีบไปไหนสงครามยังไม่จบ กูยังต้องรบอีกครั้ง
มึงคิดว่ามึงรักเธอเท่าไหร่ กูมากกว่าพันครั้ง
จะยอมตายพลีกาย ช่วยให้ละครขายดี
เกิดชาติหน้าฉันใด ขอเป็นพระเอกสักที

งั้นผู้ชายดีๆคงมีแต่ในนิยาย
งั้นผู้ชายอย่างฉันนั้นต้องเจ็บใจไปทุกราย
เพราะผู้ชายดีๆนั้นมีแค่ในนิยาย
ฉันก็แค่ผู้ร้ายถึงรักแค่ไหนคงต้องตาย
สุดท้ายเค้าได้เธอไปครอง

โลกของฉันมันต่างจากละคร
มันเป็นตอนที่ฉันเองต้องผิดหวัง
ความเป็นจริงที่ต้องเจออีกครั้ง
ความลำพังที่คู่กันกับตัวร้าย

แต่กลับมาสู่ชีวิตจริงไม่มีให้อิงอะไร
ใครๆ ก็มองเราไม่ดี

งั้นผู้ชายดีๆ คงมีแต่ในนิยาย
งั้นผู้ชายอย่างฉันนั้นต้องเจ็บใจไปทุกราย
เพราะผู้ชายดีๆ นั้นมีแค่ในนิยาย
ฉันก็แค่ผู้ร้ายถึงรักแค่ไหนคงต้องตาย
สุดท้ายเค้าได้เธอไปครอง

ผู้ร้ายก็ต้องลงไปกอง

...............

ร้ายก็รัก อยู่ในอัลบั้มใหม่ของโจอี้ บอย

ว่ากันว่า โจอี้ บอยแต่งให้ตัวเองเกี่ยวกับความช้ำรักที่มีกับปู ไปรยา

เพลงนี้คงมีเนื้อหาโดนใจกับชายไทยหลายคน

ก็ทำไงได้อ่ะครับ ไอ้เราก็ “อยากเกิดเป็นตัวพระ แต่เค้าลิขิตให้เป็นตัวร้าย” นี่นา

คุณผู้หญิงทั้งหลายจะรู้มั้ยเนี่ยว่า “ทศกัณฑ์รักนางสีดามากกว่าเท่าไหร่”

ขอยกมือสนับสนุนโจอี้บอย

ถึงร้ายแต่...

เราก็รักนะ

วันศุกร์, พฤษภาคม 19, 2549

มีเพลงมาเติมพลังครับ


ครึ่งหนึ่งของชีวิต - แอม เสาวลักษณ์ ลีละบุตร

http://notjustv.exteen.com/20060412/mv
(ขอบคุณเจ้าของบล็อกนี้ด้วยนะครับ)

เมื่อความรักมันพังลง เราเหมือนคนไม่เต็มคน
เหมือนครึ่งหนึ่งชีวิตนี้หล่นหาย
แบ่งชีวิตให้เขาแล้ว เขาก็พามันจากไป
ไม่มีทางจะทำใจได้เลย

ไม่เคยหันมองดูตัว มัวเสียดายวันเวลา
ฝันว่าอาจจะคืนมาเหมือนเคย
เพิ่งจะรู้ว่ารักแท้ มันไม่ไกลไม่ห่างเลย
แค่เพียงกลับมาสนใจตัวเอง

ครึ่งหนึ่งของชีวิต ที่เราทำหายไป
ต่อให้นอนเสียดายไปจนตายมันก็เท่านั้น
เหลืออีกครึ่งชีวิต ที่มันยังต้องการ
ความรักตัวเองกลับมา ชีวิตมันมีคุณค่ากว่านี้

นั่งดูแขนมองดูมือ ดูหน้าตามองตัวเอง
จ้องกระจกดูสักครั้งนั่นใคร
เก็บชีวิตที่เหลือๆ ทำให้ดีจะได้ไหม
แล้วไม่นานจิตใจจะเต็มเหมือนเดิม

ครึ่งหนึ่งของชีวิต ที่เราทำหายไป
ต่อให้นอนเสียดายไปจนตายมันก็เท่านั้น
เหลืออีกครึ่งชีวิต ที่มันยังต้องการ
ความรักตัวเองกลับมา ชีวิตมันมีคุณค่ากว่านี้

นั่งดูแขนมองดูมือ ดูหน้าตามองตัวเอง
จ้องกระจกดูสักครั้งนั่นใคร
เก็บชีวิตที่เหลือๆ ทำให้ดีจะได้ไหม
แล้วไม่นานจิตใจจะเต็มเหมือนเดิม

เก็บชีวิตที่เหลือๆ ทำให้ดีจะได้ไหม
แล้วไม่นานจิตใจจะเต็มเหมือนเดิม

........

นางฟ้าใจดีส่งเพลงนี้มาให้ผม

ผมชอบเพลงนี้มาก ใช้เยียวยาตนเองช่วงที่กลับไปเมืองไทยรอบล่าสุดอยู่บ่อยครั้ง

จำได้ว่าตอนที่แบกความช้ำรักลงมาจากเชียงใหม่นั้น ระหว่างรอรถโดยสาร ไปนั่งกินเหล้าอยู่ริมปิง เค้าเปิดเพลงนี้พอดีเลย

นึกในใจว่า โอ๊ย ทำไมมันโดนแบบนี้นี่

ยิ่งมาดูมิวสิควิดีโอที่ นุ่น-พลอยเล่นแล้ว ยิ่งชอบ (ผมชอบสองพี่น้องคู่นี้มาก โดยเฉพาะคนน้อง อิอิ)

ใครหมดพลังจากเรื่องทำนองนี้ ผมมอบเพลงนี้ให้ละกัน

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 18, 2549

ตุลาการธิปไตย?

หลังพระราชดำรัส ๒๕ เมษา ศาลเริ่มแสดงบทบาททางการเมืองมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ต่อคดีเลือกตั้ง ๒ เมษา ความเห็นของผมเป็นเช่นไร เข้าไปอ่านได้ที่
http://www.onopen.com/2006/01/552

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๘ เมษายน ให้การเลือกตั้งเสียไปทั้งหมดด้วยข้อหาที่เราแซวกันตลกๆว่า กกต.ไปจัดคูหาเลือกตั้งแบบ “หันตูดให้แดด” ก็คิดว่าเรื่องคงจะเริ่มคลี่คลาย และศาลคงยุติการแสดงบทบาทของตน ปล่อยให้ฝ่ายอื่นๆดำเนินการตามขอบเขตอำนาจของตนต่อไป

ตรงกันข้าม ศาลสามศาลยังคงผลักดันอย่างต่อเนื่องให้ กกต. ลาออก และขออาสาเข้ามาคุมเลือกตั้งเสียเอง

ในส่วนของศาลปกครอง เดิมผมคิดว่าคงจะจำหน่ายคดีเลือกตั้ง ๒ เมษาที่อยู่ในศาลตนออกไป โดยอ้างเหตุผลที่ว่า ไม่มีวัตถุแห่งคดีแล้วเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้ว ปรากฏว่า ศาลปกครองร่วมด้วยช่วยกัน ตัดสินให้การเลือกตั้ง ๒ เมษา เสียไปทั้งหมดอีก

ล่าสุด ศาลฎีกาบอกว่า ไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับ กกต. ชุดนี้ หากมีคำขอให้ไปช่วยงาน แถมยังผลักดันให้ กกต. ลาออกอีกด้วย

ที่น่าทึ่ง มีผู้พิพากษาคนหนึ่ง กล่าวว่า เหตุที่ทำให้ กกต. พ้นจากตำแหน่งมีหลายข้อ เช่น ลาออก ตาย ตนหวังว่าเหตุที่ทำให้พ้นจากตำแหน่งควรเป็นที่ลาออก อย่าให้ลามไปถึงโดนพิพากษาจำคุกเลย ปิดท้ายด้วยการย้ำว่า ต้องไม่ลืม กกต. โดนฟ้องคดีอาญาอยู่นะ

แหม... เตือนด้วยความหวังดีจริงๆครับพี่น้อง

ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ให้เอาไปคิดต่อ

ข้อแรก โดยลักษณะขององค์กรตุลาการซึ่งต้องสงวนท่าทีและใช้อำนาจในเชิงรับ รอให้คนมาฟ้องคดีเสียก่อนจึงใช้อำนาจของตนได้ แล้วกรณีแสดงบทบาทออกนอกหน้าเต็มที่ในการผลักดันให้ กกต. ออกไป และอาสาเข้ามาคุมเลือกตั้งแทน เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร?

เคยมีหรือไม่ ที่ศาลทั้งสามมานั่งประชุมหารือกันแล้วมีมติว่าจะตัดสินคดีไปในทิศทางเดียวกัน

ข้อสอง กรณี “หมิ่นศาล” ผมรู้สึกว่าสังคมไทยกำลังเข้าใจผิดหรือเปล่า ที่เกรงกลัว ไม่กล้าเห็นแย้งกะศาล ไม่กล้าวิจารณ์ศาลเลย ด้วยกลัวข้อหาเช่นว่า หนำซ้ำผู้พิพากษาหรือตุลาการบางคนยังผสมโรงด้วยการเอาข้อหานี้มาพูดบ่อยๆอีก

หวังแต่ว่าคงไม่มีการแปลงสภาพ “หมิ่นศาล” ให้เป็น “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” อีก

เดิมองค์กรตุลาการก็ได้รับการยกย่องจากสังคมไทยมากพอดูอยู่แล้ว (ยกย่องในที่นี้หมายความว่า ให้เกียรติ ยอมรับในศักดิ์ศรี เคารพ ไม่กล้าแตะ) ประกอบกับเนื้อความในพระราชดำรัส ๒๕ เมษา ผสมด้วยการเทคแอคชั่นอย่างเต็มที่ในครั้งนี้ โดยไม่มีใครกล้าออกมา “สวน” เท่าไรอีก

เกรงว่าต่อไป จะยิ่งเกิดสภาวะ “แตะไม่ได้” กับองค์กรตุลาการ

ต้องไม่ลืมว่าองค์กรตุลาการเป็นองค์กรในระบบปิด ที่มาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เมื่อวินิจฉัยข้อพิพาทใด็เป็นเด็ดขาด การตรวจสอบก็มีไม่มากนัก หากเราไม่ยอมให้คนวิจารณ์แล้ว จะยิ่งไม่ทำให้องค์กรตุลาการหลุดจากการตรวจสอบไปอีกหรือ

ข้อสาม กรณีคำวินิจฉัยที่ว่าการจัดคูหาเลือกตั้งแบบหันออกด้านนอกไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น พบว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อปีที่แล้ว ทุกเขตเลือกตั้งก็จัดคูหาแบบนี้ทั้งนั้น เกิดมีผู้สมัครที่แพ้จากการเลืกตั้งท้องถิ่นบ้าจี้มาฟ้องศาล ถามว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศหลายพันเขต จะเสียไปทั้งหมดหรือไม่? หรือว่าบรรทัดฐานนี้จะใช้เฉพาะกรณี ๒ เมษาเท่านั้น?

ข้อสี่ คดีอาญาที่ กกต. โดนฟ้องต่อศาลยุติธรรมตอนนี้ กกต. จะร้องคัดค้านผู้พิพากษาไม่ให้มาตัดสินคดีตนได้หรือไม่ เพราะผู้พิพากษามีสภาวะความไม่เป็นกลางอยู่ ก็ในเมื่อศาลยุติธรรม (ออกมาทั้งในนามองค์กรบ้าง ส่วนตัวบ้าง) ออกมาอัด กกต. รายวัน เรียกร้องให้ลาออก ล่าสุดมีผู้พิพากษาคนหนึ่งออกมาย้ำด้วยความหวังดีอีกว่า กกต. โดนฟ้องอาญาอยู่นะจ๊ะ

หากศาลหรือสังคมสงสัยในความไม่เป็นกลางของ กกต. จึงเรียกร้องให้ กกต ลาออก แล้ว กกต จะสงสัยในความไม่เป็นกลางของศาล จึงร้องคัดค้านผู้พิพากษาได้หรือไม่ อย่างไร

น่าติดตามต่อไปว่าการแสดงบทบาทขององค์กรตุลาการในขณะนี้ จะจบลงเช่นไร และจะส่งผลให้เกิดเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคตหรือไม่

บอลโลกจะเริ่มแล้ว โรนัลดินโญ่, อองรี, เจอราร์ด, ริเควลเม่, ต๊อตตี้ จะได้ปะทะฝีเท้ากัน

คงไม่มีใครอยากเห็น เซ็ปป์ แบล็ตเตอร์ ประธานฟีฟ่า หรือ เลนนาร์ท โยฮันสัน ประธานยูฟ่า ลงมาร่วมเตะด้วยเป็นแน่

วันพุธ, พฤษภาคม 17, 2549

๑๔ ปี พฤษภา ๓๕


วันนี้ ๑๗ พฤษภาคม ครบรอบ ๑๔ ปี เหตุการณ์ พฤษภา ๓๕

ตอนนั้น ผมอยู่ชั้นมัธยมสอง จำได้ดีว่าต้องเลื่อนเปิดเทอมออกไปอีกสองอาทิตย์

อยากออกไปดูตามประสาเด็กๆบ้ากระแส อยากแจม อยากเท่ อยากมีส่วนร่วม แต่โดนแม่ห้ามปรามไว้

ผมมีประเด็นเกี่ยวกับพฤษภา ๓๕ ให้เก็บไปขบคิดกันต่อ หรือจะลองอามาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ ทักษิณ...ออกไปดูก็ได้

ข้อแรก เรียกร้องให้ "บิ๊กสุ... ออกไป" เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไฉนพออานันท์ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน จึงมีเสียงไชโยโห่ร้อง
(ลองเทียบเคียงกับ ทักษิณ...ออกไป เอานายกฯพระราชทานเข้ามา)

ข้อสอง บทบาทของจำลองในเหตุการณ์พฤษภา จริงหรือไม่ที่ สนนท ตัดสินใจไม่เดินขบวน แต่จำลองจะเดิน? จริงหรือไม่ที่เขาว่าจำลองพาคนไปตาย? และจริงหรือไม่ที่เพื่อเป้าหมาย ไม่ว่าวิธีการใด จำลองทำได้หมด?
(ลองเทียบเคียงกับบทบาทของจำลองในครั้งนี้)

ข้อสาม ปฐมเหตุแท้จริง มาจากความขัดแย้งระหว่าง รุ่น ๕ กับรุ่น ๗ และรุ่น ๕ กับบิ๊กจิ๋ว หรือเปล่า?
(ลองเทียบเคียงกับเหตุการณ์ "ทักษิณ...ออกไป" ก็เริ่มจากความขัดแย้งระหว่างสนธิกับทักษิณ)

ข้อสี่ ประชาธิปัตย์ มีบทบาทน้อยมาก ไฉนกลับเก็บเอาผลพวงจากเหตุการณ์นี้จนชนะเลือกตั้ง กย ๓๕ ได้ ซึ่งนับเป็นครั้งสุดท้ายที่ ปชป ชนะเลือกตั้งสนามใหญ่?
(ลองเทียบเคียงกับบทบาทของ ปชป ในครั้งนี้ที่ทุ่มหมดหน้าตักด้วยการบอยคอตเลือกตั้ง)

ข้อห้า เช่นเคย ไม่มีผู้ใดรับโทษจากการฆ่าประชาชน
(โชคดี ครั้งนี้ ไม่มีใครตาย โอ๊ะๆๆ ลืมไป มีสิ กกต ไง โดนระบอบตุลาการธิปไตยฆ่าซะตายสนิทเลย)

วันจันทร์, พฤษภาคม 15, 2549

สามเวลา - โปเตโต้

ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมานั้น
สิ่งแรกที่ทำ
ไม่ใช่ล้างหน้าแปรงฟัน
แม้มันจะงัวเงียเท่าไหร่
ฉันก็เต็มใจ
โทรไป Good Morning เธอ

และเที่ยงเมื่อไหร่คนอย่างฉัน
สิ่งแรกที่ทำนั้น
ไม่ใช่กินข้าวกลางวัน
ฉันคงจะกินไม่อร่อย
ถ้าไม่ถามเธอซักหน่อย
ว่าเธอกินข้าวหรือยัง

บางทีก็กลัวว่าเธออาจรำคาญ
กับการที่ฉันเอาใจใส่
ไม่อยากให้เธอมองฉันว่าก้าวก่าย
แต่อยากให้เธอเข้าใจแบบนี้

ฉันคิดถึงคิดถึงคิดถึงเธอหมดใจ
ฉันหวงฉันหวงและฉันห่วงเธอมากมาย
รักเพราะฉันรัก ฉันจึงทำลงไปอย่างนี้
หวังว่าเธอคนดี คงจะพอเข้าใจ

ฟ้ามืดเมื่อไหร่คนอย่างฉัน
สิ่งที่ต้องทำนั้น
ไม่ใช่เตรียมเที่ยวกลางคืน
ขืนไปก็คงต้องไปกร่อย
ถ้าไม่ถามเธอซักหน่อย
ว่าเธอถึงบ้านหรือยัง

บางทีก็กลัวว่าเธออาจรำคาญ
กับการที่ฉันเอาใจใส่
ไม่อยากให้เธอมองฉันว่าก้าวก่าย
แต่อยากให้เธอเข้าใจแบบนี้

ฉันคิดถึงคิดถึงคิดถึงเธอหมดใจ
ฉันหวงฉันหวงและฉันห่วงเธอมากมาย
รักเพราะฉันรัก ฉันจึงทำลงไปอย่างนี้
หวังว่าเธอคนดี คงจะพอเข้าใจ

ฉันคิดถึงคิดถึงคิดถึงเธอหมดใจ
ฉันหวงฉันหวงและฉันห่วงเธอมากมาย
รักเพราะฉันรัก ฉันจึงทำลงไปอย่างนี้
หวังว่าเธอคนดี คงจะพอเข้าใจ

ฉันคิดถึงคิดถึงคิดถึงเธอหมดใจ
ฉันหวงฉันหวงและฉันห่วงเธอมากมาย
รักเพราะฉันรัก ฉันจึงทำลงไปอย่างนี้
หวังว่าเธอคนดี คงจะพอเข้าใจ

แค่สามเวลาคนดี คงไม่รำคาญใช่ไหม
.........

อยากมีคนที่ผมร้องเพลงนี้ให้ฟังจัง

(เช่นเคย ลงเพลงไม่เป็น หาฟังกันเอาเองนะจ๊ะ)

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 14, 2549

เมื่อไรหนอ?


ปีนี้ ผมอายุ ๒๖ จะครบ ๒๗ ปลายปี

สงสัยมาตลอดว่า ชีวิตผมจะได้เจอความรักแท้เหมือนชาวบ้านบ้างมั้ย?

แบบมีแฟนที่เรารัก มีความสุข ไปเที่ยวเล่น ดูหนัง ดูคอนเสิร์ต กินข้าว เดินห้าง ช็อปปิ้ง ซื้อหนังสือ ฯลฯ

อยากมีคนที่พอผมโทรไปแล้วเค้าดีใจ แล้วตัวผมเองก็ปรารถนาจะโทรด้วย

อยากทำงานเหนื่อยๆ แต่พอได้ยินเสียงของใครคนหนึ่ง หรืออ่านข้อความของใครคนหนึ่ง แล้วหายเป็นปลิดทิ้ง

ที่ว่ามานี้ ขอแบบถาวร มีเสถียรภาพมั่นคงด้วยนะครับ ไม่ใช่แบบประเดี๋ยวประด๋าว หนึ่งเดือนเลิก สามเดือนจาก

ชีวิตผมก็ผ่านอะไรมามากพอควร ไม่ใช่เป็นผ้าขาวบริสุทธิ์ ที่ไม่เคยคบกับสาวรายใดเลย

จะว่าไป นับไปนับมา ก็มากโขอยู่เหมือนกัน

บางคนอิจฉาผม บางคนสมน้ำหน้า แต่ตัวผมนั้นเศร้าอยู่ไม่น้อย ไม่รู้อะไรมันกำหนดชะตาราศรีผมเอาไว้ ผมไม่เคยมีแฟนแบบจริงๆจังๆเหมือนกับคนอื่นเสียที (อันนี้นิยามต่างกันไปอีก คำว่า “แฟน” ของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน)

บ้างผมปฏิเสธ บ้างผมถูกปฏิเสธ (แต่ด้วยความสัตย์ ไม่รู้เป็นไร ผมอยากเป็นคนที่ถูกทิ้งดีกว่าไปทิ้งคนอื่น)

หากชีวิตผมเป็นดังรถเมล์ ผมคิดว่ามันวิ่งมานานแล้ว จอดแวะรับผู้โดยสารตามป้ายมาก็มาก ก็อยากให้มันสุดสาย จอดรถเข้าอู่เสียที

บล็อกตอนนี้ไม่มีอะไรมากหรอกครับ

ก็แค่อารมณ์เพ้ออันเกิดจากการทำกับข้าว

กินแล้วมันอร่อยดี เลยอยากทำให้สาวที่ผมรักกินบ้าง

วันพุธ, พฤษภาคม 10, 2549

Yue Liang Dai Biao Wo De Xin - ดวงจันทร์เสมือนแทนใจฉัน

"เยี่ยเลี่ยงไต้เปี่ยวหว่อติซิน"

หนี่เวิ่นหว่ออ้ายหนี่โหย่วตัวเซิน
หว่ออ้ายหนี่โหย่วจี่เฟิน
หว่อติฉิงเหยี่ยเจิน
หว่อติอ้ายเหยี่ยเจิน
เยี่ยเลี่ยงไต้เปี่ยวหว่อติซิน

หนี่เวิ่นหว่ออ้ายหนี่โหย่วตัวเซิน
หว่ออ้ายหนี่โหย่วจี่เฟิน
หว่อตีฉิงปู้อี๋ หว่อติอ้ายปู้เปี้ยน
เยี่ยเลี่ยงไต้เปี่ยวหว่อติซิน

ชิงชิงติอี่เก้อเหวิ่น
อี่จิงต่าต้งหว่อติซิน
เซินเซินติอี่ต้วนฉิง
เจี้ยวหว่อซือเหนียนเต้าหรูจิน

หนี่เวิ่นหว่ออ้ายหนี่โหย่วตัวเซิน
หว่ออ้ายหนี่โหย่วจี่เฟิน
หนี่ชี่เสี่ยงอี่เสี่ยง
หนี่ชี่คั่นอี่คั่น
เยี่ยเลี่ยงไต้เปี่ยวหว่อติซิน

........

"ดวงจันทร์เสมือนแทนใจฉัน "

เธอถามฉันว่าความรักของฉันลึกซึ้งเพียงใด
ฉันรักเธอมากแค่ไหน
ความรู้สึกของฉันนั้นจริงแท้
ความรักของฉันนั้นแน่นอน
ดวงจันทร์เสมือนแทนใจฉัน

เธอถามฉันว่าความรักของฉันลึกซึ้งเพียงใด
ฉันรักเธอมากแค่ไหน
ความรู้สึกของฉันนั้นไม่เคยแปรผัน
ความรักของฉันนั้นไม่เคยแปรเปลี่ยน
ดวงจันทร์เสมือนแทนใจฉัน

จูบเบาๆเพียงครั้งเดียว
ก็ทำให้ใจฉันหวั่นไหว
ความรักที่แสนลึกซึ้งเพียงช่วงหนึ่ง
ยังคงตราตรึงอยู่ในใจฉันจนวันนี้

เธอถามฉันว่าความรักของฉันลึกซึ้งเพียงใด
ฉันรักเธอมากแค่ไหน
เธอลองตรองดู แล้วลองมองจันทร์
ณ ที่แห่งนั้น ก็คือใจของฉัน

..........

Yue Liang Dai Biao Wo De Xin เป็นเพลงหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง เถียนมีมี่ ๓,๖๕๐ วัน รักเธอคนเดียว หรือชื่อในภาษาอังกฤษว่า "Comrades, almost a love story" ร้องโดยเติ้ง ลี่ จวิน

เพลงนี้อยูในฉากตอนจบของเรื่อง

ใครยังไม่เคยดู ขออภัยที่ต้องบอกเล็กน้อยว่า ฉากนั้นคือพระเอกกะนางเอกกลับมาเจอกันอีกครั้ง โดยอาศัยเหตุการณ์จริงเกี่ยวกับการตายของเติ้ง ลี่ จวิน

ผมชอบเรื่องนี้มาก จัดเป็นหนังรักที่ผมชอบที่สุดเรื่องหนึ่ง

เนื้อและคำแปลผมเอามาจาก
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tempting-heart&group=14

ส่วนใครอยากฟัง ผมหาในเน็ทเจอแต่เวอร์ชันที่เลสลี่ จาง ร้องในบล็อกที่ผมลิงค์มาให้นั่นแหละ

ที่ผมมีเป็นเวอร์ชันของเติ้ง ลี่ จวิน แต่เอาเพลงลงบล็อกไม่เป็นอ่ะ

นี่เป็นบล็อกตอนเก่าที่ผมเคยเขียนถึงเติ้ง ลี่ จวินไว้
http://etatdedroit.blogspot.com/2005/05/blog-post_111557209708205797.html

วันจันทร์, พฤษภาคม 08, 2549

๘ พฤษภา

ดีใจ การเมืองเริ่มคลี่คลาย

เสียใจ กฎหมายโดนกระทำชำเราจนเละเทะ

ผลพลอยได้ เห็นนักกฎหมายเนติบริกรขั้วใหม่

ไว้ทุกข์ให้กับกฎหมาย ด้วยการเว้นวรรคแสดงความเห็นทางกฎหมายระยะหนึ่ง

วันศุกร์, พฤษภาคม 05, 2549

งานสองชิ้นล่าสุดของผม

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังพระราชดำรัส ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ ทำให้ผมตัดสินใจเขียนบทความสองชิ้น

ชิ้นแรก คดีเลือกตั้ง ๒ เมษา ศาลใดจะรับเรื่อง? โมฆะจริงหรือ?
ชิ้นที่สอง ความเงียบของนักกฎหมายมหาชน

ทั้งสองชิ้นลงในโอเพ่นออนไลน์

ส่วนชิ้นแรก ผมปรับให้สั้นลงเล็กน้อย เพื่อลงประชาชาติธุรกิจฉบับจันทร์ที่ ๘ พ.ค.นี้ด้วย

แรงบันดาลใจของผมเกิดจาก ผมทนไม่ไหวกับคำพูดทำนองว่า "งดการพูดถึงพระราชดำรัส ห้ามวิจารณ์พระราชดำรัส ใครพูดแสดงว่าไม่เคารพในหลวง ใครพูด ย่อม"บังอาจ" ไปวิจารณ์ในหลวง"

อ่านแล้วคิดเห็นประการใด เชิญแสดงความคิดเห็นได้

วันอังคาร, พฤษภาคม 02, 2549

ต้องบริการรัฐบาลเท่านั้นหรือจึงเป็นเนติบริกร?

นับตั้งแต่กลางปีที่แล้ว

ลองมองย้อนกลับไปถึงพฤติกรรมของบรรดานักกฎหมายที่ออกมาหาเหลี่ยมคูทางกฎหมายเพื่อการโค่นทักษิณ หรือยอม “งดเว้น” ไม่พูดหลักกฎหมายบ้างในบางเรื่อง เพราะเห็นว่าเป็นผลดีต่อกระบวนการโค่นทักษิณ

ไล่มาตั้งแต่ ...

การยกกษัตริย์ขึ้นนำในระบอบประชาธิปไตยไทย

การนั่งใบ้กินครั้งที่สนธิ-ประมวลไปพูดเรื่องพระราชอำนาจที่คณะนิติศาสตร์ มธ. ทั้งๆที่สิ่งที่สนธิ-ประมวลพูดนั้นมันขัดกับนิติรัฐและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายกาจ

การนั่งใบ้กินตอนทหารตบเท้าไล่สมัครจากกรณีวิจารณ์เปรม (หนำซ้ำมีนักกฎหมายหญ่ายยยไฟแรงบางคนออกมาด่าสมัครด้วยซ้ำว่าไปกินอะไรเข้าถึงกล้าวิจารณ์เปรม)

การกลับมาของจารุวรรณ สตง. ทั้งๆที่เถียงกันทางกฎหมายแทบตาย แต่มีสัญญาณหนึ่งมาปุ๊บ การกลับมาของจารุวรรณก็หมดข้อสงสัยจากนักกฎหมาย

การขอนายกฯพระราชทานโดยอ้างมาตรา ๗

จนล่าสุดหาทางให้การเลือกตั้งเป็น “โมฆะ” ทั้งหมด

ทั้งหลายเหล่านี้ ก็เป็นการนำกฎหมายมารับใช้การเมืองเหมือนกัน แต่การเมืองที่ว่าเป็นการเมืองที่อยู่คนละฟากกับทักษิณ

ดังนั้น หากเราเรียกวิษณุ บวรศักดิ์ โภคิน ว่าเนติบริกร ด้วยเหตุที่ว่า เอากฎหมายไปรับใช้รัฐบาล เราก็อาจเรียกนักกฎหมายที่เอากฎหมายไปเพื่อโค่นทักษิณว่าเนติบริกรได้ดุจกัน

ผมไม่ได้ตำหนิ การนำกฎหมายไปรับใช้เป้าหมายของตน ไม่น่าผิดหากเรานำกฎหมายมาใช้ให้สอดรับกับมโนธรรมสำนึกหรืออุดมคติของตน

เพียงแต่สงสัยว่า ในเมื่อนำกฎหมายไปรับใช้อุดมคติหรือเป้าหมายของตนเองแล้ว เหตุใดจึงไม่กล้ายืดอกรับอย่างเต็มภาคภูมิ

เหตุใดจึงกลายเป็น “ผู้ทรงศีล” มากกว่านักกฎหมายฟากรัฐบาล เหตุใดจึงถือสิทธิ์ในการบริภาษเหล่าเนติบริกรฟากรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

หรือนักกฎหมายคนใดที่ต้องการโค่นทักษิณ ย่อมกลายเป็นผู้มีศีลธรรมขึ้นทันที